3 Min

ย้อนภาพ ‘กุหลาบ’ ในสายตา ‘เชกสเปียร์’ ต้นทางสัญลักษณ์แห่งความรักในโลกวรรณกรรม

3 Min
282 Views
29 Apr 2025

หากคุณเป็นคน Gen X กุหลาบที่คุ้นหูคงเป็น “ปลูกกุหลาบแดงไว้เพื่อเธอ 9,999 ดอก” แต่สำหรับ Gen Y อาจเป็น  “ฉันซื้อกุหลาบให้ตัวเอง” ส่วน Gen Z คงหนีไม่พ้น “กุหลาบแล้วเด้อ พอแล้วฮักไปช้ำไป”

แต่ไม่ว่าจะยุคสมัยไหน เพลงฮิตไทยก็มักมี ‘กุหลาบ’ ปรากฏในเนื้อหาอยู่บ่อยครั้ง

ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร เพราะเราต่างก็รู้กันดีว่า กุหลาบคือสัญลักษณ์ของความรัก 

แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ ใครกันแน่ที่เป็นคนเริ่มต้นให้ ‘ความหมาย’ นี้กับดอกกุหลาบ?

วันนี้ BrandThink ​​จะพาย้อนรอยความหมายของดอกกุหลาบ ไม่ใช่แค่จากบทเพลงหรือวรรณกรรมในช่วง Gen Baby Boomers หรือ Silent Generation แต่เราจะย้อนกลับไปถึง Gen ของ ‘วิลเลียม เชกสเปียร์’ (William Shakespeare) กันเลยทีเดียว

จริงๆ แล้ว ความหมายของ ‘กุหลาบ’ ที่เป็นตัวแทนความรักนั้น มีรากฐานมาจากยุคกรีก-โรมันโบราณ ก่อนจะมาถึงยุคเชกสเปียร์เสียอีก แต่เชกสเปียร์คือคนที่มาตอกย้ำความหมายนี้ให้เด่นชัดลงในบทประพันธ์

ย้อนไปในเทพปกรณัมกรีก ดอกกุหลาบเชื่อมโยงกับเทพีแห่งความรักที่ชื่อว่า ‘อโฟรไดต์’ ว่ากันว่าเธอสร้างกุหลาบจากหยดเลือดของ ‘อาดอนิส’ คนรักของเธอที่ตายจากไป จากนั้นชาวโรมันก็สืบต่อความเชื่อนี้มา และเริ่มใช้กุหลาบเป็นสัญลักษณ์ของความรักและความลับ (Sub Rosa) เช่น หากมีการนำดอกกุหลาบไปแขวนไว้ที่หน้าประตูห้อง หรือวางไว้บนโต๊ะที่มีการประชุม จะเป็นที่รู้กันว่าสิ่งที่ได้พูดคุยกันในที่ประชุมนั้นจะต้องเป็นความลับที่ไม่อาจเล็ดลอดออกไปให้คนนอกล่วงรู้

พอมาในช่วงยุคกลางถึงเรอเนซองส์ กุหลาบกลายเป็นสัญลักษณ์ทางศาสนาและความรักที่บริสุทธิ์ และเชกสเปียร์ก็ยิ่งตอกย้ำภาพลักษณ์นี้ไว้ในงานเขียนของเขา เช่น ประโยคจาก ‘Romeo and Juliet’ กับวรรคอมตะที่ว่า “A rose by any other name would smell as sweet.” ซึ่งสื่อถึงความรักที่ลึกซึ้งเหนือชื่อเสียงหรือชนชั้น

แน่นอน แค่การกล่าวถึงกุหลาบเพียงครั้งเดียวในบทประพันธ์คงไม่เพียงพอที่จะสร้างความหมายเชิงวัฒนธรรมได้

เชกสเปียร์เล่นกล่าวถึงดอกกุหลาบกว่า 70 ครั้งในผลงานของเขา และถือเป็นดอกไม้ที่เขากล่าวถึงบ่อยที่สุด จนได้รับฉายาว่า ‘Rose Poet of European’ หรือ ‘กวีแห่งยุโรปผู้เปี่ยมด้วยกุหลาบ’ 

มากไปกว่านั้น เชกสเปียร์ยังมีบทบาทถึงขั้นที่ในยุคหลังมีการตั้งชื่อพันธุ์กุหลาบตามชื่อของเขา เพื่อเป็นเกียรติแด่นักเขียนผู้ยิ่งใหญ่ที่ทำให้ดอกไม้นี้มีความหมายลึกซึ้งเหนือกาลเวลาเลยทีเดียว

ในงานของเชกสเปียร์ ดอกกุหลาบปรากฏให้เห็นหลายครั้งในบริบทที่แตกต่างกันไป ซึ่งสามารถสรุปได้ว่าดอกกุหลาบในบทกวีมีความหมายเชิงสัญลักษณ์ 3 ประการดังต่อไปนี้

1 – ความงามและความเยาว์วัย 

ในซอนเน็ต (Sonnet -รูปแบบหนึ่งของบทกวีในวรรณกรรมตะวันตก) บทแรกของเชกสเปียร์ ดอกกุหลาบเป็นสัญลักษณ์ของความงามบริสุทธิ์ของ ‘มิตรสหายผู้เปี่ยมเสน่ห์’ ซึ่งหมายถึงชายหนุ่มผู้เปี่ยมไปด้วยความเยาว์วัยและชีวิตชีวา ทว่า ความงามก็เปรียบได้กับดอกไม้ที่เบ่งบานและย่อมร่วงโรยไปตามกาลเวลา เช่นเดียวกับความเยาว์วัยของชายหนุ่มที่ค่อยๆ จางหายไปเมื่อเวลาผ่านพ้นไป ดังนั้น กุหลาบจึงเป็นทั้งสัญลักษณ์ของความงามและอุปมาถึงความงดงามและวัยเยาว์ที่เลือนหายอย่างรวดเร็ว

2 – ความรัก

นอกเหนือจากความงามและความเยาว์วัยแล้ว ความรักก็เป็นอีกธีมสำคัญในซอนเน็ตของเชกสเปียร์ ตัวอย่างเช่นในซอนเน็ตบทที่ 109 ได้มีการใช้ภาพเปรียบของดอกกุหลาบเพื่อแทนคนที่ผู้พูดรัก “For nothing this wide universe I call/Save thou, my Rose; in it thou art my all – ในจักรวาลอันกว้างใหญ่นี้ ไม่มีสิ่งใดที่ข้ารักนอกจากเจ้า กุหลาบของข้า ในโลกนี้เจ้าเป็นทุกสิ่งทุกอย่างของข้า”

ในที่นี้ การเรียกว่า ‘my Rose’ หมายถึง ‘ที่รักของข้า’ และจากการที่คำว่า Rose ขึ้นต้นด้วยตัวพิมพ์ใหญ่ ทำให้เห็นได้ว่าผู้พูดอาจกำลังใช้ Rose ในฐานะชื่อเฉพาะของคนรัก

3 – ความอมตะ

ในมุมมองของเชกสเปียร์ ดอกกุหลาบคือการผสานกันอย่างสมบูรณ์แบบระหว่างความงามภายนอกและคุณค่าภายใน โดยธรรมชาติแล้ว กุหลาบเป็นดอกไม้ที่มีกลิ่นหอมหวาน และในซอนเน็ตบทที่ 54 เชกสเปียร์ได้ยกย่องกลิ่นหอมของดอกกุหลาบอย่างลึกซึ้ง ถึงขั้นเปรียบเทียบว่าความหอมของกุหลาบเป็นตัวแทนของสัจจะ ซึ่งรวมถึงแนวคิดเรื่องความเป็นอมตะด้วย

เหตุผลที่กลิ่นหอมสามารถขับเน้นความงามของกุหลาบได้ก็เพราะ ‘กลิ่นหอม’ คือสิ่งที่แยกไม่ออกจากดอกกุหลาบเอง ดังที่คำกล่าวหนึ่งระบุว่า “ความงามที่ไร้คุณธรรม ก็เปรียบเสมือนดอกกุหลาบที่ไร้กลิ่น” กลิ่นหอมจึงเปรียบเสมือนความงดงามภายใน และทำให้ดอกกุหลาบเป็นสัญลักษณ์ของความงามที่แท้จริง ซึ่งเป็นความงามที่ไม่มีวันตาย

อย่างไรก็ตาม ดอกกุหลาบสามารถมีความหมายเชิงสัญลักษณ์ได้หลากหลาย แม้ว่าเรามักจะเชื่อมโยงดอกกุหลาบเข้ากับความรักและความงาม แต่ก็ไม่ได้เป็นเช่นนั้นเสมอไป ความหมายของดอกกุหลาบขึ้นอยู่กับว่า ‘ผู้เขียน’ ให้ความสำคัญกับกลีบดอก กลิ่น หนาม หรือแม้แต่สีของดอกกุหลาบก็สามารถเปลี่ยนความหมายในวรรณกรรมได้ 

สำหรับในประเทศไทย เพิ่งจะรับเอาความหมายของดอกกุหลาบตามวัฒนธรรมตะวันตกมาในช่วงรัตนโกสินทร์ตอนปลายนี้เอง เพราะแต่เดิมคนไทยโบราณนิยมใช้ ‘ดอกรัก’ เป็นสัญลักษณ์แห่งความรักมาก่อน จนกระทั่งหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 กุหลาบจึงกลายมาเป็นตัวแทนของความรักอย่างเต็มรูปแบบในสังคมไทย และปรากฏอยู่ในบทเพลง งานเขียน และผลงานศิลปะต่างๆ ที่ใช้ภาพของกุหลาบสื่อความหมายแห่งความรักให้เราได้อ่าน ได้ฟังและร้องตามกันจนถึงทุกวันนี้