‘ข้าวปั้นไร้สารกันบูด’ ของร้าน Hyakushokuya เก็บได้นานถึง 100 วันได้ยังไง?
‘ข้าวปั้นญี่ปุ่น’ หรือ ‘โอนิกิริ’ นับเป็นอาหารยอดนิยมในญี่ปุ่นแต่ก็ได้รับความนิยมในหมู่ชาวต่างชาติรวมทั้งในไทยเองที่สัดส่วนร้านอาหารญี่ปุ่นเติบโตมากขึ้นในไทยถึง 2.9 เปอร์เซ็นต์ (ในปี 2567 อ้างอิงข้อมูลจากองค์การการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น หรือ JETRO) เมนูนี้เริ่มวางขายตามร้านสะดวกซื้อในไทยเพราะตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่เร่งรีบและสะดวกในการรับประทานมีขั้นตอนไม่มาก แค่แกะแล้วก็กินได้เลย นั่นทำให้ข้าวปั้นเป็นอาหารที่พกพาไปได้ทุกที่และเก็บไว้กินตอนไหนก็ได้
แต่ถึงจะเป็นคอมฟอร์ตฟู้ดของใครหลายคน มันก็อาจส่งผลเสียต่อสุขภาพด้วยเช่นกัน เพราะข้าวปั้นตามร้านสะดวกซื้อมักใส่สารกันบูดที่ไม่ควรบริโภคกันบ่อยๆ
แต่คำถามคือถ้าไม่ใส่สารกันบูด มันจะเป็นอาหารรองรับไลฟ์สไตล์เร่งรีบคนยุคนี้ได้อย่างไร
เรื่องนี้ ร้าน Hyakushokuya ร้านสเต๊กเนื้อญี่ปุ่นชื่อดังของโตเกียว เขาทำได้
Hyakushokuya มักจะขายอาหารเพียง 100 จานต่อวันเท่านั้น ส่วนใหญ่เป็นข้าวหน้าเนื้อสเต๊ก ครบจำนวนเมื่อไหร่เก็บร้านทันที เหตุผลเพราะต้องการคืนชั่วโมงชีวิตให้กับพนักงาน แต่ที่สำคัญยิ่งกว่าคือต้องการแจกจ่ายวัตถุดิบในแต่ละวันให้คุ้มค่าเพื่อลดปริมาณอาหารเหลือทิ้ง (Food Waste) หรือค้างสต๊อกให้มากที่สุด
นอกจากนี้ร้าน Hyakushokuya ยังได้คิดค้น ‘ฮยาคุนิกิริ’ (Hyakunigiri) หรือเมนู ‘ข้าวปั้นฮยาคุนิกิริ’ ร่วมกับบริษัทอาหารอิชิอิ โชฮิน (Ishii Shohin) ออกมาวางขายถึง 5 รสชาติ ได้แก่ ข้าวปั้นรสสเต๊ก, ข้าวปั้นรสแกงกะหรี่, ข้าวปั้นรสชาฮัน (ข้าวผัดสไตล์จีน), ข้าวปั้นไก่โกโบ และข้าวปั้นรสไก่ ที่ให้คุณค่าทางโภชนาการและให้โปรตีนสูงกว่า 10 กรัมต่อชิ้นด้วย
ที่สำคัญก็คือ ข้าวปั้นฮยาคุนิกิรินั้นปราศจากสารกันบูดและสารปรุงแต่ง แต่สามารถเก็บในอุณหภูมิห้องได้นานถึง 100 วันนับจากวันผลิต โดยไม่ต้องแช่ตู้เย็น เขาทำได้อย่างไร?
คำตอบอยู่ที่กรรมวิธีการผลิตที่อาศัยเทคนิคการฆ่าเชื้อด้วยความร้อนแล้วซีลปิดผนึกสุญญากาศถุงอาหารห่อหุ้มตัวผลิตภัณฑ์หรือข้าวปั้นแทนการใส่สารกันบูดนั่นเอง โดยหากต้องการรับประทานก็แค่นำข้าวปั้นฮยาคุนิกิริเข้าอุ่นในไมโครเวฟ 30-70 วินาที หรืออุ่นในถุงน้ำเดือดประมาณ 8-15 นาที แค่นี้ก็กินได้โดยไม่ต้องกังวลว่าจะส่งผลเสียต่อสุขภาพแล้ว
ด้วยกรรมวิธีดังกล่าว เราอาจมองว่าเป็นเรื่องร่วมสมัยในยุคปัจจุบันที่หลายผลิตภัณฑ์ถูกผลิตขึ้นโดยตระหนักถึงสิ่งแวดล้อมมากขึ้น แต่ข้าวปั้นฮยาคุนิกิริไม่เพียงแต่ใส่ใจเรื่องสิ่งแวดล้อมและสุขภาพผู้บริโภคในยุคนี้เท่านั้น แต่ยังต้องการเป็นอาหารฉุกเฉินเพื่อรองรับสถานการณ์ต่างๆ ในญี่ปุ่นได้ด้วย
เป็นที่รู้กันว่าสภาพบ้านเมืองของญี่ปุ่นประสบกับภัยพิบัติอยู่บ่อยครั้ง ทำให้รัฐบาลและประชาชนจะต้องตื่นตัวพร้อมรับมือสถานการณ์ฉุกเฉินอยู่เสมอ การเตรียม ‘อาหารฉุกเฉิน’ หรืออาหารและน้ำดื่มสำรองอย่างน้อย 3-7 วัน จึงกลายมาเป็นหนึ่งในวัฒนธรรมของคนญี่ปุ่นที่จะต้องเตรียมติดบ้านไว้เสมอ
ข้าวปั้นฮยาคุนิกิริจึงตอบโจทย์การเป็นอาหารฉุกเฉินที่สามารถรักษารสชาติอาหารได้ดี และยังดีไซน์ข้าวปั้นให้อยู่ในทรงสี่เหลี่ยม เพื่อง่ายต่อการแบ่งอาหารออกไปส่วนๆ สำหรับแบ่งรับประทานร่วมกัน ต่างไปจากข้าวปั้นทั่วไปที่ส่วนใหญ่จะมาในรูปทรงสามเหลี่ยมนั่นเอง
อ้างอิง
- Do We say yay or nay to the additive-free rice balls that can last 100 days at room temperature? https://shorturl.asia/IlhU2
- The Japan External Trade Organization (JETRO) reveals that the new opening of Japanese restaurants grew by only 2.9% in 2024 compared to the same period last year, according to Kuroda Jun, president of JETRO Bangkok. https://shorturl.asia/0Vr5C