5 Min

ทำไมต้อง 7, 15, 50 และ 100 วัน? ไขความหมายของ ‘ธรรมเนียมปฏิบัติ’ และว่าด้วยเรื่อง ‘ความเชื่อ’ การทำบุญให้ผู้ล่วงลับ…จากวัดบ้านถึงพระราชพิธี

5 Min
207 Views
27 Oct 2025

หลังจากสำนักพระราชวังได้เผยแพร่ประกาศเรื่อง ‘การเสด็จสวรรคตของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง’ นับเป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์ครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์ไทยของปีนี้ ที่นำมาซึ่งความโศกเศร้าอาลัยยิ่งของพสกนิกรไทยทั้งประเทศ

โดยอ้างอิงจากประกาศมติมหาเถรสมาคม สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ได้มีหนังสือ ด่วนที่สุด ที่ พศ 0007/ว332 ลงวันที่ 25 ตุลาคม 2568 เรื่อง แนวทางการประกอบพิธีบำเพ็ญกุศล เพื่ออุทิศถวายพระราชกุศลแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในข้อที่ 3 ความว่า “ประกอบพิธีบำเพ็ญกุศลทักษิณานุประทานอุทิศถวายพระราชกุศล เมื่อเสด็จสวรรคตครบสัตตมวาร (7 วัน) ในวันที่ 30 ตุลาคม 2568 ปัณรสมวาร (15 วัน) ในวันที่ 7 พฤศจิกายน 2568 ปัญญาสมวาร (50 วัน) ในวันที่ 12 ธันวาคม 2568 และสตมวาร (100 วัน) ในวันที่ 31 มกราคม 2569 ด้วยการบำเพ็ญกุศลต่างๆ ตามบริบทที่เหมาะสมของแต่ละวัดและชุมชน เช่น การทำบุญตักบาตร การแสดงพระธรรมเทศนา การสวดพระพุทธมนต์และถวายภัตตาหารเช้าหรือเพล การสวดพระพุทธมนต์ และถวายวัตถุปัจจัยสังฆทานในเวลาบ่ายหรือเย็น การสวดมาติกา-สดับปกรณ์พระฉายาลักษณ์หรือพระสาทิสลักษณ์ เป็นต้น”

อย่างไรก็ตาม ข้อความดังกล่าวนี้จะพบคำศัพท์ที่ประชาชนทั่วไปอาจไม่คุ้นหูอย่าง สัตตมวาร, ปัณรสมวาร, ปัญญาสมวาร และสตมวาร ในบทความนี้ BrandThink จึงขอหยิบยกเรื่องของ ‘การบำเพ็ญกุศลแด่ผู้ล่วงลับ’ ทั้งธรรมเนียมปฏิบัติสำหรับพระราชวงศ์และประชาชนทั่วไปมานำเสนอสู่สาธารณะ ณ โอกาสนี้ โดยมีเจตนาและจุดประสงค์เพื่ออธิบายความหมายและความสำคัญ โดยเฉพาะ ‘พิธีครบรอบ 100 วัน’ ในบริบททางศาสนา วัฒนธรรม และสังคม

ในวัฒนธรรมไทยที่หยั่งรากลึกกับพระพุทธศาสนา สำหรับงานพิธีศพคนทั่วไป ‘การทำบุญ 100 วัน’ คือช่วงเวลาที่ใช้เพื่อแสดงความกตัญญูต่อผู้ล่วงลับ มีการกรวดน้ำอุทิศส่วนกุศล เพื่อส่งดวงวิญญาณไปสู่ภพภูมิที่ดี และเป็นการค่อยๆ ปรับใจยอมรับการสูญเสียอย่างสงบงาม

ตามความเชื่อของศาสนาพุทธแบบเถรวาท ที่ยึดแนวคิดเรื่อง ‘ภพภูมิ’ และ ‘กรรมวิบาก’ เชื่อกันว่า หลังความตาย วิญญาณของผู้ตายจะยังคงวนเวียนอยู่ในโลกมนุษย์อีกระยะหนึ่ง โดยเฉพาะ 7 วันแรก, 50 วัน และ 100 วัน จึงมีการจัดพิธีกรรมเพื่อเกื้อหนุนดวงวิญญาณของผู้ล่วงลับในช่วงเวลาสำคัญเหล่านี้

ธรรมเนียมปฏิบัติทั่วไปของพุทธศาสนิกชนไทยที่มีต่อผู้ล่วงลับ มักประกอบด้วยการสวดพระอภิธรรม และการทำบุญอุทิศส่วนกุศลเป็นระยะ ดังนี้

ในระยะวันแรกถึง 7 วัน จะมีการสวดพระอภิธรรมในคืนแรก และอาจมีการสวดต่อเนื่องถึง 3, วัน 5 วัน หรือ 7 คืน ตามแต่ความสะดวกของครอบครัวผู้ล่วงลับ ส่วนพิธีทำบุญ 7 วัน, 50 วัน หรือ 100 วัน มักเป็นการทำบุญตักบาตร ถวายภัตตาหารพระสงฆ์ ถวายสังฆทาน และจัดพิธีกรวดน้ำ หรือศาสนพิธีต่างๆ ทั้งที่บ้านหรือที่วัด ตามแต่ครอบครัวผู้วายชนม์สะดวกเช่นกัน เพื่ออุทิศส่วนกุศลให้ผู้ล่วงลับ

นอกจากเรื่องความเชื่อเกี่ยวกับการเดินทางของดวงวิญญาณหลังเสียชีวิตแล้ว การทำบุญครบรอบ 100 วัน อาจถือว่าเป็น ‘การส่งสุดท้าย’ ก่อนที่ครอบครัวของผู้จากไปจะเริ่มปรับตัวเข้าสู่ภาวะปกติ และตามความเชื่อนี้จะถือว่าเป็นพิธีสำคัญที่สุดในหมู่พิธีทั้ง 3 ครั้ง เพราะเชื่อกันว่าวิญญาณจะได้พ้นจากภพภูมิชั่วคราวไปสู่ที่อันเหมาะสมในภพหน้า แม้จะไม่มีบทบัญญัติในพระไตรปิฎกโดยตรงเกี่ยวกับพิธี 100 วัน แต่ธรรมเนียมนี้สะท้อนความเชื่อเรื่องบุญกุศลและแรงอธิษฐานอันต่อเนื่อง ที่จะส่งผลทั้งกับผู้ตายและผู้มีชีวิต

ในกรณีของพระมหากษัตริย์ พระบรมวงศานุวงศ์ หรือบุคคลสำคัญในราชวงศ์ การบำเพ็ญกุศลครบรอบ 100 วัน จะเรียกว่า ‘พระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลสตมวาร’ (สะ-ตะ-มะ-วาน) ซึ่งเป็นไปตามโบราณราชประเพณีที่เคร่งครัดและมีรายละเอียดที่ซับซ้อนกว่างานของสามัญชน นอกจากนี้ยังมี พระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลพิธีสัตตมวาร, ปัณรสมวาร, ปัญญาสมวาร เมื่อครบรอบ 7, 15 และ 50 วัน ตามลำดับ

ธรรมเนียมสำหรับการบำเพ็ญพระราชกุศลเมื่อครบ 7 วัน 15 วัน 50 วัน และ 100 วัน พิธีกรรมจะปฏิบัติเหมือนกัน นั่นคือมีการสวดมนต์ แสดงพระธรรมเทศนา 1 กัณฐ์ ถวายภัตตาหารแด่พระสงฆ์ และสดัปกรณ์ (พิธีสวดบังสุกุลให้แก่เจ้านาย) โดยการบำเพ็ญกุศลตามระยะเวลาดังกล่าว เริ่มมีการปฏิบัติครั้งแรกในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) เมื่อครั้งงานพระบรมศพสมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ ซึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้บำเพ็ญพระราชกุศลต่อไปทุก 7 วัน จนพระราชทานเพลิง

แบบแผนในลักษณะนี้ ได้รับอิทธิพลมาจากพิธีกงเต๊ก (功德) ของจีน และพิธีของญวน ซึ่งมีคำเรียกในภาษามคธ ดังนี้ สัตตมวาร, ปัณรสมวาร, ปัญญาสมวาร และสตมวาร ตามลำดับ

โดย พระธรรมกิตติวงศ์ (ทองดี สุรเตโช ป.ธ.๙ ราชบัณฑิต) เจ้าอาวาสวัดราชโอสาราม ได้อธิบายความหมายของคำ ดังนี้

คำว่า ‘สัตตมวาร’ (สัด-ตะ-มะ-วาน) ปกติใช้เรียกกำหนดการทำบุญอุทิศให้แก่ผู้ตายเมื่อครบ 7 วัน ต่อมาคำว่า ‘ปัณรสมวาร’ (ปัน-นะ-ระ-สะ-มะ-วาน) หมายถึงวันที่ทำบุญครบ 15 วัน ส่วนการทำบุญ 50 วัน เรียกว่าทำบุญ ‘ปัญญาสมวาร’ (ปัน-ยา-สะ-มะ-วาน) ใช้ในการนับวันเวลาของเหตุการณ์อย่างใดอย่างหนึ่งที่มาบรรจบครบ 50 วัน และคำว่า ‘ศตมวาร’ (สะ-ตะ-มะ-วาน) คือ วันที่ครบ 100 วัน หรือเขียนว่า ‘สตมวาร’ ก็มี

เมื่อผ่านพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลสตมวาร จะเรียกว่า ‘การปิดพระศพ’ ซึ่งไม่ต้องบำเพ็ญพระราชกุศลทุกวัน โดยหลังจากนั้นจะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้บำเพ็ญกุศลทุกๆ 7 วัน หรือไม่ ก็แล้วแต่จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม

จากหนังสือ ‘ธรรมเนียมปฏิบัติเกี่ยวกับการจัดงานพระบรมศพ’ โดย กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม จัดพิมพ์เนื่องในโอกาสนายกรัฐมนตรี (พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา) เป็นประธานในพิธีบวงสรวงการก่อสร้างและยกเสาเอกพระเมรุมาศ งานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร วันจันทร์ที่ ๒๗ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๖๐ ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง ได้อธิบายเรื่องพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลสตมวาร ไว้ว่า

การจัด พระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลสตมวาร (100 วัน) ถือเป็นวาระสำคัญที่สุดวาระหนึ่งในการบำเพ็ญพระราชกุศลถวายพระบรมศพ เนื่องจากตามคติความเชื่อเรื่องไตรภูมิและโลกหลังความตายที่ผสมผสานในวัฒนธรรมพุทธไทย เชื่อกันว่าช่วงเวลานับตั้งแต่สวรรคตจนถึง 100 วัน เป็นระยะเวลาสำคัญที่พระดวงวิญญาณของผู้ล่วงลับจะเข้าสู่กระบวนการรอคอยและได้รับการพิพากษาโดยพญายมราช เพื่อตัดสินว่าพระดวงวิญญาณจะไปสถิตหรือไปเกิดใหม่ในภพภูมิใด

การทำบุญอุทิศส่วนพระราชกุศลในช่วงนี้ โดยเฉพาะในวันครบรอบ 100 วัน (สตมวาร) จึงเปรียบเสมือนการส่งบุญสมทบครั้งสุดท้าย เพื่อหนุนนำให้พระดวงวิญญาณได้ไปสู่สุคติภูมิหรือ ‘สวรรคาลัย’ นอกจากนี้ ยังถือเป็นวาระที่แสดงถึงการสิ้นสุดรอบการไว้ทุกข์อย่างเป็นทางการ และเป็นช่วงเวลาที่เร็วที่สุดตามโบราณราชประเพณีที่สามารถประกอบพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพได้

ขณะที่ ‘พระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลสตมวาร’ ของราชวงศ์ไทยนั้น เป็นการปฏิบัติที่ยึดถือตามโบราณราชประเพณีและคติสมมติเทพอย่างเคร่งครัด เพื่อถวายความจงรักภักดีและเฉลิมพระเกียรติสูงสุดในการส่งเสด็จกลับสู่สวรรคาลัย ณ เขาพระสุเมรุ ในธรรมเนียมปฏิบัติของราชวงศ์อื่นที่มีรากฐานทางสังคม ขนบธรรมเนียม และความเชื่อที่ต่างกัน แต่ก็เป็น ‘วาระรำลึก’ ที่มีความหมายคล้ายคลึงกัน

ยกตัวอย่าง ‘ราชวงศ์จีน’ อย่าง ราชวงศ์หมิง (Ming Dynasty) และราชวงศ์ชิง (Qing Dynasty) สองราชวงศ์สำคัญที่ได้สืบทอดและปฏิบัติธรรมเนียมการไว้ทุกข์ตามวาระ ตามธรรมเนียมจีนโบราณ การไว้ทุกข์จะแบ่งเป็นวาระ 15 วัน 49 วัน และ 100 วัน โดยในวาระครบรอบ 100 วันถือเป็นวาระสำคัญที่อาจมีการ ‘ปลดเครื่องทุกข์บางส่วน’ หรือ ‘สิ้นสุดข้อห้ามบางประการ’ หรือการจำกัด/งดพิธีมงคล เช่น การแต่งงาน สำหรับราชวงศ์และขุนนาง ที่มีการไว้ทุกข์จะมีระยะเวลานานและเคร่งครัดกว่าสามัญชน การครบรอบ 100 วันจึงเป็นหมุดหมายสำคัญในสำนักพระราชวังจีนเช่นกัน

อ้างอิง:

  • มติมหาเถรสมาคม ที่ พิเศษ ๗/๒๕๖๘ เรื่อง แนวทางการประกอบพิธีบำเพ็ญกุศล เพื่ออุทิศถวายพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง https://shorturl.asia/TVwdp
  • หนังสือ ‘ธรรมเนียมปฏิบัติเกี่ยวกับการจัดงานพระบรมศพ’ โดย กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม https://shorturl.asia/S75DA
  • พระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลสัตตมวาร ถวายพระบรมศพ สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง https://shorturl.asia/sJmZg
  • พระธรรมกิตติวงศ์ (ทองดี สุรเตโช). คำวัด: พจนานุกรมเพื่อการศึกษาพุทธศาสน์. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ: ช่อระกา, 2548.