4 Min

OBAMA CARE

4 Min
173 Views
02 Feb 2024

ObamaCare

คือ The Patient Protection & Affordable Care Act (PPACA) หรือ Affordable Care Act (ACA) เป็นกฎหมายที่ว่าด้วยการประกันสุขภาพและระบบสาธารณสุขที่ถูกผลักดันโดยรัฐบาลของนายกบารัค โอบามา  กฎหมายนี้ถือว่าเป็นการปฎิรูประบบสาธารณสุข ครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในสหรัฐอเมริกา นับตั้งแต่กำเนิดโครงการ Medicaid และ โครงการ Medicare เมื่อเกือบ 50 ปีที่แล้วเลย

เป้าหมาย

การที่นายบารัค โอบามา ผลักดันกกฎหมายนี้คือมีเป้าหมายเพื่อให้อเมริกันชนสามารถซื้อประกันสุขภาพและเข้าถึงการรักษาพยาบาลได้อย่างทั่วถึงในราคาไม่แพง และทำให้การบริการระบบสาธารณสุขเป็นสิทธิที่ทุกคนควรมี และไม่ขึ้นอยู่กับความรวยหรือความจน

การปฏิรูปกฎหมายระบบสุขภาพนี้ เป็นนโยบายต่อเนื่องมาจากอดีตประธานาธิบดี บิล คลินตัน แต่มาประสบความสำเร็จในสมัยของประธานาธิบดี บารัก โอบามา ซึ่งได้ผ่านความเห็นชอบจากสภาคองเกรสและมีผลบังคับใช้เป็นกฎหมายเมื่อวันที่ 23 มี.ค. 2010 แต่นโยบายหลักๆ จะมีผลบังคับใช้จริงในวันที่ 1 ม.ค. 2014 โดย ObamaCare จะขยายการเข้าถึงการประกันสุขภาพทั้งของภาครัฐและเอกชนผ่านเครื่องมือต่างๆ เช่น การคุ้มครอง กฎระเบียบ เงินอุดหนุน ภาษี ตลาดประกันสุขภาพใหม่ และการปฏิรูปอื่นๆ

ชาวอเมริกันส่วนใหญ่จะได้รับสวัสดิการประกันสุขภาพผ่านทางนายจ้างจากระบบประกันสุขภาพของเอกชน โดยมาจากระบบประกันกลุ่มที่บริษัทประกันเสนอให้บริษัทเอกชนต่างๆ ซื้อเพื่อคุ้มครองลูกจ้าง ในขณะที่อีก 3 กลุ่ม ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล ดังนี้

1.คนชรา ที่มีอายุมากกว่า 65 ปี ได้รับสิทธิประโยชน์ที่เรียกว่า Medicare โดยสร้างขึ้นเพื่อจัดการกับค่าใช้จ่ายทางการแพทย์ที่สูงมากสำหรับคนสูงอายุ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพวกเขามีรายได้ที่ลดลง

2.คนยากจนที่มีรายได้น้อย ได้รับสิทธิประโยชน์ที่เรียกว่า Medicaid รวมถึงโปรแกรมประกันสุขภาพสำหรับเด็ก Children’s Health Insurance Program (CHIP) หรือ Children’s Medicaid สำหรับเด็กอายุไม่เกิน 18 ปี

3.ข้าราชการบางประเภท เช่น ทหาร ผู้แทนราษฎร วุฒิสมาชิก หรือทหารผ่านศึก เป็นต้น

สำหรับบุคคลที่ไม่ได้เข้าข่ายได้รับประกันสุขภาพจากนายจ้างหรือรัฐบาลจะต้องหาซื้อประกันสุขภาพด้วยตนเอง โดยประชากรในส่วนนี้มีประมาณ 48 ล้านคน คิดเป็น 15% ของประชากรทั้งประเทศ

สาเหตุหลักของผู้ที่ไม่มีประกันสุขภาพ เนื่องจาก

1.ประกันสุขภาพมีราคาแพง : ประเทศสหรัฐอเมริกามีค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพสูงที่สุดในโลก โดยในปี 2011 เท่ากับ 8,608 เหรียญสหรัฐต่อคนต่อปี ซึ่งคิดเป็นมูลค่ารวมกันถึง 17.9% ของ GDP สหรัฐ ซึ่งสัดส่วนดังกล่าวกำลังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องและรวดเร็ว โดยค่าใช้จ่ายที่สูงมากนี้มาจากต้นทุนที่สูง ไม่ว่าจะเป็นค่าบุคลากรทางการแพทย์ ค่ายาตามใบสั่งแพทย์ รวมถึงค่าประกันภัยความรับผิดทางวิชาชีพของแพทย์ พยาบาล อย่างไรก็ตาม แม้ว่าสหรัฐอเมริกาจะมีค่าใช้จ่ายสูงที่สุดในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว แต่ประสิทธิภาพของระบบสุขภาพกลับไม่ดีเท่าที่ควร โดยอายุขัยเฉลี่ยของประชากร ต่ำที่สุด และอัตราการตายของทารก มากที่สุด ในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว

2.ตกงานจึงไม่ได้รับประกันสุขภาพจากบริษัทเอกชน : สหรัฐอเมริกาไม่มีระบบประกันสุขภาพ ที่รับประกันสุขภาพของทุกคนเหมือนกับประเทศที่พัฒนาแล้ว ที่บังคับให้ประชาชนทุกคนต้องมีประกันสุขภาพ  ตามกฎหมาย โดยใช้นโยบายการเก็บภาษีสูงขึ้นหรือบังคับให้ซื้อประกัน ขณะที่บริษัทประกันในสหรัฐอเมริกาสามารถปฏิเสธการจ่ายค่ารักษาพยาบาลเมื่อไรก็ได้ และมีค่าใช้จ่ายที่ลงทุนไปกับหน่วยงานตรวจสอบประวัติผู้ซื้อประกัน เพื่อหาทางปฏิเสธการจ่ายค่ารักษาพยาบาลให้กับลูกค้าที่ซื้อประกันสุขภาพกับตน อีกทั้งบริษัทประกันอาจเรียกเก็บค่ารักษาเพิ่มมากขึ้นจากปัญหาสุขภาพในขณะนั้น และจะเรียกเก็บมากขึ้นอีกหากคุณเป็นผู้หญิง ฉะนั้น การซื้อประกันสุขภาพของคนอเมริกันจึงมีความเสี่ยงที่จะไม่ได้รับความคุ้มครอง

3.กลุ่มที่ไม่เป็นพนักงานบริษัทเอกชน เช่น ประกอบอาชีพอิสระ ศิลปิน ธุรกิจขนาดเล็ก เป็นต้น และกลุ่มที่มีรายได้สูงกว่าเส้นแบ่งความยากจนสำหรับสิทธิประโยชน์ Medicaid แต่ไม่มีเงินมากพอที่จะซื้อประกัน

เมื่อไม่มีประกันสุขภาพ หมายความว่า อาจไม่มีสิทธิรับการรักษาทางการแพทย์ เนื่องจากค่ารักษาพยาบาลมีราคาแพง โดยพบว่ามากกว่า 60% ของบุคคลล้มละลายในอเมริกา มีสาเหตุมาจากไม่สามารถจ่ายบิลค่ารักษาพยาบาลได้ และเกือบ 3/4 ของผู้ที่ล้มละลายนั้นมีประกันสุขภาพอยู่แล้ว แต่ประกันนั้นไม่ครอบคลุม ทำให้ไม่สามารถจ่ายส่วนเกินกรมธรรม์ได้

ObamaCare จะกำจัดปัญหาเหล่านี้ไป และช่วยคนอเมริกันจากการล้มละลาย โดยให้ผู้ป่วยสามารถเข้ารับการรักษาได้อย่างต่อเนื่อง ตราบเท่าที่จำเป็นต้องได้รับการรักษา ไม่ใช่จนกระทั่งไม่มีเงินจ่าย โดยสำนักงบประมาณรัฐสภาคาดการณ์ว่า ในปี 2022 ObamaCare จะสามารถครอบคลุมประชาชนอเมริกันผู้ไม่มีประกันให้เข้าถึงประกันสุขภาพได้กว่า 33 ล้านคน

สิ่งที่ Obama care ทำนั้น ไม่ใช่การสร้างระบบประกันสุขภาพฟรีถ้วนหน้า เพราะสิ่งนี้ดูจะยังเป็นไปไม่ได้ในประเทศอย่างสหรัฐฯ ที่คนจำนวนมากยังต่อต้านรัฐสวัสดิการ  สิ่งที่ “โอบามาแคร์” ทำ คือการให้รัฐบาลใช้เงินอุดหนุนให้ประชาชนซื้อประกันสุขภาพกับบริษัทประกันเอกชน และปรับเงินคนที่ไม่ยอมซื้อประกัน  ในขณะเดียวกันก็บังคับให้บริษัทเอกชนที่มีลูกจ้าง 50 คนขึ้นไป ต้องซื้อประกันสุขภาพให้ลูกจ้าง  และบังคับบริษัทประกันให้ขายประกันให้ทุกคนในราคาเดียวกัน โดยไม่แบ่งแยกระหว่างผู้อายุมากกับอายุน้อย พิการกับไม่พิการ มีโรคกับไม่มีโรค

ที่สำคัญคือ Obamacare ยังขยายจำนวนผู้ที่จะใช้บริการรักษาพยาบาลของรัฐ ภายใต้โครงการ Medicaid เพิ่มขึ้นด้วย โดยแต่เดิม คนที่มีสิทธิใช้บริการนี้คือคนจนที่รายได้ต่ำกว่าเส้นความยากจน 40 เปอร์เซ็นต์  แต่ภายใต้ Obamacare คนที่มีรายได้สูงกว่าเส้นความยากจนไม่เกิน 33 เปอร์เซ็นต์ ก็ยังสามารถใช้บริการได้

ข้อมูลอ้างอิง : https://www.voicetv.co.th/read/83718#google_vignette

https://mgronline.com/mutualfund/detail/9570000002841