2 Min

รัฐบาลสหรัฐฯ เข้าสู่ภาวะ ‘ชัตดาวน์’ เป็นครั้งแรกในสมัย ปธน.ทรัมป์ 2 หลังไม่สามารถผ่าน กม.งบในชั้นวุฒิสภาได้

2 Min
32 Views
02 Oct 2025

สำนักข่าวต่างประเทศหลายสำนักมีรายงานตรงกันว่าขณะนี้รัฐบาลสหรัฐฯ เข้าสู่ภาวะ ‘Shutdown’ หรือสภาวการณ์หน่วยงานภาครัฐต้องหยุดทำงานชั่วคราวเมื่อเข้าสู่เวลา 00.01 น. ของวันที่ 1 ตุลาคม 2025 (ตามเวลาท้องถิ่นสหรัฐอเมริกา) เนื่องจากไม่สามารถผ่านร่างกฎหมายด้านงบประมาณในชั้นวุฒิสภาได้ทันปีงบประมาณใหม่

แม้ว่าพรรครีพับลิกันของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) จะสามารถครองเสียงข้างมากในสภาล่างและสภาสูง แต่การผ่านกฎหมายสำคัญๆ ในสภาสูงจำเป็นจะต้องใช้เสียง 3 ใน 5 หรือ 60 จาก 100 เสียง เพื่อป้องกันแทกติกทางการเมืองอย่างการอภิปรายฟิลิบัสเตอร์ (Filibuster) 

การจะผ่านร่างกฎหมายด้านงบประมาณ พรรครีพับลิกันที่มี สว. เกินกึ่งหนึ่งของวุฒิสภาไม่มากอยู่ที่ 53 เสียง จึงต้องพึ่งเสียงของ สว. จากพรรคเดโมแครตเพิ่มเติมอย่างน้อย 7 เสียง

ทว่าทั้งสองพรรคกลับไม่สามารถเจรจาในการผ่านกฎหมายด้านงบประมาณร่วมกัน เนื่องจากต่างฝ่ายไม่ยอมที่จะผ่านกฎหมายด้านงบประมาณของกันและกัน 

โดยพรรคเดโมแครตต้องการผ่าน ‘Affordable Care Act’ หรือการขยายงบประมาณด้านสวัสดิการดูแลสุขภาพ ส่วนพรรครีพับลิกันต้องการผ่านการขยายระยะเวลาการจัดสรรงบประมาณให้กับรัฐบาลไปอีก 7 สัปดาห์

จึงทำให้การลงคะแนนเสียงของร่างกฎหมายของทั้งคู่ในวันที่ 30 กันยายน เกิดความล้มเหลวและไม่ทันปีงบประมาณใหม่ แม้ว่าก่อนหน้านี้จะมีความพยายามในการหารือระหว่างประธานาธิบดีทรัมป์กับกลุ่มแกนนำของทั้งสองพรรคที่ทำเนียบขาว และจะมี สว. จากเดโมแครตบางส่วนมาโหวตสนับสนุนก็ตาม 

นี่จึงกลายเป็นการชัตดาวน์ครั้งแรกหลังจากที่ประธานาธิบดีทรัมป์ก้าวขึ้นมาดำรงตำแหน่งในวาระที่สอง หลังจากที่การชัตดาวน์ครั้งล่าสุดเกิดขึ้นในปลายปี 2018 หรือในสมัยแรกของประธานาธิบดีทรัมป์ โดยกินเวลานานถึง 35 วัน

โดยหลายสื่อรายงานว่าการชัตดาวน์หนนี้อาจจะส่งผลกระทบกับเจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางประมาณ 750,000 คน ให้ถูกพักงาน และอาจนำไปสู่การเลิกจ้างตามนโยบายของทรัมป์ในการลดขนาดรัฐ และแม้ว่าหลายหน่วยงานหรือหลายโครงการจะดำเนินการต่อไปได้ แต่อาจต้องเผชิญกับการให้บริการที่ล่าช้าและติดขัด

ทั้งนี้ การประชุมจะเกิดอีกครั้งภายในวันนี้ (1 ตุลาคม) แต่ยังไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าการผ่านกฎหมายจะเกิดขึ้นได้หรือไม่ เพราะทั้งสองฝั่งยังไม่มีทีท่าของการประนีประนอมแต่อย่างใด

อ้างอิง: