นกปรอดหัวโขน หรือ นกกรงหัวจุก จากวัฒนธรรมและการแข่งขัน สู่การถอดชื่อจากบัญชี ‘สัตว์ป่าคุ้มครอง’
ถ้าพูดกันถึง ‘นกปรอดหัวโขน’ หรืออีกชื่อที่หลายคนคุ้นหูกันอย่าง ‘นกกรงหัวจุก’ หลายคนคงนึกถึงเสียงร้องที่ดังกังวานจากกรงนกที่จะแขวนเรียงรายกันอยู่หน้าบ้านภายในชุมชน โดยเฉพาะในบริเวณพื้นที่จังหวัดทางภาคใต้ของประเทศไทย ที่การเลี้ยงนกสายพันธ์ุนี้ได้กลายเป็นกิจกรรมยอดนิยมของผู้คนในท้องถิ่นมาเป็นเวลานาน นกชนิดนี้จึงไม่ใช่นกทั่วไปที่พบตามธรรมชาติเท่านั้น แต่มันเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิต งานอดิเรก และวัฒนธรรมของผู้คน
นกปรอดหัวโขน หรือ นกกรงหัวจุก (Red-whiskered Bulbul) มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Pycnonotus jocosus ในประเทศไทยพบได้ 36 ชนิด มีลักษณะเด่นคือหงอนสีดำที่ชี้แหลมขึ้นมา และเมื่อโตเต็มวัยจะมีจุดแต้มสีแดงที่ใบหน้าบริเวณหลังตา หางมีลักษณะยาวสีน้ำตาลและมีสีขาวในส่วนของปลายหาง ส่วนบริเวณใต้ก้นจะเป็นสีแดง นอกจากนี้นกกรงหัวจุกยังเป็นที่รู้จักจากเสียงร้องที่ดังกังวานเป็นจังหวะเฉพาะตัวจากขนาดตัวที่เล็กมาก จนทำให้มันกลายเป็นหนึ่งในนกยอดนิยมที่ผู้คนนิยมเลี้ยง โดยเฉพาะในภาคใต้ของประเทศไทย ที่ผู้เลี้ยงนกจำนวนไม่น้อยพัฒนางานอดิเรกดังกล่าวไปสู่กิจกรรมอีกแบบหนึ่ง นั่นคือการนำเสียงร้องของนกมา ‘ประชันกัน’ บนสนามแข่งขัน
โดยบรรยากาศของสนามแข่งขันนกกรงหัวจุกนั้นจะมีโครงเหล็กหรือไม้ขนาดใหญ่ตั้งอยู่สำหรับแขวนกรงนกจำนวนมาก ในบางสนามสามารถแขวนกรงนกได้ตั้งแต่หลักสิบไปจนถึงหลักร้อยกรง แต่การแข่งขันจะแบ่งออกเป็น 3 ประเภทหลักๆ ที่ได้รับความนิยมมาก ได้แก่
[1] การแข่งขันแบบนับดอก: เป็นหนึ่งในรูปแบบการแข่งขันที่สามารถพบได้บ่อยสุดในสนามแข่งขันหลายพื้นที่ โดยหลักการสำคัญในการใช้ตัดสินคือ วัดความถี่จากเสียงร้องของนก โดยจะมีการจับเวลาในการแข่งขันแต่ละรอบ ซึ่งความหมายของคำว่า ‘ดอก’ นั้นหมายถึงหนึ่งช่วงของเสียงร้องที่สมบูรณ์ของนกกรงหัวจุก โดยปกติจะต้องมีอย่างน้อย 3 พยางค์ขึ้นไป เช่น จิ๊บ-จิ๊บ-จิ๊บ ถ้าร้องสั้นเกินไปหรือไม่ครบจังหวะ กรรมการจะไม่นับเป็นดอก ดังนั้นการแข่งขันนี้จึงเน้นความถี่ของการร้องมากกว่าความไพเราะของเสียง
[2] การแข่งขันแบบสากล: เป็นรูปแบบการแข่งขันที่เป็นมาตรฐานและได้รับความนิยมในเวทีประกวดใหญ่ๆ โดนเกณฑ์การตัดสินที่ใช้จะวัดจาก ‘ความสามารถรอบด้าน’ ของนก การให้คะแนนนั้นจะดูจากองค์ประกอบหลักๆ คือ น้ำเสียงในการร้อง, ลีลาท่าทาง และรูปร่างลักษณะของมัน นกจะต้องมีเสียงร้องดังกังวาน พร้อมกับโชว์ลีลาท่าทางของความเป็นนักสู้ในการข่มขู่คู่ต่อสู้ เช่น การสับปีก กระโดดสลับคอนไปมาอย่างสง่างาม ดังนั้นการแข่งขันประเภทนี้จึงเน้นไปที่ความสามารถของนกที่ครบเครื่อง มากกว่าแค่ความขยันในการร้องเพียงอย่างเดียว
[3] การแข่งขันประเภทเสียงทอง: เป็นการแข่งขันที่เปรียบเสมือนเวทีประกวดนักร้องเสียงดี โดยหลักการสำคัญในการใช้ตัดสินคือ ‘คุณภาพและความไพเราะของน้ำเสียง’ ของนกเป็นหลัก โดยกรรมการจะไม่ได้สนใจเรื่องรูปร่าง หรือลีลาของนกเหมือนกับการแข่งขันประเภทอื่นๆ การให้คะแนนจะมาจากความกังวาน ความใส ความทุ้มหรือแหลมที่ชัดเจน รวมไปถึงความยาวของพยางค์ในการร้องในแต่ละรอบ ถ้านกที่ร้องเสียงไม่ไพเราะ กรรมการก็จะไม่ให้คะแนน ถึงแม้ว่านกตัวนั้นจะขยันร้องหรือมีลักษณะที่สวยงามแค่ไหนก็ตาม
หนึ่งในเหตุการณ์ที่สะท้อนให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงของวัฒนธรรม ‘นกกรงหัวจุก’ ได้อย่างชัดเจน นั่นก็คือการจัดการแข่งขันนกกรงหัวจุกภายในพื้นที่รัฐสภาไทยเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ เมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2568 โดยสมาคมอนุรักษ์และเพาะพันธุ์นกกรงหัวจุกแเห่งประเทศไทย และวันมูหะมัดนอร์ มะทา หรือที่รู้จักกันในชื่อ ‘วันนอร์’ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ร่วมกันจัดงานแข่งขัน ‘นกกรงหัวจุก’ เพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมของการเลี้ยงนกกรงหัวจุก และยังสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญชองวัฒนธรรมท้องถิ่นและเศรษฐกิจชุมชนของหลายพื้นที่
จากการผลักดันของกลุ่มผู้เลี้ยงนกและภาครัฐมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2568 คณะกรรมการสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่าได้มีมติเห็นชอบให้ถอด ‘นกปรอดหัวโขน’ หรือ ‘นกกรงหัวจุก’ ออกจากบัญชีสัตว์ป่าคุ้มครอง เพื่อเปิดทางให้สามารถเพาะเลี้ยงและพัฒนากิจกรรมสู่เศรษฐกิจที่สร้างรายได้ให้แก่ชุมชนผู้เลี้ยงนกในอนาคต โดยจะมีมาตรการสำหรับผู้เพาะเลี้ยง และมีการขึ้นทะเบียนฟาร์มเพาะพันธ์ุแบบสมัครใจ สำหรับจัดทำเครื่องหมายประจำตัวนก เพื่อให้แยกแยะระหว่างนกเลี้ยงและนกในธรรมชาติได้
การถอดถอนชื่อออกจากสัตว์ป่าคุ้มครองครั้งนี้ มุ่งเน้นส่งเสริมการเพาะเลี้ยงของประชาชน ลดแรงจูงใจในการล่านกจากธรรมชาติ ซึ่งเน้นย้ำว่า การล่าในพื้นที่ป่าอนุรักษ์และป่าสงวนยังคงเป็นสิ่งผิดกฎหมายอยู่ หากตรวจพบความเสี่ยงของจำนวนประชากรนกกรงหัวจุกที่ลดลงในธรรมชาติ จะมีการพิจารณาเพื่อนำกลับมาบรรจุเข้าเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองอีกครั้ง
ในอีกด้านอย่างองค์กรเครือข่ายด้านอนุรักษ์ธรรมชาติ นำโดย มูลนิธิสืบนาคะเสถียร ได้แถลงการณ์คัดค้านการปลดนกกรงหัวจุกออกจากบัญชีสัตว์ป่าคุ้มครอง เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2568 หลังจากที่คณะกรรมการสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่ามีมติเห็นชอบให้ปลด ด้วยเหตุผลว่า มาตรการและกลไกควบคุมนั้นยังมีช่องว่าง ซึ่งอาจนำไปสู่การลักลอบจับนกจากธรรมชาติ และจะส่งผลกระทบต่อประชากรของนกในระยะยาว
อ้างอิง:
- Red-whiskered bulbul https://shorturl.asia/WRQd9
- นกกรงหัวจุก : การแข่งขันหรือนันทนาการ https://shorturl.asia/BoeC2
- ‘วันนอร์’เปิดรัฐสภาประกวดแข่งขัน‘นกกรงหัวจุก’ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ https://shorturl.asia/TDBM7
- นกปรอดหัวโขน หลุดจากสัตว์ป่าคุ้มครองแล้ว เพาะเลี้ยงได้แต่มีเงื่อนไข https://shorturl.asia/5fnql
- แถลงการณ์ฉบับที่ 2 คัดค้านการปลดนกปรอดหัวโขนออกจากบัญชีรายชื่อสัตว์ป่าคุ้มครอง https://shorturl.asia/tu5Tv