2 Min

รู้ไหม มนุษย์ไม่คิดอะไรเลยได้จริงๆ นะ รู้จัก ‘Mind Blanking’ ภาวะสมองว่างเปล่า ที่ไม่มีอะไรในหัวเลย แล้วก็ไม่ใช่การเหม่อลอยด้วย​​

2 Min
76 Views
06 Aug 2025

คนส่วนใหญ่อาจคิดว่า ยามตื่นสมองคนเราต้องคิดตลอดเวลา หรือมีความคิดวิ่งแล่นไปมาอยู่ในหัวตลอด ขณะเดียวกันเราก็มักพูดกับใครบางคนใกล้ตัวว่า “ทำไมไม่คิดอะไรบ้างเลย” ในเชิงประชดประชัน แต่รู้ไหมว่า ความจริงแล้วมนุษย์มีช่วงเวลาที่ไม่คิดอะไรเลยจริงๆ อยู่ด้วยเหมือนกัน คือสมองว่างเปล่าโดยแท้จริง 

นักประสาทวิทยาเรียกช่วงเวลาแบบนี้ว่า ‘ภาวะสมองว่างเปล่า’ (mind blanking) มันคือช่วงเวลาสั้นๆ ขณะที่เราตื่นอยู่ แต่ไม่มีความคิดใดๆ เกิดขึ้นเลย เป็นสภาวะของสติแบบหนึ่งที่แตกต่างจากภาวะอื่นๆ อย่างเช่น การเหม่อลอย (mind wandering) ที่แม้จิตจะล่องลอยแต่ยังมีความคิดเกิดขึ้น ในขณะที่ mind blanking คือการไม่มีอะไรในหัวเลย 

งานวิจัยของนักประสาทวิทยาสองคน คือ โธมัส อันดริยง (Thomas Andrillon) จากสถาบันสุขภาพและการวิจัยทางการแพทย์แห่งชาติฝรั่งเศส และ อาธีนา เดอเมอร์ซี (Athena Demertzi) จาก GIGA Institute มหาวิทยาลัยลีแยจ (University of Liège) ประเทศเบลเยียม ได้ชวนให้เรามองช่วงเวลา ‘ไร้ความคิด’ เหล่านี้ใหม่อีกครั้ง เพราะมันอาจไม่ใช่ความว่างเปล่าที่ไม่มีความหมาย

ในการทดลองของอันดริยง เขาใช้เครื่อง EEG ที่ติดตั้งขั้วไฟฟ้าบนศีรษะ เพื่อวัดการทำงานของสมองในขณะที่ผู้ทดลองมีภาวะสมองว่างเปล่า โดยจะให้ผู้เข้าร่วมกดปุ่มเมื่อเห็นตัวเลขบนหน้าจอ และหยุดทุกๆ 1 นาทีเพื่อถามว่ากำลังคิดอะไรอยู่ ปรากฏว่าผู้เข้าร่วมมักตอบว่า “ไม่ได้คิดอะไรเลย” บ่อยกว่าที่พวกเขาคาดไว้ โดยผู้ที่อยู่ในภาวะสมองว่างเปล่าจะมีการตอบสนองช้ากว่าผู้ที่เหม่อลอยคิดอะไรเรื่อยเปื่อย ซึ่งชี้ให้เห็นว่าทั้งสองภาวะนี้แตกต่างกันอย่างชัดเจนในเชิงจิตใจ

ข้อมูลจาก EEG ยังเผยให้เห็นว่า กิจกรรมของสมองในช่วงภาวะสมองว่างเปล่าจะช้าลงทั่วทั้งสมอง เหมือนสมองทั้งระบบแผ่วเบาลงในจังหวะเดียวกัน แต่อันดริยงก็ยอมรับว่า EEG ยังมีข้อจำกัดอยู่มาก เพราะแม้จะสามารถตรวจจับคลื่นสมองได้อย่างรวดเร็ว แต่ไม่สามารถระบุได้ชัดเจนว่าสัญญาณเหล่านั้นมาจากสมองส่วนไหน 

เขาเปรียบเทียบว่า มันก็เหมือนการฟังเสียงคนคุยกันจากอีกฟากของกำแพง เรารู้ว่ามีเสียงดังเกิดขึ้น แต่แยกไม่ออกว่าใครกำลังพูด หรือพูดอะไรอยู่ ด้วยเหตุนี้ เดอเมอร์ซีจึงใช้เทคนิค fMRI เข้ามาเสริม แม้จะตรวจจับสัญญาณได้ช้ากว่า เพราะวัดจากการไหลเวียนของเลือดแทนสัญญาณไฟฟ้าโดยตรง แต่กลับให้ภาพที่ชัดเจนกว่ามาก เขาจึงเปรียบเทคนิค fMRI ว่าเหมือนกับการแอบดูคนคุยกันในห้องที่เราสามารถเห็นได้ชัดว่าใครกำลังคุยกัน 

การทดลองของเดอเมอร์ซีให้ผู้เข้าร่วมอยู่ในเครื่อง fMRI โดยไม่มีภารกิจอะไร และถามเป็นระยะว่าคิดอะไรอยู่ เมื่อผู้เข้าร่วมตอบว่า “ไม่ได้คิดอะไร” ผลสแกนกลับพบว่าสมองของพวกเขามีลักษณะของ ‘hyperconnectivity’ หรือการเชื่อมโยงทั่วทั้งสมองแบบพร้อมเพรียงกัน ซึ่งปกติจะพบในภาวะหลับลึก (deep sleep) มากกว่าขณะที่ตื่นอยู่

เพราะในภาวะปกติของคนที่มีสติ สมองส่วนต่างๆ จะติดต่อกันแบบไม่ประสานจังหวะกัน แต่ใน ‘ภาวะสมองว่างเปล่า’ กลับมีลักษณะคล้ายกับช่วงหลับลึกที่สมองทำงานช้า สอดประสานกัน และเหมือนกำลัง ‘พัก’ ตัวเองอยู่ นั่นทำให้นักวิจัยทั้งสองคนเชื่อว่า ภาวะสมองว่างเปล่า อาจทำหน้าที่คล้ายกับระบบรีเซ็ตย่อยๆ ของสมองในขณะที่เรายังตื่นอยู่ เป็นเหมือนการ ‘พักห้านาที’ ของสมอง เพื่อระบายไอน้ำ คลายความร้อน หรือจัดระเบียบระบบภายในโดยที่เราไม่รู้ตัว

แม้ว่าภาวะนี้จะไม่เหมาะกับการทำงานที่ต้องการประสิทธิภาพสูง แต่อันดริยงก็ย้ำว่ามันอาจเป็นกลไกสำคัญในการปกป้องตัวเองของสมอง โดยเฉพาะในช่วงที่เราอ่อนล้าหรือพักผ่อนไม่พอ ผลการศึกษาชี้ว่า คนที่อดนอนมีแนวโน้มจะเกิดภาวะภาวะสมองว่างเปล่าบ่อยขึ้น

ภาวะสมองว่างเปล่าจึงอาจไม่ใช่ภาวะที่ต้องกลัว หรือพยายามหลีกเลี่ยง แต่น่าจะเป็นสิ่งที่ควรยอมรับว่ามันเป็นส่วนหนึ่งของกลไกการดูแลตัวเองของสมอง ที่แม้จะเกิดขึ้นเงียบๆ โดยไม่ทันรู้ตัว แต่ก็กำลังช่วยให้เราตั้งหลักใหม่ได้โดยไม่ต้องงีบหลับเสมอไป และบางครั้ง การปล่อยให้หัวสมองว่างเปล่าอาจเป็นสิ่งที่จำเป็นที่สุดก็ได้

อ้างอิง: