ในประวัติศาสตร์ ‘กินเนสส์ เวิลด์ เรดคอร์ด’ (Guinness World Record) ได้ประกาศว่า ‘ชีสคาบราเลส’ (Cabrales) บลูชีสน้ำหนัก 2.3 กิโลกรัม จากโรงงานชีสอันเคล ดิอาช เอร์เรโร ในประเทศสเปน เป็น ‘ชีสที่แพงที่สุดที่ขายได้ในการประมูล’ จากการถูกประมูลในราคาที่สูงถึง 36,000 ยูโร หรือประมาณ 1.35 ล้านบาทจากงานการแข่งขันชีสยอดเยี่ยม ‘เมคอร์ เกโซ เดล เซร์ตาเมน’ (Mejor Queso del Certamen) เมื่อเดือนสิงหาคมปีที่แล้ว
ชีสคาบราเลส เป็นบลูชีสดั้งเดิมหายากของสเปนที่ผลิตจากนมวัวไม่ผ่านการพาสเจอร์ไรส์ บางแห่งอาจผสมนมแกะและนมแพะในปริมาณน้อยบ่มในถ้ำหินปูนธรรมชาติเป็นเวลา 2-5 เดือน ทำให้มีราคาที่สูงกว่าบลูชีสทั่วไป และยังเป็นชีสที่มีเครื่องหมายการคุ้มครองแหล่งกำเนิดจาก PDO (Protected Designation of Origin) โดยจะผลิตและวางขายในอัสตูเรียส (Asturias) ทางสเปนตอนเหนือเป็นหลักราคาวางขายตามท้องตลาดทั่วไปในราคาอยู่ที่ประมาณ 30-40 ยูโร ประมาณ 1,200-1,600 บาทต่อกิโลกรัม
สาเหตุที่ชีสคาบราเลสจากโรงงานชีสอันเคล ดิอาช เอร์เรโร มีราคาที่สูงเนื่องเพราะเป็นก้อนที่ถูกผลิตขึ้นมาเฉพาะ เพื่อต้องการเพิ่มมูลค่าด้วยการนำไปบ่มในถ้ำหินปูนธรรมชาติที่มีความสูงเหนือระดับน้ำทะเลกว่า 1,400 เมตร ในอุณหภูมิ 7 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 10 เดือน ทำให้ชีสคาบราเลสก้อนนี้แตกต่างไปจากชีสคาบราเลสทั่วไป และถูกยกให้เป็นชีสที่มีราคาขายจากการประมูลแพงที่สุดในโลก
แต่ความแพงของคาบราเลสยังเทียบไม่ได้กับ ‘ชีสพูเล’ (Pule) ซึ่งเป็นชีสที่ขึ้นชื่อว่ามีราคาขายต่อกิโลกรัมแพงที่สุดในโลก โดยอยู่ที่ประมาณ1,200 ยูโร หรือประมาณ 45,800 กว่าบาทต่อกิโลกรัม แล้วอะไรที่ทำให้ชีสพูเล มีราคาขายแพงกว่าค่าเช่าบ้านและคอนโดในบ้านเราถึงขนาดนั้น?
คำตอบคือ เพราะเป็นชีสที่แม้ผลิตจากนมแพะ 40 เปอร์เซ็นต์ แต่ส่วนใหญ่เน้นนมลาสายพันธ์ุบอลข่าน ถึง 60 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่ค่อนข้างหายากเนื่องจากใกล้สูญพันธุ์ และผลิตเฉพาะในเขตสงวนธรรมชาติพิเศษซาซาวิกา (Zasavica Special Nature Reserve) ซึ่งเป็นฟาร์มแห่งเดียวในประเทศเซอร์เบียที่อยู่ภายใต้การดูแลของ ‘สโลโบดัน ซิมิช’ (Slobodan Simić)
อีกเหตุผลที่ราคาของชีสพูเลสูงลิ่วขนาดนี้เนื่องเพราะ ชีสพูเลหนึ่งกิโลกรัม ต้องใช้นมลาถึง 25 ลิตร และตามหลักลาตัวเมียให้นมได้ประมาณ 2 ลิตรต่อวันเท่านั้น ซึ่งน้อยกว่าวัวที่สามารถให้นมได้ 60 ลิตรต่อวันเลยทีเดียว
อีกทั้งการรีดนมลาไม่สามารถรีดโดยเครื่องจักรได้เหมือนวัว ต้องรีดด้วยมือหรือวิธีดั้งเดิมวันละสามครั้ง ทำให้ต้องใช้ลาเป็นจำนวนมากและอาศัยเวลานานหลายเดือนในการรวบรวมน้ำนมลา ใส่ลงแม่พิมพ์ขนาด 50 กรัม บ่มเป็นเวลา 1 เดือน เพื่อให้ได้ชีสพูเลกึ่งแข็ง เนื้อร่วน สีขาวนวล มีกลิ่นหอมของหญ้าแห้งและถั่วอ่อนๆ และมีรสชาติที่เข้มข้นแต่ไม่ฉุน
ทั้งนี้ฟาร์มแห่งนี้มีลาทั้งหมดแค่ 300 ตัวโดยประมาณ แบ่งเป็นตัวเมียเพียง 12 ตัว ทำให้เกิดการผลิตชีสพูเลได้เพียง 25-30 กิโลกรัมต่อปีเท่านั้น และไม่ได้ส่งออกไปต่างประเทศ ทำให้นอกจากจะเป็นชีสที่มีราคาแพงที่สุดในโลกแล้วก็ยังเป็นชีสที่หากินยากมากอีกด้วย
อ้างอิง