จาก ‘Lady Dior’ ถึง ‘Boudoir’ เมื่อแบรนด์เนมคือเครื่องมือสร้างตัวตน ในซีรีส์ ‘The Art of Sarah’
‘The Art of Sarah’ ซีรีส์เรื่องใหม่จาก Netflix เปิดฉากด้วยการสืบสวนคดีฆาตกรรมปริศนาจากศพนิรนาม และเมื่อเจ้าหน้าที่สืบสวนขุดลึกลงไป พวกเขาพบหลักฐานที่ระบุว่าผู้ตายคือ ‘ซาราห์ คิม’ ผู้บริหารแบรนด์เนมหรู แต่เรื่องราวการสืบสวนกลับไม่ได้ง่ายดายเช่นนั้น เพราะยิ่งขุดลึกเท่าไหร่ เขาก็ยิ่งพบว่าในโลกของซาราห์ คิม นั้นเต็มไปด้วย ‘ความจริง’ และ ‘คำลวง’ อย่างน่าสับสน
การสืบสวนครั้งนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงการตามหาตัวฆาตกร แต่ยังพาผู้ชมอย่างเราไปสำรวจชีวิตของซาราห์ ที่รายล้อมด้วยกลุ่มคนรวยมีหน้ามีตา และอยู่ในสังคมที่ ‘แบรนด์เนม’ เปรียบเสมือนไม้บรรทัดที่พวกเขาใช้ตัดสินคุณค่าของมนุษย์ ทั้งจากเสื้อผ้าหรือนาฬิกาที่สวมใส่ และกระเป๋าที่เลือกใช้ ความลุ่มหลงในอำนาจของวัตถุเหล่านี้เองที่ทำให้ซาราห์ปรารถนาที่จะ ‘เกิดใหม่’ ในโลกที่สูงศักดิ์กว่าเดิม และพร้อมจะละทิ้งตัวตนเดิมอันแสนไร้ค่าไว้เบื้องหลัง
และเมื่อชีวิตดิ่งลงถึงจุดต่ำสุด ซาราห์จึงตระหนักได้ว่าแบรนด์เนมนี่เองคือ ‘ทางลัด’ ในการชุบตัวตนขึ้นมาใหม่ และท่ามกลางบรรดาสินค้าแบรนด์เนมที่ปรากฏในซีรีส์ Dior คือหนึ่งในแบรนด์ที่ซาราห์ใฝ่ฝันจะครอบครอง โดยเฉพาะกระเป๋าอย่าง ‘Lady Dior’ ที่กลายมาเป็นแรงบันดาลใจสำคัญในการสร้างแบรนด์ของตัวเองที่ชื่อว่า ‘Boudoir’ (บูดัวร์) ขึ้นมา
แม้ว่า Boudoir จะเป็นเพียงแบรนด์ที่ซาราห์อุปโลกน์ขึ้น แต่มันก็ยังเชื่อมโยงอยู่กับภาพจำของ Lady Dior อยู่ไม่มากก็น้อย อาจจะตั้งแต่เรื่องง่ายๆ ที่ว่าเธอได้ชื่อแบรนด์มาจาก Dior โดยตรง ไปจนถึงรากศัพท์ของคำว่า ‘Bou’ (บู) ที่มีเสียงคล้ายคลึงกับคำในภาษาเกาหลี ที่แปลว่า ‘มาดาม’ หรือ ‘เลดี้’ สิ่งเหล่านี้อาจสะท้อนให้เห็นถึงจิตใต้สำนึกลึกๆ ของซาราห์ที่พยายามจะถีบตัวเองขึ้นเป็นสตรีผู้สูงศักดิ์ และในขณะเดียวกัน คำว่า Boudoir นั้นยังมีความหมายว่าห้องแต่งตัวส่วนตัวของสตรี ที่เปรียบเสมือน ‘พื้นที่ปลอดภัย’ ที่เธอสร้างขึ้นเพื่อใช้ซ่อนเร้นตัวตนอันเปราะบางและคำลวงจากโลกภายนอก
แต่ซาราห์ก็รู้ดีว่าการจะทำให้เหล่าชนชั้นสูงหันมาสนใจ Boudoir นั้น เพียงแค่ดีไซน์สวยหรูหรือชื่อที่ไพเราะอาจยังไม่เพียงพอ แต่มันจำเป็นต้องมี ‘ตัวตน’ และ ‘เรื่องราว’ ที่ทำให้ใครต่อใครใฝ่ฝัน เช่นเดียวกับเรื่องราวที่เกิดขึ้นระหว่างเลดี้และออร์ เพราะก่อนจะมาเป็นกระเป๋า Lady Dior ในทุกวันนี้ หากย้อนกลับไปในปี 1995 กระเป๋านี้เคยเปิดตัวด้วยชื่อ ‘Chouchou’ (ชูชู) มาก่อน แต่จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งของฝรั่งเศส ได้ถวายกระเป๋าใบนี้แด่เจ้าหญิงไดอานา ณ กรุงปารีส หลังจากนั้นไม่นาน ภาพลักษณ์ของเจ้าหญิงผู้สูงศักดิ์กับกระเป๋าดิออร์ใบโปรดก็ได้กลายเป็นลุคแฟชั่นสุดไอคอนิก และเป็นภาพจำไปตลอดกาล จนทำให้แบรนด์ตัดสินใจเปลี่ยนชื่อรุ่นเป็น ‘Lady Dior’ เพื่อเป็นเกียรติแก่เลดี้ ไดอานา สเปนเซอร์ อย่างเป็นทางการ
ดังนั้น ในทุกครั้งที่ใครก็ตามถือ Lady Dior ในแง่หนึ่งเราจึงกำลังหยิบยืมภาพลักษณ์แห่งความสง่างาม และความสูงส่งของเจ้าหญิงมาสวมทับตัวตนของเราไปโดยปริยาย ในซีรีส์ The Art of Sarah ซาราห์จึงพยายามปั้นแต่งเรื่องราวว่า Boudoir นั้นเป็นแบรนด์ที่ราชวงศ์อังกฤษใช้เท่านั้น เพราะเธอรู้ดีว่าชื่อและภาพลักษณ์ของคนเหล่านี้ คือเครื่องมือเพิ่มมูลค่าวัตถุุ และยังช่วยเติมเต็มความปรารถนาลึกๆ ของมนุษย์ที่อยากจะรู้สึกว่า ‘เราคือคนพิเศษ’ เป็นผู้มีตัวตนเหนือกว่าใคร ไม่ต่างจากเลดี้ผู้สูงศักดิ์
และอีกหนึ่งเหตุผลที่แบรนด์เนมยังสามารถครองใจผู้คนได้ยาวนาน เพราะในแง่หนึ่งมันคือการเปลี่ยนสินค้าให้กลายเป็น ‘งานศิลปะ’ ซึ่งตอบโจทย์สัญชาตญาณมนุษย์ที่มักโหยหาความประณีตที่เหนือระดับกว่ามาตรฐานทั่วไป
เฉกเช่นเอกลักษณ์ของ Lady Dior ที่ความเลอค่าของมันอยู่ที่รายละเอียดของงานฝีมือ ตั้งแต่ลายเย็บ Cannage ลายไอคอนิกของแบรนด์ หรือแม้กระทั่งเครื่องประดับ Charms ตัวอักษรโลหะที่สะท้อนถึงเครื่องรางนำโชคของคริสเตียน ดิออร์ ในซีรีส์ The Art of Sarah เราจะเห็นความพยายามที่คล้ายคลึงกันนี้ เพราะถึงแม้แบรนด์ Boudoir จะเริ่มต้นจากการจ้างเครือข่ายสินค้าลอกเลียนแบบ แต่สิ่งที่ซาราห์พยายามขายจริงๆ คือความประณีต เพราะกระเป๋าทุกๆ ใบที่เธอจ้างผลิตนั้นต้องมีการตัดเย็บอย่างดี เพื่อยืนยันว่าสิ่งที่เธอทำคือการสร้างงานศิลปะที่จับต้องได้ และต้องการให้โลกยอมรับในรสนิยมและความสร้างสรรค์ที่หาตัวจับยาก
แล้วทำไมเราถึงยอมจ่ายให้งานศิลปะเหล่านี้? คำตอบอาจอยู่ที่ความพิเศษ ที่ช่วยสร้างเส้นแบ่งระหว่าง ‘เรา’ และ ‘คนอื่น’ ให้ชัดเจนขึ้น การได้ครอบครองสิ่งที่ผลิตยากและมีจำนวนจำกัด คือการประกาศว่าตัวเราอยู่ในจุดที่คนทั่วไปไม่สามารถเข้าถึง สำหรับซาราห์ความละเมียดละไมของ Boudoir จึงเป็นสิ่งที่ ‘จริง’ ท่ามกลางชีวิตที่เต็มไปด้วยคำลวง และนั่นคือเหตุผลว่าทำไมเธอถึงยอมเดิมพันทุกอย่าง แม้กระทั่งชีวิต เพียงเพื่อรักษาภาพลักษณ์และจิตวิญญาณของแบรนด์ที่เธอสร้างขึ้นมาเอง
บทสรุปของซีรีส์เรื่องนี้อาจไม่ได้อยู่ที่ว่ากระเป๋าใบนั้นเป็น ‘ของจริง’ หรือ ‘ของปลอม’ แต่อยู่ที่ว่ามันสามารถสะท้อนตัวตนของผู้ใช้ได้แค่ไหน เพราะสิ่งที่เราเลือกสวมใส่และสร้างขึ้น เปรียบเสมือนกระจกที่คอยบอกว่าเราให้ค่ากับอะไร และสำหรับบางคน การได้รับการยอมรับในฐานะ ‘เลดี้’ หรือ ‘ผู้ครอบครองแบรนด์หรู’ อาจมีค่ามากกว่าลมหายใจเสียด้วยซ้ำ
อ้างอิง:
- The History of the Hero: The Lady Dior https://shorturl.asia/4035e
- The Art of Sarah: Is Boudoir Based on a Real Luxury Brand? https://shorturl.asia/Teb9j