ย้อนภาพ ‘กุหลาบ’ ในสายตา ‘เชกสเปียร์’ ต้นทางสัญลักษณ์แห่งความรักในโลกวรรณกรรม
หากคุณเป็นคน Gen X กุหลาบที่คุ้นหูคงเป็น “ปลูกกุหลาบแดงไว้เพื่อเธอ 9,999 ดอก” แต่สำหรับ Gen Y อาจเป็น “ฉันซื้อกุหลาบให้ตัวเอง” ส่วน Gen Z คงหนีไม่พ้น “กุหลาบแล้วเด้อ พอแล้วฮักไปช้ำไป”
แต่ไม่ว่าจะยุคสมัยไหน เพลงฮิตไทยก็มักมี ‘กุหลาบ’ ปรากฏในเนื้อหาอยู่บ่อยครั้ง
ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร เพราะเราต่างก็รู้กันดีว่า กุหลาบคือสัญลักษณ์ของความรัก
แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ ใครกันแน่ที่เป็นคนเริ่มต้นให้ ‘ความหมาย’ นี้กับดอกกุหลาบ?
วันนี้ BrandThink จะพาย้อนรอยความหมายของดอกกุหลาบ ไม่ใช่แค่จากบทเพลงหรือวรรณกรรมในช่วง Gen Baby Boomers หรือ Silent Generation แต่เราจะย้อนกลับไปถึง Gen ของ ‘วิลเลียม เชกสเปียร์’ (William Shakespeare) กันเลยทีเดียว
จริงๆ แล้ว ความหมายของ ‘กุหลาบ’ ที่เป็นตัวแทนความรักนั้น มีรากฐานมาจากยุคกรีก-โรมันโบราณ ก่อนจะมาถึงยุคเชกสเปียร์เสียอีก แต่เชกสเปียร์คือคนที่มาตอกย้ำความหมายนี้ให้เด่นชัดลงในบทประพันธ์
ย้อนไปในเทพปกรณัมกรีก ดอกกุหลาบเชื่อมโยงกับเทพีแห่งความรักที่ชื่อว่า ‘อโฟรไดต์’ ว่ากันว่าเธอสร้างกุหลาบจากหยดเลือดของ ‘อาดอนิส’ คนรักของเธอที่ตายจากไป จากนั้นชาวโรมันก็สืบต่อความเชื่อนี้มา และเริ่มใช้กุหลาบเป็นสัญลักษณ์ของความรักและความลับ (Sub Rosa) เช่น หากมีการนำดอกกุหลาบไปแขวนไว้ที่หน้าประตูห้อง หรือวางไว้บนโต๊ะที่มีการประชุม จะเป็นที่รู้กันว่าสิ่งที่ได้พูดคุยกันในที่ประชุมนั้นจะต้องเป็นความลับที่ไม่อาจเล็ดลอดออกไปให้คนนอกล่วงรู้
พอมาในช่วงยุคกลางถึงเรอเนซองส์ กุหลาบกลายเป็นสัญลักษณ์ทางศาสนาและความรักที่บริสุทธิ์ และเชกสเปียร์ก็ยิ่งตอกย้ำภาพลักษณ์นี้ไว้ในงานเขียนของเขา เช่น ประโยคจาก ‘Romeo and Juliet’ กับวรรคอมตะที่ว่า “A rose by any other name would smell as sweet.” ซึ่งสื่อถึงความรักที่ลึกซึ้งเหนือชื่อเสียงหรือชนชั้น
แน่นอน แค่การกล่าวถึงกุหลาบเพียงครั้งเดียวในบทประพันธ์คงไม่เพียงพอที่จะสร้างความหมายเชิงวัฒนธรรมได้
เชกสเปียร์เล่นกล่าวถึงดอกกุหลาบกว่า 70 ครั้งในผลงานของเขา และถือเป็นดอกไม้ที่เขากล่าวถึงบ่อยที่สุด จนได้รับฉายาว่า ‘Rose Poet of European’ หรือ ‘กวีแห่งยุโรปผู้เปี่ยมด้วยกุหลาบ’
มากไปกว่านั้น เชกสเปียร์ยังมีบทบาทถึงขั้นที่ในยุคหลังมีการตั้งชื่อพันธุ์กุหลาบตามชื่อของเขา เพื่อเป็นเกียรติแด่นักเขียนผู้ยิ่งใหญ่ที่ทำให้ดอกไม้นี้มีความหมายลึกซึ้งเหนือกาลเวลาเลยทีเดียว
ในงานของเชกสเปียร์ ดอกกุหลาบปรากฏให้เห็นหลายครั้งในบริบทที่แตกต่างกันไป ซึ่งสามารถสรุปได้ว่าดอกกุหลาบในบทกวีมีความหมายเชิงสัญลักษณ์ 3 ประการดังต่อไปนี้
1 – ความงามและความเยาว์วัย
ในซอนเน็ต (Sonnet -รูปแบบหนึ่งของบทกวีในวรรณกรรมตะวันตก) บทแรกของเชกสเปียร์ ดอกกุหลาบเป็นสัญลักษณ์ของความงามบริสุทธิ์ของ ‘มิตรสหายผู้เปี่ยมเสน่ห์’ ซึ่งหมายถึงชายหนุ่มผู้เปี่ยมไปด้วยความเยาว์วัยและชีวิตชีวา ทว่า ความงามก็เปรียบได้กับดอกไม้ที่เบ่งบานและย่อมร่วงโรยไปตามกาลเวลา เช่นเดียวกับความเยาว์วัยของชายหนุ่มที่ค่อยๆ จางหายไปเมื่อเวลาผ่านพ้นไป ดังนั้น กุหลาบจึงเป็นทั้งสัญลักษณ์ของความงามและอุปมาถึงความงดงามและวัยเยาว์ที่เลือนหายอย่างรวดเร็ว
2 – ความรัก
นอกเหนือจากความงามและความเยาว์วัยแล้ว ความรักก็เป็นอีกธีมสำคัญในซอนเน็ตของเชกสเปียร์ ตัวอย่างเช่นในซอนเน็ตบทที่ 109 ได้มีการใช้ภาพเปรียบของดอกกุหลาบเพื่อแทนคนที่ผู้พูดรัก “For nothing this wide universe I call/Save thou, my Rose; in it thou art my all – ในจักรวาลอันกว้างใหญ่นี้ ไม่มีสิ่งใดที่ข้ารักนอกจากเจ้า กุหลาบของข้า ในโลกนี้เจ้าเป็นทุกสิ่งทุกอย่างของข้า”
ในที่นี้ การเรียกว่า ‘my Rose’ หมายถึง ‘ที่รักของข้า’ และจากการที่คำว่า Rose ขึ้นต้นด้วยตัวพิมพ์ใหญ่ ทำให้เห็นได้ว่าผู้พูดอาจกำลังใช้ Rose ในฐานะชื่อเฉพาะของคนรัก
3 – ความอมตะ
ในมุมมองของเชกสเปียร์ ดอกกุหลาบคือการผสานกันอย่างสมบูรณ์แบบระหว่างความงามภายนอกและคุณค่าภายใน โดยธรรมชาติแล้ว กุหลาบเป็นดอกไม้ที่มีกลิ่นหอมหวาน และในซอนเน็ตบทที่ 54 เชกสเปียร์ได้ยกย่องกลิ่นหอมของดอกกุหลาบอย่างลึกซึ้ง ถึงขั้นเปรียบเทียบว่าความหอมของกุหลาบเป็นตัวแทนของสัจจะ ซึ่งรวมถึงแนวคิดเรื่องความเป็นอมตะด้วย
เหตุผลที่กลิ่นหอมสามารถขับเน้นความงามของกุหลาบได้ก็เพราะ ‘กลิ่นหอม’ คือสิ่งที่แยกไม่ออกจากดอกกุหลาบเอง ดังที่คำกล่าวหนึ่งระบุว่า “ความงามที่ไร้คุณธรรม ก็เปรียบเสมือนดอกกุหลาบที่ไร้กลิ่น” กลิ่นหอมจึงเปรียบเสมือนความงดงามภายใน และทำให้ดอกกุหลาบเป็นสัญลักษณ์ของความงามที่แท้จริง ซึ่งเป็นความงามที่ไม่มีวันตาย
อย่างไรก็ตาม ดอกกุหลาบสามารถมีความหมายเชิงสัญลักษณ์ได้หลากหลาย แม้ว่าเรามักจะเชื่อมโยงดอกกุหลาบเข้ากับความรักและความงาม แต่ก็ไม่ได้เป็นเช่นนั้นเสมอไป ความหมายของดอกกุหลาบขึ้นอยู่กับว่า ‘ผู้เขียน’ ให้ความสำคัญกับกลีบดอก กลิ่น หนาม หรือแม้แต่สีของดอกกุหลาบก็สามารถเปลี่ยนความหมายในวรรณกรรมได้
สำหรับในประเทศไทย เพิ่งจะรับเอาความหมายของดอกกุหลาบตามวัฒนธรรมตะวันตกมาในช่วงรัตนโกสินทร์ตอนปลายนี้เอง เพราะแต่เดิมคนไทยโบราณนิยมใช้ ‘ดอกรัก’ เป็นสัญลักษณ์แห่งความรักมาก่อน จนกระทั่งหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 กุหลาบจึงกลายมาเป็นตัวแทนของความรักอย่างเต็มรูปแบบในสังคมไทย และปรากฏอยู่ในบทเพลง งานเขียน และผลงานศิลปะต่างๆ ที่ใช้ภาพของกุหลาบสื่อความหมายแห่งความรักให้เราได้อ่าน ได้ฟังและร้องตามกันจนถึงทุกวันนี้