ในยามที่โลกไล่ฉีดวัคซีนกันรัวๆ แต่เชื้อ COVID-19 ก็กลายพันธุ์หนีประสิทธิภาพของวัคซีนไปเรื่อยๆ
ประเทศที่ฉีดวัคซีนช้าแบบบ้านเราก็คงได้แต่มองตาปริบๆ และมีแต่ “ความฝัน” ที่จะกลับมามีชีวิตปกติอยู่ไกลๆ (เพราะถ้าบ้านเราฉีดได้แค่วันละ 5,000 เข็ม กว่าจะคนไทยไปหมดก็ปี 2050 โน่น)
แต่ตรงนี้เราอยากจะเล่าถึงอีกหนึ่ง “ความเป็นไปได้” ของสถานการณ์ว่า COVID-19 ว่าอาจจบแบบ “ไข้หวัดสเปน” ก็ได้
เชื้อร้ายที่แพ้ภัยตัวเอง
เป็นที่รู้กันว่าโรคระบาดที่ร้ายแรงที่สุดในโลกก่อน COVID-19 ก็คือไข้หวัดสเปนที่คร่าชีวิตคนไปอย่างต่ำๆ 50 ล้านคน (แล้วแต่การประเมิน บางเจ้าก็บอกทะลุ 100 ล้านคน)
ซึ่งนั่นก็ทำให้ตัวเลขผู้ตายของ COVID-19 ที่ตอนนี้อยู่ประมาณ 3 ล้านคนดูเล็กน้อยไปเลย
อย่างไรก็ดี อยากให้ลองนึกภาพสถานการณ์จริงๆ ในยุคนั้น
ตอนนั้น “ไข้หวัดสเปน” คือโรคประหลาด ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเกิดจาก “เชื้อโรค” ประเภทไหน (กว่ามนุษย์จะรู้ว่ามันคือเชื้ออะไรนี่ล่อไปประมาณยุค 2000’s ตอนมนุษย์พัฒนาเรื่องการถอดรหัสพันธุกรรมมาแล้ว) และก็เรียกได้ว่าไม่มีอะไรไปต่อกรมัน มันระบาดสนุกเลยช่วงปี 1918-1919 ฆ่าคนไปหลักสิบล้านคน

โรงพยาบาลสนามสำหรับไข้หวัดสเปนในอเมริกา ปี 1918 | Wikipedia
แต่มันก็หายไป คำถามคือทำไม?
ในยุคนั้นไม่มีใครรู้ แต่การวิจัยตัวอย่างเชื้อย้อนหลัง ทำให้เราพบว่า จริงๆ แล้ว มันไม่ได้ “หายไป” แต่มันกลายพันธุ์จนอ่อนแอลง และมีอาการที่แยกไม่ออกจาก “ไข้หวัดใหญ่” อื่นๆ (ต้องย้ำว่าทั้งโรค “หวัด” และ “ไข้หวัดใหญ่” จริงๆ เกิดจากเชื้อได้หลายตัวนะครับ แต่เรารวมเป็นโรคแบบเดียวกัน เพราะถือว่าเกิดจากไวรัส และวิธีการดูแลผู้ป่วยเหมือนกัน)
คือนักวิจัยพบว่าเชื้อมันกลับมาจริงในตอนหน้าหนาวปี 1920 และ 1921 แต่ในตอนนั้น มันก็ “ไร้น้ำยา” แล้ว มันทำอะไรใครไม่ได้แบบถึงตายอีกต่อไป
และโรคที่ไม่ถึงตาย นอนพักไม่กี่วันก็หาย มันก็ไม่ใช่โรคที่ชาวโลกจะสนใจอีก ซึ่งในตอนนั้น คนไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันคือโรคเดียวกันที่ฆ่าคนทั่วโลกตายเป็นสิบล้านคนเมื่อปีก่อน และคิดว่ามัน “หายไป”
ถามว่าเกิดอะไรกันขึ้น!?
คำตอบคือ ไข้หวัดสเปนเป็นโรคที่ระบาดเร็วมากและกลายพันธุ์เร็วมาก ซึ่งเวลาโรค “กลายพันธุ์” เราก็ต้องมองมันในฐานะของ “สิ่งมีชีวิต” คือไวรัสมันไม่ได้ “ต้องการ” จะ “ฆ่า” โฮสต์นะครับ มันต้องการแค่จะแพร่พันธุ์ไปเรื่อยๆ และจริงๆ การฆ่าโฮสต์คือสิ่งที่มันไม่ควรจะทำด้วยซ้ำ เพราะมันจะทำให้แพร่พันธุ์ยาก
ในแง่นี้การกลายพันธุ์ให้ร้ายแรงน้อยลง แบบทำให้ผู้ติดเชื้อไม่ถึงตาย ก็เลยเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในที่สุด และนี่ก็เลยทำให้โรคที่โหดที่สุดโรคหนึ่งในประวัติศาสตร์มนุษยชาติได้ทำการ “ปรับตัว” เพื่ออยู่ร่วมกับมนุษย์แบบเงียบๆ และหายไปแบบงงๆ
มรดกตกทอด
แต่ก็อย่างที่บอก จริงๆ “ไข้หวัดสเปน” ไม่ได้หายไปไหน มันยังอยู่ และจริงๆ ที่เขาลองไปไล่เลียงพันธุกรรมดู เขาก็พบว่าจริงๆ ไข้หวัดใหญ่ H1N1 นี่แหละคือไข้หวัดสเปน แค่มันกลายพันธุ์มาจนอ่อนแอแล้ว
แต่เอาจริงๆ ความ “กลายพันธุ์ง่าย” ที่ว่านี้ก็ส่งผลให้บางทีมันโผล่มาอย่างโหด เพราะหลักๆ แล้ว การที่มันไม่ได้ทำอันตรายโฮสต์ ก็ทำให้มันแพร่ไปได้เรื่อยๆ และบางทีมันแพร่ไปยังสัตว์ ซึ่งแพร่ไปเฉยๆ มันไม่มีอะไร แต่ถ้าสัตว์ดันมีเชื้อไข้หวัดใหญ่บางตัวอยู่ ก็เป็นไปได้ว่า ไข้หวัดใหญ่ H1N1 หรือ “ไข้หวัดสเปน” มันก็จะทำการ “ผสมพันธุ์” หรือแลกเปลี่ยนพันธุกรรมกันกับไวรัสไข้หวัดใหญ่ในสัตว์ กลายเป็นไวรัสตัวใหม่ที่อาจร้ายแรง
และอธิบายง่ายๆ นี่แหละครับที่มาของ ไข้หวัดนก ไข้หวัดหมู และอีกสารพัดไข้หวัดใหญ่ที่นักวิทยาศาสตร์สันนิษฐานว่าน่าจะเกิดจากกระบวนการกลายพันธุ์ในสัตว์อย่างที่ว่านี่แหละ แค่ไม่สามารถระบุได้ชัดๆ ว่ามันกลายพันธุ์ในสัตว์อะไร
จริงๆ อะไรพวกนี้ ในประวัติศาสตร์ มันก็เป็น “ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่” ที่เกิดมางงๆ ทั้งนั้น ก่อนที่ไม่กี่สิบปีที่ผ่านมา นักวิจัยจะไปพบและพิสูจน์ได้ว่า ไข้หวัดเหล่านี้เป็นลูกหลานของ “ไข้หวัดสเปน” ทั้งนั้น เรียกได้ว่า “ไข้หวัดสเปน” แม้ว่าจะไม่มีพิษภัย แต่เมื่อมันกลายพันธุ์เมื่อไร ได้เรื่องทุกที
ในแง่นี้ “ไข้หวัดสเปน” ก็ไม่ได้หายไปไหน ยังอยู่กับมนุษย์เสมอหลังจากเวลาผ่านมากว่าร้อยปี และนานๆ ทีก็จะกลายพันธุ์มาไล่ฆ่ามนุษย์ที
ถามว่า COVID-19 นั้นอาจเป็นแบบนั้นมั้ย?
คำตอบคืออาจเป็นและน่าจะเป็นแบบนั้น เพราะตอนนี้เขาเริ่มกังวลกันแล้วว่าการกลายพันธุ์ที่เกิดขึ้นมันเร็วกว่าวัคซีน และนี่ทำให้มันไม่มีทางจะฉีดวัคซีนให้คนทั้งโลกได้ เพราะมันต้องอัปเดตวัคซีนไปเรื่อยๆ เป็นเกมแมวจับหนูที่แมวไม่มีวันจะจับหนูได้
ซึ่งในเคสนี้ ประเด็นมันก็อาจไม่ใช่ว่าจะต้องฉีดวัคซีนเท่าไรแล้ว แต่ประเด็นคือ เมื่อไรที่มนุษย์จะยอมรับว่า COVID-19 จะอยู่กับเราตลอดไป ไม่ได้ต่างจากไข้หวัดสเปน
และนี่ก็ไม่ใช่การมองโลกในแง่ร้ายซะทีเดียว เพราะก็อย่างที่บอก มันมี “ความเป็นไปได้” ที่เชื้อจะกลายพันธุ์ไปเรื่อยๆ จนมัน “อ่อนแอ” ไปในที่สุด เพราะถ้าเกิดเคสนั้นขึ้น การไม่มีวัคซีนฉีดก็ไม่ใช่ปัญหา เพราะการติดเชื้อมันไม่ได้คอขาดบาดตายอีกต่อไป
อ้างอิง
- Time. How Does a Pandemic End? Here’s What We Can Learn From the 1918 Flu. https://bit.ly/3tLvLiQ
- India Times. How Did Spanish Flu (1918 Pandemic) End And What Can We Learn From History?. https://bit.ly/3glctx6
- WebMD. How This Might End: Lessons From the Spanish Flu. https://wb.md/3edYcj7
- History. Why the 1918 Flu Pandemic Never Really Ended. https://bit.ly/3aH9wDB