6 Min

รำลึก 35 ปี เทียนอันเหมิน ย้อนรอย 51 วันของการเรียกร้อง และการนองเลือดครั้งสำคัญ ที่ถูก ‘ลบ’ จากความทรงจำ-ประวัติศาสตร์จีน

6 Min
108 Views
04 Jun 2024

เทียนอันเหมิน, เหตุการณ์การปราบปรามเทียนอันเหมิน, เทียนอันเหมิน 4 มิถุนายน 1989 ฯลฯ และอีกหลายคำคีย์เวิร์ดสำคัญที่เกี่ยวข้องกับ ‘การประท้วงที่จัตุรัสเทียนอันเหมิน’ หรือ ‘เหตุการณ์ 4 มิถุนายน’ (六四事件

‘เหตุการณ์ 4 มิถุนายน’ (六四事件) หรือที่คนไทยและทั่วโลกรู้จักกันในชื่อว่า ‘การประท้วงที่จัตุรัสเทียนอันเหมิน’ นับเป็นอีกหนึ่งสัญลักษณ์และเหตุการณ์การเรียกร้องเสรีภาพและประชาธิปไตยครั้งสำคัญที่เคยเกิดขึ้นในสังคมจีน เกิดจากการเดินขบวนจากกลุ่มขบวนการประชาธิปไตยปี 89 (八九民运) ที่มีกลุ่มนักศึกษาเป็นแกนนำในการต่อสู้ครั้งนี้ ระหว่างวันที่ 15 เมษายน – 4 มิถุนายน 1989 ที่ลงเอยด้วยการสลายการชุมนุมด้วยความโหดร้ายและนองเลือดอีกหนึ่งครั้งที่เกิดขึ้นในหน้าประวัติศาสตร์มนุษยชาติ

ย้อนกลับไปสู่ ‘จุดกำเนิด’ ของจัตุรัสเทียนอันเหมิน พื้นที่ที่อยู่ด้านหน้าประตูเทียนอันเหมิน ซึ่งเป็นเส้นทางมุ่งเข้าสู่พระราชวังต้องห้ามของราชวงศ์ชิง ราชวงศ์สุดท้ายของจีน ถนนสายนี้ขนาบด้วยสำนักกระทรวงต่างๆ ที่เป็นหน่วยงานบริหารประเทศทั้งหมดของจีนยุคศักดินา

เมื่อสาธารณรัฐประชาชนจีนถือกำเนิดขึ้นในปี ค.ศ. 1949 อาคารด้านหน้าจัตุรัสเทียนอันเหมินถูกรื้อและทำเป็นลานกว้าง เพื่อประกอบรัฐพิธีและงานเฉลิมฉลองสำคัญขอชาติ ต่อมาจึงได้ชื่อว่า ‘จัตุรัสเทียนอันเหมิน’ และกลายพื้นที่สำคัญเชิงสัญลักษณ์ของจีน เทียบได้กับสนามหลวงของไทย หรือลานด้านหน้าอนุสรณ์สถานลินคอล์นของสหรัฐอเมริกา หรือบริเวณจัตุรัสแดงแห่งสหภาพโซเวียต

การเรียกร้องเสรีภาพและประชาธิปไตยที่ของกลุ่มขบวนการประชาธิปไตยปี 89 เริ่มต้นเมื่อวันที่ 15 เมษายน 1989 หลังจากการเสียชีวิตด้วยโรคหัวใจของ ‘หู เย่าปัง’ (胡耀邦) อดีตเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ วัย 73 ปี เขาถือเป็นนักปฏิรูปคนสำคัญในพรรคคอมมิวนิสต์ และได้รับการยอมรับในหมู่ปัญญาชนและนักศึกษาแนวเสรีนิยมเป็นอย่างมาก อย่างไรก็ตาม เขาถูกบังคับให้ลาออกในปี 1987 เนื่องจากการผ่อนคลายความเข้มงวดกับการชุมนุมของกลุ่มนักศึกษา ที่หู เย่าปังเป็นผู้สนับสนุน

อีก 2 วันต่อมา (17-21 เมษายน 1989) การชุมนุมเริ่มต้นขึ้นที่จัตุรัสเทียนอันเหมิน และขยายวงกว้างมากไปทั่วประเทศ โดยมีชนวนเหตุความไม่พอใจจากปัญหาเศรษฐกิจ การทุจริตคอร์รัปชัน ผู้ชุมนุมเรียกร้องให้มีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งใหญ่เพื่อเสรีภาพและประชาธิปไตยมากขึ้นในจีน

ต่อมาในวันที่ 22 เมษายน 1989 รัฐบาลจีนจัดพิธีศพ หู เย่าปัง นักศึกษาได้พังรั้วกั้นบริเวณจัตุรัสเทียนอันเหมิน เพื่อเข้าไปยื่นคำร้องขอพูดคุยเจรจากับหลี่เผิง (李鹏) นายกรัฐมนตรีจีนในขณะนั้น แต่กลับถูกปฏิเสธ นอกจากนี้ยังมีการประท้วงใหญ่เกิดขึ้นในเมืองซีอานและฉางซา ก่อนจะบานปลายกลายเป็นจลาจล

วันที่ 23 เมษายน 1989 นักศึกษาจากกว่า 20 มหาวิทยาลัยในกรุงปักกิ่งประกาศว่าพวกเขาจะก่อตั้ง ‘สหภาพนักศึกษาชั่วคราว’ และจะชุมนุมต่อเนื่องอย่างไม่มีกำหนด เพื่อประท้วงการเข้าควบคุมข่าวสารของรัฐบาล

สองวันต่อมา (25 เมษายน 1989) เติ้ง เสี่ยวผิง (鄧小平) ผู้นำสูงสุดของจีน ณ เวลานั้น ประกาศว่าหากกลุ่มนักศึกษาและชนชั้นแรงงานที่ออกมารวมตัวกัน มีเป้าหมายเพื่อโค่นล้มพรรคคอมมิวนิสต์ ก่อนที่ข่าวนี้จะถูกเผยแพร่ผ่านสื่อของรัฐในวันถัดมา

วันที่ 26 เมษายน 1989 หนังสือพิมพ์พีเพิลส์เดลี (People’s Daily) ของรัฐบาลจีนตีพิมพ์บทบรรณาธิการชื่อ ‘ความจำเป็นที่ต้องมีจุดยืนชัดเจนต่อความวุ่นวาย’ โดยกล่าวหาว่ามีคนไม่กี่คนที่มี ‘วาระซ่อนเร้น’ และใช้นักศึกษาเป็นเครื่องมือ ทำให้เกิดความวุ่นวาย โดยบทความนี้ให้นิยามอย่างเป็นทางการต่อการประท้วงของนักศึกษาว่าเป็นความวุ่นวาย และเป็นการสมคบคิดที่มีการวางแผนมาก่อนแล้ว ทำให้ผู้ประท้วงโกรธแค้นและส่งผลให้มีคนมาร่วมชุมนุมเพิ่มขึ้น

หลังการตีพิมพ์บทบรรณาธิการในหนังสือพิมพ์พีเพิลส์เดลี (People’s Daily) ต่อมาในวันที่ 27-29 เมษายน 1989 นักศึกษาจีนจากหลายมหาวิทยาลัยยังคงมาเข้าร่วมการประท้วง มีการปรับโครงสร้างสหภาพนักศึกษาชั่วคราวให้กลายเป็น ‘สหพันธ์นักศึกษาปักกิ่งอิสระ’ (Beijing Students’ Autonomous Federation)

สหพันธ์นักศึกษาปักกิ่งอิสระ ได้ยื่นความต้องการ 3 ประการ และให้มีการพูดคุยเจรจา 7 ครั้ง เรียกร้องให้รัฐบาลจีนยอมรับว่า สหภาพนี้เป็นองค์กรที่ถูกต้องตามกฎหมาย และต้องการให้ถอนบทบรรณาธิการเมื่อวันที่ 26 เมษายนที่ผ่านมาด้วย โฆษกคณะรัฐมนตรีและเจ้าหน้าที่รัฐบาลอื่นๆ ได้เข้ามาเจรจากับนักศึกษาจำนวน 45 คน จาก 16 มหาวิทยาลัยในกรุงปักกิ่ง แต่ผู้นำสหภาพอย่าง หวังตัน และ หวูเอ่อไคชี (แกนนำนักศึกษาชนชาติอุยกูร์) ไม่ยอมรับข้อตกลงจากรัฐบาล

จนกระทั่งถึงต้นเดือนพฤษภาคม 1989 จำนวนนักศึกษาที่เข้าร่วมการประท้วงได้เพิ่มเป็นอย่างมาก ก่อนวันครบรอบ 70 ปี เหตุการณ์การเคลื่อนไหวของกลุ่มขบวนการ 4 พฤษภาคม 1919 (五四运动) ซึ่งเป็นการประท้วงของนักศึกษาในปักกิ่งหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 และนับเป็นสัญลักษณ์สำคัญของการสู่ยุคใหม่ของจีน

จ้าว จื่อหยาง (赵紫阳) เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ ณ ขณะนั้น ที่ถูกมองว่าเป็น ‘นักปฏิรูป’ ในสังคมจีน สนับสนุนให้มีการพูดคุยเจรจากับนักศึกษา โดยเขากล่าวในแถลงการณ์ถึง 2 ครั้ง ที่แสดงความเห็นใจนักศึกษาอย่างตรงไปตรงมา และบอกว่าเป็นเรื่องที่ ‘สมเหตุสมผล’ ที่กลุ่มผู้ประท้วงจะสนใจเรื่องปัญหาการทุจริตที่เกิดขึ้นในประเทศ

จนมาถึงวันที่ 4 พฤษภาคม 1989 นักศึกษามหาวิทยาลัยเดินหน้าไปยังจัตุรัสเทียนอันเหมินเพื่อเผยแพร่ ‘การประกาศ 4 พฤษภาคม’ เรียกร้องให้ประเทศจีนมีประชาธิปไตย นอกจากนี้ ยังมีนักศึกษาที่เซี่ยงไฮ้ นานกิง และกวางโจว ที่เริ่มเดินประท้วงเรียกร้องให้รัฐบาลเจรจากับนักศึกษา เช่นเดียวกับกลุ่มผู้ประท้วงที่เทียนอันเหมิน

ก่อนหน้าที่ มิคาอิล กอร์บาชอฟ (Mikhail Gorbachev) ประธานาธิบดีของสหภาพโซเวียต จะเดินทางมาร่วมการประชุมสุดยอดจีน-โซเวียต ในวันที่ 15-16 พฤษภาคม 1989 โดยวาระสำคัญของการประชุมครั้งนี้คือความพยายามที่จะจบความขัดแย้งระหว่างจีน-โซเวียตที่ยืดเยื้อยาวนานกว่า 30 ปี อย่างไรก็ดี นักศึกษายังคงยึดจัตุรัสเทียนอันเหมินอยู่ นับเป็นความน่าอับอายครั้งยิ่งใหญ่ของรัฐบาลจีน ที่จำเป็นต้องจัดพิธีต้อนรับผู้นำรัสเซียที่สนามบินแทน

ภายหลังประชุมสุดยอดจีน-โซเวียต จ้าว จื่อหยาง ให้สัมภาษณ์กับสื่อนานาชาติว่า การแก้ไขปัญหาสำคัญในจีนยังต้องการการนำของเติ้ง เสี่ยวผิง นั่นเป็นการแสดงทั่วทั้งโลกให้เห็นว่าเขายังมีอิทธิพลอยู่ในการบริหารประเทศ แม้จะเกษียณอายุไปแล้วก็ตาม

จนในที่สุด เมื่อ 18 พฤษภาคม 1989 รัฐบาลจีนยอมเจรจากับสหพันธ์นักศึกษาปักกิ่งอิสระ หลี่เผิง ได้พูดคุยกับ หวังตัน, หวูเอ่อไคชี และตัวแทนนักศึกษา โดยเขาเรียกร้องให้นักศึกษาหยุดประท้วงอดอาหาร ที่เริ่มตั้งแต่วันที่ 13 พฤษภาคม 1989 และออกจากจัตุรัสเทียนอันเหมิน

ด้านฝ่ายนักศึกษาขอให้เปลี่ยนคำในบทบรรณาธิการที่ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์พีเพิลส์เดลี และให้ยอมรับว่าการเคลื่อนไหวของนักศึกษาเป็น ‘การเคลื่อนไหวแบบประชาธิปไตยเพื่อชาติ’ แต่ทั้งสองฝ่ายไม่สามารถตกลงกันได้

19 พฤษภาคม 1989 จ้าว จื่อหยาง ให้สัญญากับกลุ่มนักศึกษาว่า “พรรคคอมมิวนิสต์และรัฐบาลจะไม่มีวันตามแก้แค้น” และขอให้นักศึกษาหยุดประท้วงอดอาหาร แต่ฝ่ายนักศึกษาก็ยังคงปฏิเสธข้อตกลงนี้

บรรยากาศเหตุการณ์การประท้วงที่เทียนอันเหมินไม่มีท่าทีว่าจะดีขึ้น และยังทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จนจ้าว จื่อหยางเดินทางไปหานักศึกษาที่จัตุรัสเทียนอันเหมินและเรียกร้องให้หยุดการประท้วงอดอาหารอีกครั้ง

ตามบันทึกรายงานของรัฐบาลจีนระบุว่า จ้าว จื่อหยางไปที่จัตุรัสเทียนอันเหมิน พร้อมกับเวิน เจียเป่า (溫家寶 – ต่อมาได้เป็นนายกรัฐมนตรีจีน) จ้าว จื่อหยางได้บอกกับกลุ่มนักศึกษาที่ชุมนุมอยู่ว่า “เราอยู่ที่นี่ แต่มันก็สายไปแล้ว” และนั่นคือการปรากฏตัวต่อหน้าสาธารณะครั้งสุดท้ายของจ้าว จื่อหยาง ก่อนที่เขาจะถูกปลดจากตำแหน่งประธานพรรคคอมมิวนิสต์และถูกกักบริเวณนานถึง 16 ปี จนเสียชีวิต

หลังจากนั้นอีก 2 วัน (20 พฤษภาคม 1989) รัฐบาลจีนภายใต้การนำของหลี่เผิง ประกาศใช้กฎอัยการศึกในพื้นที่บางส่วนของกรุงปักกิ่ง เพื่อกดดันให้ผู้ประท้วงสลายตัว แต่กลุ่มนักศึกษายังคงปักหลักชุมนุมที่จัตุรสเทียนอันเหมินต่อไป และยังสร้างอนุสาวรีย์เทพีประชาธิปไตย ที่หันหน้าประจันกับภาพของเหมา เจ๋อตง ที่ประดับบนกำแพงของพระราชวังต้องห้ามอีกด้วย

ความตึงเครียดคระหว่างรัฐบาลและกลุ่มนักศึกษา ทวีคูณความตึงเครียดขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งคืนวันที่ 3 มิถุนายน ย่างเข้าเช้าวันที่ 4 มิถุนายน 1989 รถถังพุ่งชนทลายกำแพงรถบัสที่จัตุรัสเทียนอันเหมิน เพื่อบุกเข้ามายังใจกลางพื้นที่ชุมนุม ขณะที่ทหารตบเท้าเข้าสู่พื้นที่เช่นกัน และยิงใส่ผู้ชุมนุมไม่เลือกหน้า มีผู้เสียชีวิตเป็นจำนวนมาก โดยส่วนใหญ่เกิดขึ้นบนถนนนอกจัตุรัสเทียนอันเหมิน

จนในที่สุดรัฐบาลจีนก็สามารถเข้ายึดจัตุรัสเทียนอันเหมินได้สำเร็จ และไม่เคยเปิดเผยตัวเลขจำนวนผู้เสียชีวิตอย่างเป็นทางการ 

หลังจากเกิดเหตุการณ์นองเลือดที่เทียนอันเหมินเพียงวันเดียว ในวันที่ 5 มิถุนายน 1989 ได้เกิดเหตุการณ์สำคัญอีกหนึ่งเหตุการณ์ขึ้น นั่นคือ ภาพ ‘The Tank Man’ หรือชายชาวจีนยืนขวางขบวนรถถัง ที่ถูกเผยแพร่ไปทั่วโลก โดยภาพนี้กลายเป็น ‘ภาพที่โด่งดังมากที่สุดในศตวรรษที่ 20’ และถือเป็นอีกหนึ่งภาพสำคัญที่สะท้อนความรุนแรงที่เกิดขึ้นด้วย

The Tank Man เป็นภาพของวัยรุ่นอายุ 19 ปี ยืนขวางเส้นทางขบวนรถถังโดยลำพัง ทราบชื่อภายหลังว่า ‘หวัง เว่ยหลิน’ และหลังจากภาพถ่ายนี้ที่ถูกบันทึกไว้ ไม่มีใครทราบว่านายหวัง เว่ยหลิน มีชะตากรรมเป็นอย่างไร บ้างก็ว่าหลบหนีไปอยู่ที่ไต้หวัน

ถึงจะผ่านไปนานกว่า 3 ทศวรรษแล้ว แต่เหตุการณ์ที่จัตุรัสเทียนอันเหมินก็ยังคงเป็นสัญลักษณ์แห่ง ‘ความหวัง’ ของประชาชน ที่ถูกบดขยี้โดยรถถัง กระสุนปืน ด้วยกำลังทหารจากรัฐบาลที่ตั้งตัวเป็นปฏิปักษ์กับประชาชนของตนเอง

อ้างอิง