สำรวจชีวิต ความคิด และการสูญเสีย ของ ‘เต๋อ-นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์’ ผู้เฝ้าสังเกตและตั้งคำถามต่อเพื่อนมนุษย์ ในฐานะ ‘พนักงานใหม่ของโลกใบนี้’

15 Min
3385 Views
05 Feb 2026

สวัสดีครับ ผมเต๋อ นวพลนะครับ

ปกติทำภาพยนตร์ครับ ทำมาแล้ว 15-20 ปี ก็ค่อนข้างมีความเข้าใจในเนื้องานนี้พอสมควร… ผมคิดว่าความสามารถในการเข้าใจคน จะสามารถอะแดปกับงานอื่นๆ ที่มอบหมายได้ในหลายๆ รูปแบบครับ”

ในวงการภาพยนตร์ไทย ชื่อของ ‘เต๋อ-นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์’ นั้นผ่านสายตาพวกเรามาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน ทั้งในฐานะผู้กำกับและคนเขียนบทที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวชัดเจน จนคนดูพร้อมใจกันจัดหมวดหมู่ Genre ไว้ให้เป็นหนัง ‘แนวเต๋อ’ ที่แค่เห็นภาพนิ่ง เราก็รู้ทันทีว่านี่แหละคือหนังเต๋อ

และในวันนี้ เขากำลังกลับมาพร้อมผลงานใหม่อย่าง ‘‘พนักงานใหม่(โปรดรับไว้พิจารณา) HUMAN RESOURCE’ ที่ได้รับการนิยามว่าเป็นหนัง ‘สยองขวัญ’ เรื่องใหม่ของไทย จนน่าสงสัยว่าเต๋อทำให้ชีวิตพนักงานออฟฟิศ ที่ดูแสนปกติธรรมดา กลายเป็นหนังสยองขวัญขึ้นมาได้อย่างไร?

นี่ไม่ใช่เพียงบทสัมภาษณ์เกี่ยวกับหนังเรื่องใหม่ แต่คือการกาง ‘ชีวิต’ เพื่อย้อนสำรวจ ตั้งแต่วันที่เป็นปลาดาวผู้แน่นิ่ง ไปจนถึงวันที่เขายอมแลกเปลี่ยนเพื่อรักษาตัวตน

โปรดรับ ‘นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์’ ไว้พิจารณา…

ในฐานะพนักงานใหม่คนหนึ่งของโลกใบนี้

[วัยเด็กกับสมุดที่วาดไม่เคยจบ]

“เราก็ไปไม่จบตามสไตล์เด็ก คือรู้สึกว่าวาดเท่าไหร่มันก็ไม่ดีซะที”

เมื่อย้อนกลับไปสำรวจในวัยเด็ก เต๋อเล่าว่าชีวิตในตอนนั้นเรียบง่าย และวนเวียนอยู่กับกิจกรรมไม่กี่อย่าง ถ้าไม่อ่านหนังสือ ฟังเพลง ก็คือการดูทีวี แต่นั่นคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้เขาได้ลองขยับมาสร้างสรรค์ผลงานด้วยตัวเอง

เขาเริ่มเข้าสู่วงการขีดๆ เขียนๆ ด้วยการวาดการ์ตูนช่องในสมุดโรงเรียน โดยมีพ่อแม่คอยซัพพอร์ตอุปกรณ์เท่าที่จะหาได้ ถึงแม้เขาจะวาดการ์ตูนเหล่านี้ไม่เคยจบ แต่สิ่งที่เขาค้นพบนั้นนั้นยิ่งใหญ่ว่าผลงานชิ้นใดๆ นั่นคือการที่เขารับรู้ว่าเขามี ‘อิสระทางความคิด’ ซึ่งเป็นสิ่งที่ครอบครัวมอบไว้ให้ตั้งแต่จำความได้

เต๋อเติบโตมาในครอบครัวชนชั้นกลางที่เขาให้นิยามว่า ‘เข็มเอียงไปข้างล่างหน่อย’ มีพ่อแม่เป็นคนเบื้องหลังที่ทำระบบดนตรีตามร้านอาหาร แม้ฐานะจะไม่ได้เลิศเลอ แต่สิ่งที่เขาได้รับจากครอบครัว พื้นที่ในการตัดสินใจเลือกสิ่งที่ตัวเองชอบ โดยไม่มีกรอบความต้องการของใครมาตีกั้นไว้

“เขาปล่อยให้เราใช้ชีวิตตามสบาย แค่ไม่เถลไถลก็พอ เราค่อนข้างมีอิสระในการคิด อยากเป็นอะไรก็เป็น เขาก็ไม่ได้มาห้าม”

เมื่อได้รับอิสระจากครอบครัว เต๋อจึงกลายเป็นเด็กที่กล้าลองทำอะไรใหม่ๆ ประจวบเหมาะกับการมาถึงของภาพยนตร์ที่ชื่อ ‘Jurassic Park’ (1994) ที่ทำให้เขาได้พบกับความ ‘ว้าว’ ของไดโนเสาร์ที่ปรากฏบนหน้าจอ มันคือสิ่งที่ทำให้รู้สึกปิ๊งในทันที! ว่า ‘การทำหนัง’ นี่แหละคือสิ่งที่เขาอยากจะทำต่อไปในอนาคต

เขาไม่รอช้าที่จะเริ่มออกสำรวจโลกกว้างด้วยตัวเอง พาตัวเองเข้าสู่โลกอินเทอร์เน็ตยุคแรก พันทิปยุคหนึ่ง ดั้นด้นหาแหล่งหนังนอกกระแส และไปดูหนังที่ Alliance Française โดยมีแม่เป็นคนขับรถไปส่ง

“แม่ก็ไม่รู้ว่าทำอะไร ก็แค่ไปดูรอบเที่ยงกลับบ่ายสี่ เขาก็สนับสนุน เพราะฉะนั้นมันก็คือเราก็จะทำอะไรแบบที่ค่อนข้างคิด แล้วก็เป็นตัวของตัวเราเอง ไม่ค่อยมีคนห้ามเท่าไหร่”

ในวันที่ความฝันเรื่องการทำหนังดูจะใหญ่เกินตัวและไกลเกินเอื้อมสำหรับเด็กชายคนหนึ่ง (ที่แม้แต่การ์ตูนช่องก็ยังวาดไม่จบเล่ม) แต่การสนับสนุนแบบไม่ตั้งคำถามจากที่บ้าน กลับกลายเป็นลมใต้ปีกที่สำคัญ

เพราะอิสระที่ได้รับในวันนั้น ไม่ได้เพียงแค่ปล่อยให้เมล็ดพันธุ์แห่งความสร้างสรรค์ได้เติบโต แต่มันคือการอนุญาตลองทำสิ่งใหม่ๆ โดยไม่มีใครมาขีดเส้นกั้น และรอวันตกตะกอน กลายเป็นภาพยนตร์ที่มีลายเซ็นชัดเจนในอีกหลายปีต่อมา

[บทเรียนจากการเป็น ‘ปลาดาว’]

แต่เมื่อวัยเด็กอันไร้เดียงสาผ่านพ้นไป ถึงแม้จะเติบโตมาด้วยความอิสระเพียงใด เขาก็ยังต้องเผชิญกับโลกความจริง 

อย่างที่บอกว่าเขาเติบโตในครอบครัวชนชั้นกลาง (ที่ออกจะเอนล่างนิดๆ) ชีวิตในโลกความเป็นจริงช่วงหลังปี 1997 เต็มไปด้วยแรงกระทบจากวิกฤตต้มยำกุ้ง ที่ทำให้เด็กมัธยมปลายอย่างเขาต้องเริ่มหัดบริหาร ‘การเงิน’ ไปพร้อมๆ กับการเลือกคณะที่จะเรียนต่อ

“เรียนนิเทศ เดี๋ยวจะตกงานนะ” นั่นคือสิ่งที่เขาแวบขึ้นมาในหัว แม้ครอบครัวจะไม่ได้ก้าวเข้ามาบงการ แต่เขาก็เริ่มโตพอจะคิดทบทวนภายใต้กรอบความคิดที่ว่า “เรียนแล้วมันจะตกงานเหมือนที่เขาบอกหรือเปล่า?” ด้วยเหตุผลเหล่านี้ เต๋อจึงเบนเข็มมาเรียนคณะอักษรศาสตร์ เอกภาษาจีน ซึ่งก็ยังนับว่า ‘ใหม่’ มากๆ ในขณะนั้น เขาต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่ในภาษาที่เขาไม่เคยร่ำเรียนมาก่อน ด้วยตรรกะแบบเด็กหนุ่มที่มองการณ์ไกลว่าภาษาจีนนั้น ‘ใหญ่’ และใช้ได้ทั่วโลกไม่ต่างจากภาษาอังกฤษ

แต่ถึงแม้จะเบนเข็มไปทางอักษรศาสตร์ สุดท้ายแล้วเขาก็ยังพาตัวเองไปเฉียดอะไรก็ได้ที่ใกล้เคียงกับสื่อภาพยนตร์ ได้ลองเป็นส่วนหนึ่งของละครเวทีคณะ แต่บทที่รับกลับไม่ใช่บทพระเอก แต่คือการลองเป็นปลาดาว!

การได้ลองเป็นปลาดาวที่นอนแน่นิ่งบนเวที ถึงแม้จะไม่ได้มีบทอะไรมากมาย แต่ทำให้เขาได้เรียนรู้อีกหนึ่งสิ่งว่า นี่มันคนละศาสตร์กับภาพยนตร์ที่เขาคลั่งไคล้ 

ดังนั้นในขณะที่ต้องตั้งใจเรียนภาษาจีน อีกมือหนึ่งเขาจึงเริ่มหาทาง ‘ข้ามฝั่ง’ ไปลงเรียนวิชานิเทศศาสตร์เท่าที่จะทำได้ โชคดีที่ยุคสมัยนั้นเริ่มเปลี่ยนผ่าน เขามีโอกาสได้ยืมกล้องแฮนดี้แคมตัวเล็กๆ จากรุ่นพี่ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งการจุดประกายเล็กๆ ในการริเริ่มทำหนัง

“ถ้าเกิดคุณไม่มีกล้องใหญ่ คุณใช้อันนี้ก็ได้นะ… นั่นน่ะคือจุดที่เริ่มได้ทำหนังจริงๆ คือช่วงปี 2 เพราะว่าพี่ที่คณะมีกล้องให้ยืมได้ แล้วก็ช่วงปีนั้นคือช่วงแรกๆ ที่เราสามารถตัดต่อหนังในคอมพิวเตอร์ได้ นั่นก็เรื่องใหม่”

เต๋อจึงใช้ช่วงเวลาในมหาวิทยาลัยเป็นสนามฝึกฝนในฐานะ ‘พนักงานใหม่’ ที่แม้จะยังไม่มีพอร์ตโฟลิโอหรือผลงานใดๆ แต่เขาก็เริ่มสนุกกับการฝนทักษะการเล่าเรื่องผ่านกล้องยืมและคอมพิวเตอร์ตัดต่อรุ่นเก่า เพื่อเตรียมตัวออกไปสำรวจ ‘โลกมนุษย์’ ผ่านผลงานชิ้นแรกจริงๆ ของตัวเอง

[ภาพยนตร์เรื่องแรก]

“หนังสั้นเรื่องแรกแม่งต๊องมาก พูดแล้วอายแบบไม่น่าตั้งชื่อนี้เลย หนังมันชื่อ ‘บ้านโหด’…”

ทันทีที่เต๋อเล่าว่าเคยทำหนังมาตั้งแต่ช่วงปี 2 เราก็รู้สึกสนใจขึ้นมาทันทีว่าหนังเรื่องแรกของเต๋อจะเป็นยังไงนะ? หนังเรื่องนี้เต๋อเล่าว่าเขาเริ่มต้นทำแบบที่เรียกว่า ‘ธรรมชาติมากๆ’ ไม่ได้มีความทะเยอทะยานอันยิ่งใหญ่ แต่มันเกิดจากความรู้สึก ‘อยากลองใช้ของ’ ถึงแม้จะไม่ได้เรียนทฤษฎีภาพยนตร์อะไรมา

งานหนังชิ้นนี้เขาออกกองเพียง 1 วัน ด้วยทีมงานแค่ 3 คนที่บ้านรุ่นน้อง โดยอาศัยปรัชญาเซนมาเล่าเรื่องง่ายๆ ผ่านผู้หญิงที่พบว่าบ้านตัวเองเล็กลง ทั้งที่จริงๆ แล้วบ้านมันก็เท่าเดิม เต๋อใช้ประสบการณ์แบบครูพักลักจำ เพื่อประกอบร่างให้เกิดเป็นภาพจริง โดยอาศัยพื้นฐาน จากการเป็นนักดูหนังตัวยงในสมัยมัธยม

“ค่อนข้างแบบโง่ๆ เลย คือเดี๋ยววันนี้เราจะไปถ่ายใช่ไหม เราจะต้องถ่ายอะไรบ้าง เราก็ไม่รู้หรอกว่ามันเรียกว่าช็อต เราแค่วาดไปเรื่อยๆ ว่ามันต้องมีภาพนี้ว่ะ อาจจะไม่ได้เข้าใจทฤษฎีมาก แต่คุณจำได้ว่าถ้าจะเล่าเรื่องนี้ อย่าลืมภาพกว้างก่อนนะ ภาพคนคุยกันต้องมีภาพแคบนะ”

เต๋อใช้ประสบการณ์แบบครูพักลักจำ เพื่อประกอบร่างให้เกิดเป็นภาพจริง โดยอาศัยพื้นฐาน จากการเป็นนักดูหนังตัวยงในสมัยมัธยม จนออกมาเป็นหนังสั้นเรื่องหนึ่งที่มีเนื้อหาตรงไปตรงมาแบบง่ายๆ ว่า “บางครั้งโลกไม่ได้ใหญ่ขึ้น แต่ตัวเราต่างหากที่โตขึ้น… เธอต่างหากที่โตขึ้น บ้านมันก็เหมือนเดิมแหละ”

แม้ ‘บ้านโหด’ จะเป็นเพียงก้าวแรกเล็กๆ แต่มันคือจุดที่ทำให้เขารู้สึกว่า “โอ๊ะ เราได้เริ่มต้นแล้วสินะ” หลังจากนั้น ชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัยของเขาจึงกลายเป็นการประคับประคองโลกสองใบที่แตกต่างกันสุดขั้ว ใบหนึ่งคือการเรียนเอกภาษาจีนที่เจ้าตัวสารภาพตามตรงว่า “เหนื่อยเXี้ยๆ” ส่วนอีกใบคือโลกแห่งความฝัน ที่เขาพยายามเอาตัวไปอยู่ให้ใกล้ที่สุดเท่าที่จะทำได้

“จิตเราคือออกจากสิ่งนี้ (เอกจีน) มากขึ้นเรื่อยๆ… วิชามันจะแรนด้อม เช่น ลงวิชาสารคดีได้ก็ไปลง คืออะไรก็ได้ที่เรารู้สึกว่าจะได้ใกล้ชิดกับภาพยนตร์มากที่สุด”

เขาได้ลองทำกิจกรรมหลายๆ อย่าง รวมไปถึงการทำประชาสัมพันธ์ในโปรแกรมฉายหนัง ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาบอกว่า ‘เต็มใจ’ แบบสุดๆ เพียงเพื่อจะได้เป็นเพื่อนกับหนังอินดี้ที่เขาหลงรัก และในช่วงรอยต่อก่อนเรียนจบ เขาก็เริ่มเบี่ยงเข็มทิศไปสู่โลกของการสื่อสารอีกรูปแบบหนึ่ง ด้วยการพาตัวเองไปฝึกงานที่นิตยสาร a day ไอคอนิกของยุคสมัยนั้น

[พนักงาน ‘ฝึกหัด’ คนใหม่]

ก่อนที่จะมีโอกาสได้ฝึกงาน เต๋อเล่าว่าจริงๆ แล้วเส้นทางชีวิตของเขา ถ้าไม่ใช่การทำหนัง ก็มักเอียงไปทาง ‘เขียน’ อยู่เสมอ ในวันที่ยังไม่รู้จะเริ่มต้นทำหนังอย่างไร เขาเริ่มจากเขียนการ์ตูน ขยับไปสู่การทำ ‘สมุดเวียน’ ซึ่งเป็นบันทึกมุกตลกและเหตุการณ์ในโรงเรียนที่เขียนด้วยมือเล่มต่อเล่ม

“มันเขียนบันทึกความเป็นไปในโรงเรียน เหมือน Facebook อ่ะ แต่เขียนลงสมุด แล้วเขียนมือนะ… อยู่ดีๆ วันหนึ่งมันก็ไวรัล สมุดเล่มนั้นมันไปอยู่กับพี่ ม.6 ได้ไงวะ คือมันส่งต่อกันไปเรื่อยๆ ‘เอาไปอ่านนะ’ แล้วก็หายไป”

ทักษะการเล่าเรื่องด้วยตัวหนังสือตั้งแต่มัธยม ส่งผลให้เขาได้ก้าวเข้าไปฝึกงานที่นิตยสาร a day ในช่วงปี 3 ซึ่งกลายเป็นห้องเรียนสำคัญที่ช่วย ‘เปิดมุมมอง’ ในการทำหนังของเขาให้กว้างขึ้น แม้จะไม่ใช่การทำภาพยนตร์โดยตรง แต่การทำนิตยสารในยุคทองนั้น สอนให้เขารู้จัก ‘ลีลาในการเล่า’

“มันเชื่อมกันในแง่ลำดับความคิดต่าง ๆ เพราะเวลาเราเขียนมันต้องลำดับเลยว่าอะไรก่อนอะไรหลัง… ได้ฝึกตั้งชื่อเรื่อง ชื่อบทความต่าง ๆ มันคือเหมือนฝึกลีลาในการเล่านั่นแหละ”

การมีต้นทุนจากการเป็น ‘สื่อ’ มาก่อน ทำให้เขาได้เปรียบ เมื่อต้องกลับมาทำหนังของตัวเอง เขาเข้าใจธรรมชาติของคนเสพสื่อ เขารู้ว่าจุดไหนที่คนจะไม่อ่าน แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดที่เขาได้รับจากการทำนิตยสารคือ ‘การพบเจอคน’ ซึ่งเป็นทักษะที่เขาใช้รีเสิร์ชและหาแง่มุมแปลกใหม่มาเล่าในหนัง

เมื่อถามถึงความยากง่ายที่ต่างกัน เพราะเขาดูจะทำได้ดีทั้งสองศาสตร์ เขายอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า ‘หนังยากกว่าหนังสือ’ แต่ถึงแม้การทำหนังจะเหนื่อยและยุ่งยากกว่าหลายเท่า เขาก็ยังคงหลงเสน่ห์ของมันอย่างถอนตัวไม่ขึ้น เพราะเขารู้ดีว่า พลังของ ‘ภาพ’ จะสามารถสร้างความรู้สึกร่วมในใจคนดูได้ 

[รับฟังแต่ไม่ตัดสิน]

จากก้าวแรกที่ลองผิดลองถูกใน ‘บ้านโหด’ สู่การฝึกลำดับความคิดในหน้ากระดาษนิตยสาร ทั้งหมดนั้นคือการสะสมทักษะจากโลกภายนอก แต่อีกหนึ่งส่วนที่ช่วยหล่อหลอมตัวตนของเขาอย่างเข้มข้น ก็คือคณะอักษรศาสตร์ที่เขาเลือกไว้ในตอนแรก

ในรั้วมหาวิทยาลัย เขาได้ศึกษาความเป็นมนุษย์ และค้นพบว่าการเรียนทั้งประวัติศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรม และปรัชญา คือจุดเริ่มต้นที่ทำให้เขากลายเป็นคนช่างสงสัย แต่ไม่ตัดสิน

“ปรัชญาจะค่อนข้างตรงไปตรงมา อย่างเรื่อง ‘ทำแท้งผิดหรือไม่ผิด?’ มันไม่จำเป็นต้องมีคำตอบนะครับ จะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยก็ได้ แค่คุณมีเหตุผลมาสนับสนุนให้เรารู้สึกเชื่อพอ”

วิธีคิดแบบไม่มีคำตอบตายตัวนี้เอง ที่ค่อยๆ ทำให้เต๋อกลายเป็นคนที่มองโลกด้วย ‘ความเข้าใจ’ เมื่อเขาเจอคนที่คิดไม่เหมือนกัน แทนที่จะเอาบรรทัดฐานของตัวเองไปตัดสิน เขากลับเลือกใช้ความสงสัยนำทางเสมอ

เราถามว่ามันคือแนวคิด ‘รับฟังแต่ไม่ตัดสิน’ ที่คนพูดถึงกันในวันนี้ใช่ไหม? เต๋อตอบรับอย่างรวดเร็วว่า “ใช่เลย!”

“เวลาไปสัมภาษณ์มันจะมีบางอันที่แบบ ‘เอ๊ะ ทำไมคิดอย่างนี้วะ?’ แต่เราก็แค่ฟัง ถ้าเราสงสัยเราก็ถาม เราจะไม่แบบ ‘ทำไมพี่คิดอย่างนี้!’ เราแค่จะถามว่า ‘อ๋อ แล้วที่มาที่ไปของพี่ ทำไมถึงคิดแบบนี้?’ มันจะมาเป็นทรงนี้มากกว่าที่จะไปท้าทายไอเดียเขา”

การ ‘รับฟัง’ โดยไม่ตัดสินนี้เอง ที่ในภายหลังมันกลับกลายเป็นแกนหลักในภาพยนตร์ของเขา ตัวละครในหนังของเขามักไม่ได้แบ่งเป็นขาวหรือดำอย่างชัดเจน แต่เป็นตัวละครที่โยนคำถามกลับมาหาคนดู เพื่อให้เราได้ร่วมหาเหตุผลเบื้องหลังความเป็นมนุษย์ไปพร้อมๆ กัน

[การเดินทางในโลกใบใหม่]

“ยิ่งโตขึ้นก็จะยิ่งมีเวลา เพราะตอนเด็กมันอีนุงตุงนัง คือแบบอยากทำหนังตลอดเวลา ไม่อยากทำอย่างอื่นเลย… พอโตขึ้นจะรู้สึกว่าแบ่งเวลาไปทำอย่างอื่นบ้างเถอะ”

นอกเหนือจากโรงเรียน มหาวิทยาลัย และสถานที่ฝึกงานแล้ว เต๋อยังค้นพบงานอดิเรกใหม่ๆ ในวัยสี่สิบ ซึ่งแตกต่างจากเมื่อก่อนหน้านี้ที่ไลฟ์สไตล์เขาวนเวียนอยู่กับการดูหนัง ฟังเพลง และอ่านหนังสือ

‘การท่องเที่ยว’ กลายเป็นสิ่งที่เข้ามาเติมเต็ม ทั้งในฐานะการพักผ่อนและแหล่งข้อมูลชั้นดี เขาค้นพบว่าการเปลี่ยน ‘ฉาก’ ไม่ได้แค่ทำให้เขาได้พักจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ แต่ทำให้เขาได้เห็นความหลากหลายของโลกใบนี้ ในวันที่ชีวิตอาจติดหล่มอยู่กับปัญหาเดิมๆ การไปเห็นว่าผู้คนในประเทศอื่นเขาแก้ปัญหาหรือใช้ชีวิตกันอย่างไร ทำให้เขากลับมามองบ้านตัวเองด้วยสายตาที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง

“เวลาเราไปอยู่อีกประเทศหนึ่งเราจะแบบ ‘อ๋อ มันทำอย่างนี้ได้นี่หว่า’ หรือ ‘อ๋อ รู้แล้วบ้านเรามีปัญหาอะไร’ ถนนหนทางมันไม่เหมือนที่นี่ วิธีคิดหรือว่าชีวิตผู้คนมันเลยไม่เหมือนกัน… ในทางหนึ่งก็ได้พักผ่อน แต่อีกทางหนึ่งก็คือเหมือนได้ข้อมูลเหมือนกัน ทำงานอยู่ดี (หัวเราะ) ”

สถานที่ที่เขายังจำได้แม่นคือค่ายกักกันเอาชวิทซ์ (Auschwitz) ที่โปแลนด์ และวิหารเก่าแก่ที่เอเธนส์ ประเทศกรีซ สถานที่เหล่านี้ทำให้สิ่งที่เขาเคยเห็นผ่านหนังสือหรือภาพยนตร์ในรูปแบบ 2D กลายเป็นโลก 3D ที่สัมผัสได้จริง เขาเริ่มเข้าใจเรื่อง ‘พื้นที่’ ที่ส่งผลต่อความรู้สึกและลำดับขั้นทางสังคม

“การได้ไปดูไซต์จริงๆ มันช่วยเยอะเหมือนกัน ไม่ได้ช่วยให้ทำหนังเก่งขึ้น แต่เรารู้สึกว่าแกนกลางของการทำหนังคือคุณมีความเข้าใจคนเยอะๆ แบ็กกราวด์ทำให้คนกลายเป็นอีกแบบ”

[ลายเซ็นของเต๋อ]

การที่เขาคอยสังเกตเพื่อนมนุษย์ในสถานที่ต่างๆ ทั้งใกล้ตัวและไกลตัว ทุกอย่างได้นำมาตกตะกอน แสดงออกผ่านภาพยนตร์ในรูปแบบของการ ‘ตั้งคำถาม’ เพราะในระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา เขาทำหนังไปแล้วถึง 9 เรื่อง ซึ่งทุกๆ เรื่องล้วนเต็มไปด้วยคำถามที่อยากส่งต่อให้คนดู

“สำหรับเรา หนังทุกเรื่องมันมี ‘คำถาม’ ไม่มากก็น้อย… เราชอบหนังที่มีคำถามแบบนี้ เราชอบโดนท้าทายนิดนึง เพราะรู้สึกว่าทุกครั้งที่หนังให้เราคิดเอง เราจะได้เรียนรู้ตัวเองมากขึ้น”

เต๋อไม่ได้มองว่าหนังต้องทำหน้าที่เฉลยปมทุกอย่าง แต่เขาต้องการโยนหินถามทางเพื่อให้คนได้กลับไปคุยกับตัวเอง

“เราไม่ได้สนว่าต้องตอบยังไงถึงจะถูก แต่อย่างน้อยเขาโยนคำถามที่ดีมาให้เรา แล้วมันทำให้เรากลับไปคิดเรื่องอื่นๆ ในชีวิตได้ เราว่าก็โอเคแล้ว”

สิ่งที่เขารับรู้คือความน่าสนใจที่แอบเป็นปัญหาเล็กๆ คือแฟนคลับของเขามักจะไม่ได้ชอบหนังเรื่องเดียวกันเสมอไป เพราะแท้จริงภาพยนตร์ของเขามันทำงานกับผู้คนหลากหลายกลุ่มที่มี ‘โจทย์’ ในชีวิตต่างกันไป ทั้งคนที่กำลังเจอความสัมพันธ์ใหม่ๆ ในวันที่ต้องโดนทิ้ง, คนที่กำลังจะเริ่มต้นบทบาทใหม่ในการเป็นแม่คน หรือคนที่กำลังก้าวเข้าสู่ประตูออฟฟิศในฐานะพนักงานใหม่

“บางคนเดินมาบอก ‘ผมชอบ 36 มากครับ’ อีกคนบอก ‘ผมชอบ How to ทิ้ง’ บางคนชอบ Mary บางคนชอบ Fast ผมแบบ… ชิบหายแล้ว ทำไมมันกระจายขนาดนี้วะ (หัวเราะ) คือเราก็จะเห็นฟีดแบ็กว่า คนที่ชอบ How to ทิ้ง พอไปเจอ Fast & Feel Love เข้าไปก็มีน็อคเหมือนกันนะ”

ความหลากหลายที่ดูเหมือนจะย้อนแย้งเหล่านี้ ไม่ได้แปลว่าเขาเปลี่ยนตัวตนไปตามกระแสสังคม แต่มันคือการนำเสนอ ‘ด้านที่แตกต่าง’ ของมนุษย์คนเดียวกัน เขาเปรียบเปรยผลงานทั้ง 9 เรื่องของเขาเหมือนกับเพลงในอัลบั้มเดียวกันที่มีทั้งเพลงช้าและเพลงเร็ว แต่มันถูกร้อยเรียงอยู่ภายใต้แกนกลางเดียวกันนั่นคือการโยน ‘คำถาม’ ใส่คนดู

ลายเซ็นของเต๋อไม่ใช่สไตล์ภาพที่ตายตัวหรือเทคนิคที่หวือหวา แต่มันคือ ‘การตั้งคำถาม’ ผ่านความสงสัย ชวนให้เราหยุดพิจารณาความปกติธรรมดาของชีวิต และตั้งคำถามกับมันใหม่อีกครั้ง เฉกเช่นเดียวกับที่เขากำลังทำในผลงานชิ้นล่าสุด ที่ชวนให้เราเข้าไปตั้งคำถามกับ ‘ความอดทน’ ในหัวใจของพนักงานใหม่ทุกคน แต่แน่นอนว่าการจะได้มาซึ่งอิสระในการตั้งคำถามเหล่านี้ ทุกอย่างย่อมมีราคาที่ต้องแลก

[การตั้งคำถามใหม่ ในโลกใบเดิม]

หลังจากพูดคุยมาหลายต่อหลายเรื่อง ก็นำมาสู่เรื่องราวของภาพยนตร์เรื่องใหม่ของเขาที่ชื่อว่า ‘Human Resources พนักงานใหม่ โปรดรับไว้พิจารณา’ เมื่อถามหาแหล่งแรงบันดาลใจ เต๋อตอบอย่างรวดเร็วว่าไม่ได้มองหาจากที่ไหนไกล เพราะมันคือเรื่องราวจาก ‘ประเทศไทย’ นี่แหละ

หนังเรื่องนี้ไม่ใช่แค่การเล่าเรื่องของตัวละครใดตัวละครหนึ่ง แต่มันคือการเฝ้าสังเกต “A man and a woman in this city” ที่ต้องเผชิญกับเงื่อนไขชีวิตในเมืองที่บิดเบี้ยว

“เราสนใจเรื่องคนและสภาพแวดล้อมมากกว่าบุคคล มันคล้ายๆ เราอ่านข่าวทุกๆ วันเนี่ย ทำไมพระราม 2 มันถึงยังก่อสร้างไปเรื่อยๆ แล้วมันก็เกิดเรื่องขึ้นไปเรื่อยๆ เหมือนเราตั้งคำถามกับเรื่องพวกนี้มากกว่าเรื่องตัวละคร”

แม้ตัวเขาเองจะทำงานในฐานะฟรีแลนซ์มาตลอดชีวิต แต่เขาก็ไม่ได้เป็นคนนอกของโลกออฟฟิศเสียทีเดียว ตลอด 10 ปีในการทำโฆษณา เต๋ออยู่ในแวดวงของบริษัท และได้รับฟังความในใจที่เพื่อนรอบตัว ‘พูดไม่ได้’ ในวันจันทร์ถึงศุกร์ แต่กลับหลั่งไหลออกมาในเช้าวันเสาร์ ข้อมูลเหล่านี้ทำให้เขาพบว่า ปัญหาของพนักงานออฟฟิศไม่ใช่เรื่องส่วนตัว แต่มันสะท้อนถึงโครงสร้างประเทศที่ไม่มีทางเลือกให้คนมากนัก

“ทุกอย่างมันตึง เพราะคนไม่มีตัวเลือกเท่าไหร่ ถ้าเกิดคุณไม่มีที่ไป คุณก็ต้องทนอยู่ตรงนั้น แล้วคุณก็ต้องยอมรับกฎทุกอย่างที่เป็น เพราะคุณจะไปไหนล่ะ? ทุกอย่างที่ทำให้มันค่อยๆ เบี้ยวไปเรื่อยๆ…”

“หนังเรื่องนี้เป็นคำถามที่ว่าด้วยเรื่องโลกการทำงานที่เราทนทำกันอยู่ในหลายๆ ออฟฟิศ หรือว่าพูดถึงเรื่องเราควรจะมีลูกในยุคนี้ไหม? ชีวิตคืออะไร? ความอดทนคืออะไร? การเป็นคน ‘โอเค’ มันใช้แรงแค่ไหน?”

หากย้อนกลับไปเมื่อ 10 ปีก่อนในวันที่เขาทำ Freelance เต๋ออาจมองวัฒนธรรมการทำงานด้วยสายตาที่ประชดประชันแบบตลกร้าย แต่ในวัยที่โตขึ้น เขาเริ่มรู้สึกว่าวงจรที่คนทำงานต้องพัฒนาตัวเองจนเกินขีดจำกัด เพียงเพื่อไม่ให้ตกขบวน หรือการต้องกินยานอนหลับเพราะความกังวล มันไม่ใช่เรื่องที่ควรถูกทำให้เป็นแค่ ‘มีม’ หรือเรื่องตลกประจำสัปดาห์อีกต่อไป

ในหนังเรื่องนี้ เต๋อจึงเลือกที่จะเล่าแบบตรงไปตรงมาอย่างที่สุด เขาโยนคำถามสำคัญทิ้งไว้ในใจคนดูเกี่ยวกับ ‘ความอดทน’ ว่าจริงๆ แล้วเราต้องอดทนแค่ไหน? เพื่ออะไร? และทำไมเราถึงพูดในสิ่งที่คิดไม่ได้?

“เรารู้สึกว่าถ้าเรามองปัญหาแบบตรงไปตรงมาสักครั้งหนึ่งก็ได้ อย่างน้อยมันอาจจะช่วยแก้ปัญหาได้จริงๆ นะ มันจะไม่เป็นแค่โจ๊กประจำวีคนั้น”

“พอเราโตขึ้นเรื่อยๆ เรารู้สึกว่ามันไม่ค่อยตลกเท่าไหร่แล้ว มันเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า คนแม่งเครียด ทำงาน Overtime จนตาย… อยากพูดถึงคนที่เรารู้สึกว่าเห็นได้ในทุกๆ วัน”

[หนังเรื่องใหม่ที่ยากที่สุด]

และการเลือกที่จะเล่าเรื่องราวน้ำหนักเยอะอย่างตรงไปตรงมานี่เอง ที่ทำให้แม้เขาจะทำงานมาหลากหลายรูปแบบตลอด 20 ปี แต่หนังเรื่องนี้กลับกลายเป็นผลงานที่ยากที่สุดสำหรับเขา

มันไม่ใช่ความยากในเชิงเทคนิคการสร้างภาพ หากแต่เป็นความยากในการประคอง ‘ความรู้สึก’ ที่บางเบาและอธิบายได้ยากให้คงอยู่ตลอดทั้งเรื่อง

“เราทำหนังที่บรรจุความรู้สึกอึดอัด ความไม่แน่ใจในคำตอบที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันของเราทุกคนอยู่ในหนังเรื่องนี้… มันเหมือนเราเรียงคำถามที่มีในใจออกมาเป็นหนังเรื่องนี้ แล้วเราจะเล่ายังไงให้คนได้รู้สึกแบบที่เรารู้สึก?”

ในขณะที่หนังเรื่องก่อนๆ มักจะมีพล็อตที่ชัดเจนอย่างการเก็บบ้านหรือการทิ้งของ แต่หนังเรื่องนี้กลับทำงานเหมือนการบันทึกสารคดี เขาต้องออกไปถ่ายทำเพื่อเก็บฟุตเทจมา ‘ปั้น’ ต่อในห้องตัดต่อ

ซึ่งเป็นกระบวนการที่เขาทุ่มเทแรงกายแรงใจมากที่สุด เพราะความรู้สึกนั้นไม่มีมาตรวัดที่แน่นอนเหมือนหนังตลกหรือหนังดราม่าทั่วไป เครื่องมือเดียวที่เขาใช้ชี้วัดคือสัญชาตญาณที่สะสมมานับสิบปี

ความพิเศษของหนังเรื่องนี้คือความจริงใจที่เต๋อไม่ได้พยายามจะปรุงแต่ง หรือนำความอึดอัดไปซ่อนไว้ใต้พล็อตหนังรักเหมือนที่เคยทำ แต่มันคือการวาง ‘ก้อนความจริง’ ลงไปตรงหน้าคนดูแบบที่เขาเคยทำในงานเขียน Non-fiction

แม้แต่ชื่อเรื่อง ‘พนักงานใหม่’ ก็แฝงไปด้วยความเปรียบเปรย เมื่อตัวละครเอกที่เป็น HR ต้องเตรียมรับพนักงานใหม่เข้าบริษัท พร้อมๆ กับการเตรียมรับ ‘พนักงานใหม่’ อีกคนที่จะลืมตาดูโลกในฐานะลูกที่อยู่ในท้อง

“ตัวต้นเรื่องคือผู้หญิงคนหนึ่งที่เขากำลังจะรับ ‘พนักงานใหม่’ ก็คือลูกที่อยู่ในท้อง… การที่ตัวละครเป็น HR มันคือคนกลางระหว่าง 2 โลก คือโลกคนในออฟฟิศ กับโลกของคนกำลังจะเข้ามา และเป็นคนกลางที่ต้องรับฟังทุกข้าง เราเลยรู้สึกว่ามันเป็นคนที่จะสามารถถ่ายทอดเรื่องนี้ได้ดี”

หนังเรื่องนี้ เมื่อดูจบแล้วอาจไม่ใช่หนังที่ให้คำตอบในทันทีทันใด แต่มันคือพื้นที่ให้คนที่เดินออกมาจากโรงหนังได้หันมาคุยกันจริงๆ ถึงปัญหาที่เคยซุกไว้ใต้พรม เพื่อมองหาวิธีแก้ปัญหาของชีวิตในทศวรรษที่แสนอึดอัดนี้ไปด้วยกัน

นี่อาจจะเป็นสาเหตุที่ว่าทำไมภาพยนตร์เรื่องนี้ถึงกลายเป็น ‘หนังสยองขวัญ’ ที่สุดของเขา

และการจะพาทุกคน ไปสัมผัสความอึดอัดจนคนรู้สึกสยองขวัญได้ บางครั้งเราอาจต้องยอม ‘แลก’ บางสิ่งเพื่อให้ได้ความสบายใจกลับมา

 [ตัวตนที่แลกมาด้วยความสูญเสีย]

และถึงแม้ภาพยนตร์ของเต๋อจะตั้งคำถามที่เกี่ยวข้องกับคนหมู่มาก แต่หลายๆ คนก็ยังรู้สึกว่าเขามีดีไซน์ที่เฉพาะตัว สำหรับใครหลายคนมันก็อาจจะ ‘เฉพาะทาง’ จนน่าอิจฉาว่าเขาได้ทำในสิ่งที่ตัวเองชอบ

ซึ่งในความจริง ทุกย่างก้าวที่เขายืนหยัดเพื่อรักษาตัวตนนั้นมีราคาที่ต้องจ่าย และมีสิ่งที่เขาต้องยอม ‘แลก’ เพื่อให้ได้มาซึ่งความสบายใจในยามที่หัวถึงหมอน

“บางคนบอกว่า ‘เพราะเราเป็นเต๋อไงถึงทำแบบนี้ได้’ ไม่ใช่เว้ย… เราเสียอะไรไปตั้งหลายอย่างเหมือนกัน เพื่อเอามาเทรดกับเรื่องระหว่างทางในการทำงาน ว่าเราอยากทำงานที่เรารู้สึกสบายใจ แล้วก็ทำแล้วนอนหลับ ต่อให้มันมีปัญหาหรือจะยุ่งยากก็ตาม”

เขาเลือกเดินบนเส้นทางที่ผลกำไรอาจไม่ใช่ตัวเลขมหาศาล แต่แลกมาด้วยการไม่ต้อง ‘ทนทำ’ ในสิ่งที่ไม่ใช่ตัวเอง เขาปฏิเสธที่จะ ‘รอ’ เพื่อจะเป็นตัวเอง แต่เลือกที่จะเป็นตั้งแต่วันแรก นั่นหมายถึงการสละงานไปมากกว่าครึ่งที่อาจทำเงินได้มหาศาล เพียงเพราะเขาเลือกที่จะ ‘รับเฉพาะงานที่ใช่’

“ถ้าเราอยากเอาเงิน เราก็รับแม่งทุกอย่าง งานถนัดไม่ถนัด ในฐานะคนรับจ้างเราก็ทำให้ได้หมด… ไม่ใช่เราได้ทุกอย่าง เราก็เสียบางอย่างไปที่คนอื่นเขามองไม่เห็น ถ้าเทียบกับคนทำโฆษณาอื่นๆ เราอาจจะจนกว่าเขาหน่อยนึง (หัวเราะ)”

เต๋อยอมรับว่าในช่วงแรกๆ ที่แยกตัวออกมาสร้างแนวทางของตัวเอง เขาก็เคยตั้งคำถามกับตัวเองเหมือนพนักงานใหม่ที่ไร้ที่พึ่งว่า “มันจะรอดไหมวะ?” เขาเลือกที่จะทดลองเสียสละโอกาสก้อนใหญ่ เพื่อลองดูว่าสุดท้ายเขาจะเสียดายมันจริงไหม

“เดี๋ยวคนอ่านจะรู้สึกว่าการเดินออกมาก่อนมันช่างเด็ดเดี่ยวเหลือเกิน… แต่ช่วงที่เดินออกมาคนเดียวมันมีแบบจะไปไหนต่อวะ จะถูกไหม รอดมั้ย? มันมีคำถามต่างๆ นานา มันไม่ใช่ทุกคนจะเดินออกมาแบบนี้ได้เราเข้าใจ แต่ถ้าคุณยังจำได้ว่าคุณชอบอะไร อยากทำอะไร วันนี้ทำไม่ได้ไม่เป็นไร แต่ถ้าโอกาสจังหวะเหมาะๆ เมื่อไหร่ ถ้าคุณไม่ลืมมัน คุณก็จะมีโอกาสได้ทำมัน”

ท้ายที่สุด ‘การแลกเปลี่ยน’ ของเต๋อคือการทำให้เห็นว่า ทุกคนที่กำลังต่อสู้เพื่อรักษา ‘ตัวตน’ ไว้ในโลกที่พร้อมจะกลืนกินเราได้ทุกเมื่อ บางคนอาจมีจังหวะที่ต้องยอมถอย ไปตามโลกบ้าง เพื่อรอเวลาที่จะกลับมาเป็นตัวเองอย่างแข็งแรงที่สุด

[ภาพยนตร์เรื่องใหม่ โปรดรับไว้พิจารณา]

สุดท้ายแล้ว ในภาพยนตร์ทุกๆ เรื่องของผู้กำกับที่ชื่อว่าเต๋อ นวพล อาจไม่ได้มาพร้อมคำตอบว่าเราควรใช้ชีวิตอย่างไร แต่เขาจะมาพร้อมกับ ‘คำถาม’ ที่ชวนสะกิดใจเราทุกคน

ในภาพยนตร์ทุกๆ เรื่อง ไม่ใช่โลกของการตัดสิน แต่มักจะการสังเกตสิ่งที่เกิดขึ้นในโลกใบนี้ โดยเฉพาะกับภาพยนตร์เรื่องใหม่ที่เขาแจ้งเจตจำนงเอาไว้ว่า

“อยากให้หนังเรื่องนี้เป็นจุดเริ่มต้นของบทสนทนาเยอะๆ”

เพราะเขาเชื่อว่าการที่คนดูออกมาพูดคุยกัน จะทำให้เกิดทางออกบางอย่างในใจขึ้นมาได้ เนื่องจากบางคำถามเราไม่สามารถตอบได้ด้วยตัวคนเดียว

จากเด็กชายที่ชอบขีดๆ เขียนๆ ในสมุดโรงเรียนในวันนั้น เต๋อในวันนี้ยังคงเดินทางต่อด้วยความเชื่อเดิม คือการเลือกทำในสิ่งที่ ‘สบายใจ’ และยอมแลกอะไรบางอย่างในชีวิต เพื่อรักษาอิสระในการตั้งคำถาม 

เมื่อแสงไฟในโรงดับลง และเรื่องราวของ ‘พนักงานใหม่’ เริ่มต้นขึ้น เต๋อไม่ได้เพียงแค่พรีเซนต์งานให้เราพิจารณา แต่เขากำลังชวนเราทุกคนให้กลับมาพิจารณาตัวเองดูอีกครั้ง ว่าในฐานะพนักงานใหม่ของโลกใบนี้… เรายังคงเป็นตัวของตัวเองได้ดีอยู่ไหม?