ยุคปัจจุบัน ดูเหมือนคนในสังคมจะมองการแต่งงานและมีครอบครัวว่าเป็นเรื่องโบราณของคนยุคก่อน อย่างไรก็ดี การทำความเข้าใจสถาบันพื้นฐานของสังคมมนุษย์แทบทั้งโลกนี้ก็เป็นเรื่องที่น่าสนใจ เพราะมันสะท้อนหลายต่อหลายอย่าง ทั้งในประวัติศาสตร์และยุคร่วมสมัย ซึ่งวันนี้เราจะมาเล่าระบบของชาติตะวันตกหรือชาวยุโรปให้ฟัง
สังคมตะวันตก แม้ว่าผู้คนมักจะจดจำว่าเป็นสังคม ‘ชายเป็นใหญ่’ แต่ที่จริงแล้วดั้งเดิม พิธีกรรมแต่งงานของชาวคริสต์ที่จัดในโบสถ์ มักจะเป็นเรื่องของฝ่ายครอบครัวเจ้าสาวเป็นผู้จัดการ โดยในหลายพื้นที่จะมีธรรมเนียมที่ฝ่ายหญิงต้องเป็นฝ่ายจ่ายค่าสินสอดให้ฝ่ายชายด้วยซ้ำ
ทำไมถึงเป็นแบบนี้ ถ้าอธิบายในระบบสังคมตะวันตกในอดีต การแต่งงานแบบ ‘คลุมถุงชน’ หรือแบบที่ผู้ใหญ่ตกลงกันเลือกคู่สมรสให้ลูกถือเป็นเรื่องปกติ ดังนั้นก็เป็นปกติเช่นกันที่พ่อแม่จะต้องเป็นฝ่ายที่มีหน้าที่จัดงานแต่งงาน โดยเหตุผลที่พ่อแม่ฝ่ายหญิงจะต้องเป็นผู้จัดงานหรือกระทั่งจ่ายสินสอด เพราะในโลกตะวันตก ระบบการแต่งงานเป็นแบบที่ผู้หญิงแต่งงานเข้าบ้านผู้ชาย ซึ่งผู้หญิงเป็นเพศที่ในยุคนั้นเขาไม่ให้ทำงานนอกบ้าน ดังนั้นการ ‘แต่งลูกสาวออก’ ไปให้บ้านอื่น จึงถูกมองว่าเป็นการลดภาระของบ้านตนเอง ไปเพิ่มภาระให้บ้านที่ลูกสาวไปเป็นสะใภ้ ดังนั้นพ่อแม่ฝ่ายหญิงจึงมีหน้าที่จ่ายเงินเพื่อส่งต่อภาระนี้ไปให้บ้านอื่น
แน่นอน มาพูดเรื่องอะไรแบบนี้ ณ ปัจจุบัน คนคงแทบจะจินตนาการไม่ออกเลย ทั้งที่จริงแล้วโลกเมื่อ 100 ปีก่อนก็ยังเป็นแบบที่ว่านี้
ผู้หญิงในโลกตะวันตกเพิ่งได้มีโอกาสทำงานนอกบ้านและมีรายได้ของตัวเองช่วงสงครามโลกนี่เอง ที่ทำให้สังคมตะวันตกขาดแคลนแรงงาน และเมื่อผู้หญิงมีรายได้ของตัวเองมากขึ้น ทางเลือกก็มีมากขึ้น เมื่อสังคมเชื่อในทางเลือกมากขึ้น การแต่งงานแบบคลุมถุงชนก็ลดลง และการแต่งงานตามเจตนารมณ์ของคู่บ่าวสาวก็เป็นเรื่องปกติขึ้น และนี่ก็นำมาสู่ระบบปัจจุบันที่ ‘คู่รักสมัยใหม่’ มักจะจ่ายเงินจัดงานแต่งงานเอง และมีอำนาจในการควบคุมรูปแบบของงานมากขึ้น
อันที่จริงร่องรอยของการที่พ่อแม่เป็นฝ่ายจัดงานแต่งงาน ก็มักจะอยู่ในรูปแบบของการ์ดงานแต่ง ที่หลายๆ งานนั้นฝ่ายที่เชิญแขกให้มางานจะลงชื่อเป็นพ่อแม่ของคู่บ่าวสาว ไม่ใช่ตัวคู่บ่าวสาวเอง โดยในโลกตะวันตก ถ้าเป็นงานตามจารีตจริงๆ ที่ครอบครัวฝ่ายเจ้าสาวจัด การ์ดงานแต่งจะเขียนประมาณว่า “นายและนาง X ขอเชิญแขกผู้มีเกียรติเข้าร่วมพิธีมงคลสมรสของนางสาว B กับนาย A” โดยไม่มีการปรากฏชื่อพ่อแม่เจ้าบ่าวในการ์ดด้วยซ้ำ เว้นแต่กรณีที่พ่อแม่ฝั่งเจ้าบ่าวจะช่วยจัดงานและจ่ายเงิน
แน่นอน อะไรพวกนี้เราจะไม่ค่อยเห็นแล้วในโลกตะวันตก และที่จริงเราสามารถเห็นความเปลี่ยนแปลงทางสังคมผ่านการ์ดแต่งงานในแต่ละยุคได้ด้วยซ้ำ ถ้าจะมีนักประวัติศาสตร์สักคนเขียนเรื่องนี้ก็จะน่าสนใจไม่น้อยเลยทีเดียว
ทั้งนี้ หากสงสัยว่าระบบแบบนี้ในสังคมตะวันตก พ่อแม่ฝั่งเจ้าบ่าวไม่ต้องจ่ายอะไรเลยหรือ? คำตอบคือในอดีตก็เป็นแบบนั้น แต่เมื่อราวศตวรรษที่ 19 ในการแต่งงานของชนชั้นกระฎุมพีผู้มีเงิน หากครอบครัวฝั่งเจ้าบ่าวมีเงิน ก็มักจะจ่ายค่าเครื่องดื่มในงาน รวมไปจนถึงจ่ายค่าทริปดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์หรือ ‘ฮันนีมูน’ ให้คู่บ่าวสาวเพื่อแสดงถึงฐานะ และทำให้หลังจากนั้นทางพ่อแม่ฝั่งเจ้าบ่าวก็มีหน้าที่โดยนัยว่าต้องจ่ายค่าเครื่องดื่มและค่าทริปฮันนีมูนมาจนถึงปัจจุบัน
และแน่นอนอีกว่าธรรมเนียมพวกนี้ก็จะน่าเวียนหัวมาก ถ้าฝั่งเจ้าบ่าวและเจ้าสาวมาจากคนละวัฒนธรรม เช่นฝั่งจีนและรัสเซียที่มีธรรมเนียมว่าครอบครัวฝ่ายชายต้องจัดงานแต่ง มาเจอคู่รักจากฝั่งยุโรปตะวันตกก็จะงงๆ หน่อยว่าฝั่งไหนต้องจัดงาน รวมถึงว่างานแต่งงานจะมีหน้าตาอย่างไร
และด้วยเหตุที่ปัจจุบันมีคู่รักแบบข้ามวัฒนธรรมเพิ่มมากขึ้น งานแต่งยุคหลังๆ ก็เลยมักจะเป็นงานแบบสมัยใหม่ที่มีรูปแบบสากล ที่เจ้าบ่าวเจ้าสาวจัดงานกันเองมากขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องน่าเวียนหัวน้อยสุดแล้ว
อ้างอิง:
- Vogue. Who Pays for the Wedding? A Guide to Cost-Splitting. https://shorter.me/lzNV