3 Min

“ทำไมอะไรๆ ก็เกิดแต่กับเรา” สำรวจความสงสารที่กำลังกัดกินใจ ภายใต้คำตัดพ้อชีวิต

3 Min
42 Views
11 Sep 2025

“Born but with me! เกิดแต่กับกู!” วลีฮิตที่ใครๆ ก็พูดกัน เมื่อต้องเจอกับวันหรือเหตุการณ์แย่ๆ 

อย่างเช่น กะว่าหลบฝนไปอยู่ในห้าง แต่น้ำดันรั่วเข้าห้างซะอย่างนั้น หลายคนจึงพูดในใจตัวเองว่า “เกิดแต่กับกู” หรือ “ทำไมต้องเป็นฉัน” เพื่อสะท้อนความโหดร้ายของชีวิต 

MOODY จึงอยากพาทุกคนไปดูหนึ่งในความรู้สึกที่ซ่อนอยู่ภายใต้ประโยคนี้ นั่นคือ ‘ความสงสารตัวเอง’ (Self-Pity) ภาวะทางอารมณ์ที่หลายคนอยากหลีกหนี เพราะมันคืออารมณ์ที่ทำให้เราจมดิ่งอยู่กับปัญหาและความโชคร้ายนั้นๆ แต่กลับพบว่ามันให้ความรู้สึกปลอบโยนแปลกๆ ในเวลาเดียวกัน และแม้เราจะรู้ว่าความคิดเช่นนี้ไม่ช่วยให้เติบโต ไม่ทำให้ใครรักเรามากขึ้น แต่หลายครั้งเราก็ยังวนกลับไปอยู่ในวังวนเดิม จิตวิทยาได้พยายามอธิบายว่าทำไมความสงสารตัวเองถึงเกิดขึ้นและทำไมมันถึงเอาชนะได้ยาก

หากมองในมุมวิวัฒนาการ มนุษย์เคยใช้ความทุกข์เป็นสัญญาณเพื่อขอความช่วยเหลือจากเผ่าพันธุ์ น้ำตาและเสียงร้องในยุคบรรพบุรุษเคยทำให้เรารอดชีวิต เพราะมันดึงคนอื่นเข้ามาปกป้อง แต่ในโลกปัจจุบัน สัญญาณเหล่านี้มักไม่ถูกตอบสนอง กลายเป็นสิ่งที่นักจิตวิทยาเรียกว่า ‘Evolutionary Mismatch’ มันทำให้เรารู้สึกโดดเดี่ยว และความเหงานั้นก็ทำงานราวกับสัญญาณเตือนที่ไม่ต่างจากความหิวหรือความกระหาย หากไม่ได้รับการตอบสนอง มันจะย้อนกลับมาทำร้ายทั้งร่างกายและจิตใจ

ต่อมาคือ ทฤษฎีความผูกพัน (Attachment Theory) ของจอห์น โบลบี (John Bowlby) อธิบายไว้อย่างชัดเจนว่า ความผูกพันในวัยเด็กเป็นรากฐานสำคัญ ถ้าเราเติบโตมากับความไม่มั่นคง เช่น ความกังวลหรือการถูกละเลย เราจะเรียนรู้วิธีปลอบตัวเองอย่างบกพร่อง ความเมตตาที่เรามีต่อตัวเองก็ลดลง เมื่อต้องเจอกับความทุกข์ เราจึงมักวนซ้ำกับการสงสารตัวเองเพราะมันเป็น ‘ระบบเดียว’ ที่เรารู้จัก

สมองเองก็เล่นกลกับเรา เมื่อเราเอาแต่จมอยู่กับความเจ็บปวด มันกลับให้ความรู้สึกปลอบประโลมชั่วคราว เพราะความเจ็บปวดทางอารมณ์กระตุ้นเส้นทางประสาทเดียวกับความเจ็บปวดทางกาย เหมือนไอศกรีมหลังวันที่เลวร้าย บรรเทาได้แค่ชั่วครู่ แต่สมองก็ปล่อยสารรางวัลออกมาจนเราติดนิสัยนี้ เหมือนการติดของหวานหรือสารเสพติด ที่สุดท้ายกลายเป็นความสบายชั่วคราวที่บั่นทอนสุขภาวะในระยะยาว

หนำซ้ำยุคโซเชียลมีเดียก็ยังซ้ำเติมให้เราติดอยู่ในวงจรนี้มากขึ้น เพราะโลกออนไลน์เต็มไปด้วยภาพชีวิตดีๆ ที่ลงตัวของผู้คนมากมาย ยิ่งเราเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับชีวิตของคนอื่นมากเท่าไร เรายิ่งรู้สึกด้อยค่าและหันกลับไปหาความสงสารตัวเองเป็นที่พึ่งเท่านั้น

นอกจากนี้ ในเชิงของตัวตน นักจิตวิทยาได้อธิบาย ‘ความหลงตัวเอง’ (Narcissism) ว่าไม่ใช่มีแค่รูปแบบโอหังอย่าง Grandiose Narcissism ที่แสดงความเหนือกว่า แต่ยังมี Vulnerable Narcissism ที่เปราะบาง เต็มไปด้วยความไม่มั่นคงและความอ่อนไหว แบบหลังนี้มักใช้ความเจ็บปวดเป็นเกราะกำบัง บอกตัวเองว่า “ความทุกข์ของฉันหนักกว่าของใครๆ” ความสงสารตัวเองจึงให้ความรู้สึกเหมือนการปกป้อง เพราะมันช่วยรักษาเศษเสี้ยวของคุณค่าตนเองเอาไว้ แม้จะต้องใช้ความเจ็บปวดเป็นเครื่องยืนยันก็ตาม

คำอธิบายสุดท้ายคือ เมื่อเรารู้สึกไร้อำนาจ เราก็มักพยายามเล่าเรื่องชีวิตใหม่ วางตัวเองไว้ในบทเศร้าที่เต็มไปด้วยความไม่เป็นธรรม จิตวิทยาเชิงเรื่องเล่า (Narrative Psychology) พบว่าผู้ที่เล่าเรื่องราวของตนเองด้วยธีมของการมีบทบาท (agency) และการเชื่อมโยง (connection) จะมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นและซึมเศร้าน้อยลง แต่ปัญหาของความสงสารตัวเองคือมันทำให้เราติดอยู่ในเรื่องราวเดิมๆ ที่ไม่เคยมีตอนจบ

ทางออกไม่ได้อยู่ที่การกดข่ม แต่คือการมองเห็นรากเหง้าของมันแล้วเลือกเส้นทางใหม่ เราสามารถกลับไปสร้างความสัมพันธ์ที่มั่นคงกับผู้อื่น เพราะสมองมนุษย์ยังคงโหยหาความปลอดภัยและการสนับสนุนจากคนรอบข้าง เราสามารถหันมาเมตตาต่อตัวเองแทนการสงสารตัวเอง 

เพราะงานวิจัยชี้ว่าความผูกพันที่มั่นคงและความเมตตาต่อตนเองเป็นสิ่งที่เดินคู่กันได้จริง การเปลี่ยนมุมมองจากการเปรียบเทียบกับ ‘ภาพคัดสรร’ ของคนอื่น มาเป็นการเปรียบเทียบแบบจริงต่อจริง ก็ช่วยให้เราเห็นคุณค่าของตัวเองได้มากขึ้น และการเขียนเรื่องราวชีวิตใหม่ด้วยธีมของการเติบโตและความยืดหยุ่นก็ช่วยให้เรากลับมามีความรู้สึกควบคุมได้อีกครั้ง

ดังนั้น ครั้งหน้าที่พบว่าตัวเองกำลังถามว่า “ทำไมต้องเป็นฉัน” ลองหยุดแล้วมองดูว่าความคิดนี้กำลังพาคุณไปที่ไหน การตระหนักรู้คือก้าวแรกของการเปลี่ยนแปลง 

เมื่อมีความเข้าใจและมีกลยุทธ์ใหม่ๆ ก็ไม่ต้องติดอยู่ในวงจรของความสงสารตัวเองอีกต่อไป แต่สามารถหันพลังงานไปสู่การเชื่อมโยง การเมตตา และการเติบโตที่แท้จริงได้

อ้างอิง: