3 Min

สังคมตั้งคำถาม! เด็กวัย 13 ใช้ชีวิตในไทยตั้งแต่เกิด ทำไมจึงถูกจับกุมเตรียมส่งกลับกัมพูชา? เหตุการณ์ที่ว่าด้วยเส้นแบ่งระหว่างกฎหมายและมนุษยธรรม

3 Min
4 Views
28 Aug 2025

จากกระแสล่าสุดที่กำลังเกิดขึ้นในโลกออนไลน์ ครูโรงเรียนแห่งหนึ่งในอำเภอบัวเชด จังหวัดสุรินทร์ ได้โพสต์เล่าเรื่องราวของนักเรียนชายวัย 13 ปี ที่ถูกแจ้งจับในข้อหาบุคคลต่างด้าวพำนักในประเทศไทยโดยไม่ได้รับอนุญาต

ล่าสุด เมื่อช่วงเวลาประมาณ 17:00 ของวันเดียวกัน มีรายงานจากสำนักข่าวว่า นักเรียนชายคนดังกล่าว ไม่ถูกส่งกลับแล้ว ยันได้อยู่ไทย เรียนหนังสือต่อ

หากแต่มองย้อนกลับไป โดยเช้าวันเกิดเหตุ หลังเสร็จสิ้นพิธีเคารพธงชาติ ตำรวจได้เข้ามารับตัวเด็กนักเรียนไปต่อหน้าครูและเพื่อนๆ หลายคน เหตุมาจากการที่ชาวบ้านเข้าแจ้งความว่าเด็กคนนี้เป็นบุคคลต่างด้าว ทั้งที่จริงแล้วเขาเกิดและเติบโตในประเทศไทยตั้งแต่วันแรก และไม่เคยเดินทางไปกัมพูชาเลยแม้แต่ครั้งเดียว

จากการตรวจสอบหลักฐาน ใบเกิดของเด็กชายระบุชัดว่าพ่อและแม่เป็นชาวกัมพูชาทั้งคู่ ครอบครัวได้พาเขามาอยู่ไทยตั้งแต่เกิด และใช้ชีวิตอยู่ที่นี่มาโดยตลอด ไม่มีบ้านหรือภูมิลำเนาที่กัมพูชา และด้วยการเติบโตในสังคมไทย ทำให้เขาไม่สามารถพูด ฟัง อ่าน หรือเขียนภาษากัมพูชาได้เลย

ครูผู้ดูแลยังเล่าว่า เด็กชายวัย 13 ปีคนนี้เป็นเด็กเรียนดีมาก จบระดับประถมด้วยเกรดเฉลี่ย 4.00 เกือบทุกวิชา และยังมีความสามารถพิเศษทั้งด้านดนตรี กีฬา และวิชาการ แต่เหตุการณ์ครั้งนี้กลับทำให้เขาต้องเปลี่ยนจากชุดลูกเสือมาใส่ชุดไปรเวท เพื่อเตรียมถูกนำตัวไปฝากขัง และจะถูกส่งต่อไปยังชายแดนกาบเชิง ก่อนเข้าสู่กระบวนการผลักดันออกนอกประเทศ

ต่อมาเจ้าของโพสต์ได้ลบเรื่องราวนี้ออก เหลือไว้เพียงสเตตัสสั้นๆ ว่า “นอนไม่หลับ ถ้าวันนี้ไม่ได้โพสต์ระบายความรู้สึกที่อึนๆ มาทั้งวันตั้งแต่เช้า”

หลังจากที่ข่าวสารถูกเผยแพร่ออกไปเป็นวงกว้าง ผู้คนก็เริ่มเข้ามาแสดงความคิดเห็นเป็นจำนวนมาก โดยแบ่งออกเป็นสองฟาก คือ ‘ด้านมนุษยธรรม’ และ ‘ด้านกฎหมาย’

โดยด้านของมนุษยธรรม ส่วนใหญ่ออกความเห็นว่า เด็กไม่สามารถเลือกได้ว่าจะเกิดที่ไหน หรือถือสัญชาติใด การที่เด็กนักเรียนวัย 13 ปี เติบโตในสังคมไทย รู้จักแต่ภาษาไทย และไม่เคยใช้ชีวิตในประเทศกัมพูชาเลย การส่งเด็กกลับไปในพื้นที่ที่ไม่คุ้นเคย ก็ไม่ต่างกับการพรากอนาคตของเด็กไปอย่างสิ้นเชิง

ส่วนฝั่งของกฎหมาย หากว่าด้วยกฎหมายสัญชาติ ตามมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ. 2508 เด็กที่ไม่ได้สืบสายเลือดจากพ่อหรือแม่ที่เป็นคนไทย จะไม่ได้สิทธิความเป็นคนไทยโดยกำเนิด ไม่ว่าพวกเขาจะเติบโตในประเทศนี้มานานเพียงใดก็ตาม ในขณะเดียวกัน ตามกฎหมายมาตราที่ 54 แห่งพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 ก็กำหนดให้บุคคลต่างด้าวที่อยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต ต้องถูกส่งกลับไปนอกราชอาณาจักร ด้วยเหตุนี้หน่วยงานที่ตรวจคนเข้าเมืองหรือกระทรวงมหาดไทย จึงต้องปฏิบัติตามกรอบกฎหมายดังกล่าวอย่างเคร่งครัด

อย่างไรก็ตาม หากนำความคิดเห็นของทั้งสองฝั่งมาพิจารณาให้ดี ประเทศไทยเองก็เป็นภาคีในอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก (CRC) โดยลงนามไปเมื่อ พ.ศ. 2532 และมีการให้สัตยาบันเมื่อ 27 มีนาคม 2535 ทำให้มีผลบังคับใช้กับประเทศไทย อันกำหนดว่า “ ‘เด็กทุกคน’ ควรได้รับการคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานโดยไม่เลือกปฏิบัติ ไม่ว่าพวกเขาจะถือสัญชาติใด” แต่อย่างไรก็ตาม ก็จะพ่วงมาด้วยคำถามที่ว่า หากรัฐผ่อนปรนกฎหมายให้กรณีนี้ จะกลายเป็นแรงจูงใจให้มีการนำเด็กจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามา เพื่อหวังได้สิทธิในอนาคตหรือไม่?

และหลายเสียงก็ได้เสนอว่า อาจไม่จำเป็นต้องมอบสัญชาติไทยให้เด็กนักเรียนในทันที แต่ควรมีสถานะชั่วคราวให้เด็กเหล่านี้สามารถเรียนต่อและใช้ชีวิตในไทยได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย พร้อมเงื่อนไขที่จะยื่นขอสัญชาติได้ในอนาคต หากพิสูจน์ได้ว่าเด็กนักเรียนผูกพันกับประเทศไทยจริงๆ

ในอีกมุมหนึ่ง ‘คลินิกกฎหมาย มูลนิธิกระจกเงา’ ได้แสดงความเห็นในเพจเฟซบุ๊ก ความว่า “การศึกษาไม่ควรมีเส้นแบ่งของสัญชาติหรือสถานะทางทะเบียน ไม่ว่าเด็กจะอยู่ในพื้นที่หรือถือสัญชาติใดก็ตาม เพราะการเรียนรู้คือสิทธิขั้นพื้นฐานของเด็กทุกคน และประเทศไทยเองก็มีกฎหมายและนโยบายที่ยืนยันหลักการนี้อยู่แล้ว”

กล่าวคือ เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2548 ประเทศไทยเคยมีมติคณะรัฐมนตรีเพื่อยืนยันหลักการศึกษาสำหรับปวงชน (Education for All) และเกิดกฎหมายนโยบายการกำหนดรหัส G (กลุ่มนักเรียนไร้รัฐไร้สัญชาติ) ให้กับเด็กทุกคนที่ยังไม่มีหลักฐานทางทะเบียนราษฎร เพื่อให้เด็กทุกคนได้เข้าเรียน และได้รับค่าหัวการศึกษาขั้นพื้นฐาน

จึงหมายความว่า ไม่ว่าเด็กจะถือสัญชาติใด หรือถือเอกสารทะเบียนแบบไหน หรือไม่ว่าจะมีเอกสารทางทะเบียนหรือไม่ และรวมถึงไม่ว่าจะมีสถานะการเข้าเมืองอย่างไร ทุกๆ กรณีก็ไม่ควรเป็นอุปสรรคทางด้านการศึกษา

แต่ถึงแม้เด็กคนดังกล่าว จะไม่ถูกส่งกลับกัมพูชา อย่างไรก็ตาม จากเหตุการณ์การถกเถียงในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องของ ‘เด็กนักเรียนวัย 13 ปี’ หากแต่ยังสะท้อนถึงเส้นแบ่งระหว่างกฎหมายและความมีมนุษยธรรม ที่บางคราก็ใกล้กันเกินกว่าจะเพิกเฉยได้ เพราะถึงแม้กฎหมายจะมีเครื่องมือให้ใช้เพื่อคุ้มครองเด็กแล้วก็ตาม แต่เหตุใดเราจึงยังเห็นเด็กถูกจับเข้าห้องขังทั้งที่ไม่ได้กระทำความผิด?

อ้างอิง: