เราเกิดมาเพื่อมหาสารคาม: ฟังเสียงเชียร์นอกสนามของ ‘แฟนบอล’ ที่ยังยืนหยัดอย่างไม่สิ้นศรัทธา
‘มหาสารคาม’ จังหวัดเล็กๆ ที่ตั้งอยู่กึ่งกลางดินแดนที่ราบสูง ได้รับการขนานนามว่า ‘ตักสิลานคร’ หรือเมืองแห่งการศึกษา หรือดินแดนที่ใครหลายคนเห็นถึงความรุ่มรวยไปด้วยวัฒนธรรมดั้งเดิมและร่วมสมัยเป็นที่ประจักษ์
ในอีกด้านหนึ่ง ที่นี่มีทีมสโมสรฟุตบอลประจำถิ่นที่โลดแล่นอยู่ในลีกระดับอาชีพ ‘ไทยลีก 2’ อย่าง ‘มหาสารคาม เอสบีที เอฟซี’ (Mahasarakham SBT FC)
ขณะที่ทีมจากภูมิภาคเดียวกันและเกิดขึ้นในเวลาไล่เลี่ยกันอย่าง ‘บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด’ ใช้เวลาไม่นานในการพุ่งทะยานคว้าแชมป์ลีกระดับสูงสุดของไทยและสามารถติดลมบนอยู่ในหนทางความสำเร็จนั้น
เส้นทางของสโมสรที่เป็นตัวแทนของจังหวัดมหาสารคามกลับทอดยาวออกไปและต้องใช้เวลายาวนานจึงจะมีโอกาสเห็นขอบฟ้าที่ใครๆ ต่างก็มุ่งมาดปรารถนาจะไปให้ถึง
ตลอดระยะเวลาหลายสิบปีที่ทีมล้มลุกคลุกคลานอยู่ในลีกระดับล่าง กลับมีแฟนบอลที่ยังคงเชียร์ทีมประจำถิ่นของตนอย่างเหนียวแน่น และคอยติดตามสถานการณ์ของทีมอย่างไม่คลาดสายตา
ศรัทธาของแฟนบอลที่มิอาจถูกทำให้มอดดับลง เสียงเชียร์จาก ‘ในสนาม’ และ ‘นอกสนาม’ ของแฟนบอลผู้มีส่วนขับเคลื่อนสโมสรและอุตสาหกรรมกีฬา จึงเป็นดังเสียงสะท้อนความปรารถนาบางประการในฐานะคนมหาสารคามที่แยกไม่ขาดจากความปรารถนาต่อชัยชนะของการแข่งขันในฐานะแฟนบอล

(ภาพ: MAHASPORT)
[ปฐมบทของ ‘เสืออีสาน’]
หากไม่นับทีมจังหวัดที่เคยฝากฝีเท้าในยุค ‘ยามาฮ่า ไทยแลนด์ คัพ’ และ ‘โปรลีก’ สโมสรฟุตบอลรูปแบบทีมอาชีพภายหลังระบบลีกของประเทศมีการปรับโครงสร้างช่วงต้นทศวรรษ 2550 ถูกก่อตั้งในนาม ‘มหาสารคาม ซิตี้’
เนื่องจากสโมสรใช้ตราสัญลักษณ์สโมสรเป็นรูปเสือ ทีมมหาสารคามจึงมีฉายาในขณะนั้นว่า ‘เสืออีสาน’ และเริ่มต้นเส้นทางที่ลีกภูมิภาค ดิวิชัน 2 ฤดูกาล 2009

(ภาพ: ณัฐวุฒิ คันธา)
ณัฐวุฒิ คันธา หนึ่งในผู้ดูแลกลุ่มเฟซบุ๊กแฟนคลับของทีมมหาสารคาม ‘เสืออีสานแฟนคลับ’ และ ‘WE ARE SARAKHAM SBT’ เล่าถึงบรรยากาศในการเชียร์ช่วงยุคก่อตั้งว่าค่อนข้างเงียบเหงา มีเพียงกลุ่มเพื่อนและครอบครัวของนักฟุตบอลที่เชียร์กันอย่างเป็นกิจจะลักษณะในสนาม
ส่วนตนเองก็เข้าไปชมการแข่งขันเพียงเท่านั้น เนื่องจากเป็นผู้ที่ชื่นชอบในการชมกีฬาเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว
แต่เมื่อปี 2553 เริ่มมีกลุ่มตีกลองร้องเพลงเชียร์เกิดขึ้นอย่างเป็นจริงเป็นจัง ซึ่งณัฐวุฒิเห็นว่าน่าสนใจดี จึงเข้าไปร่วมกิจกรรมเชียร์กับกลุ่มดังกล่าวที่ใช้ชื่อ ‘เสืออีสาน’ ตามฉายาของทีม
ซึ่งกลุ่มดังกล่าวได้ริเริ่มพูดคุยชักชวนกันไปเชียร์ทีมมหาสารคามผ่านเว็บไซต์ที่ชื่อ ‘cheersarakham.com’ ที่เป็นเว็บไซต์ที่สร้างมาเพื่อกลุ่มแฟนคลับโดยเฉพาะ
นิทัศน์ สังข์ทอง หนึ่งในแกนนำเชียร์ที่เชียร์มาตั้งแต่ยุคเสืออีสานให้ข้อมูลส่วนนี้ว่ามี 3-4 คนหลักๆ ในการขับเคลื่อนกลุ่ม รวมๆ ไปถึงการประสานงานกับสโมสรว่า “คนทำเว็บ (เว็บมาสเตอร์) เสืออีสาน คือ แซมมี่ (อัครเดช เหล่าทอง) ประธานคนแรก คือ เอฟ (ณัฏฐ์ ตันติพาณิชกุล) ประธานคนถัดมา คือ พี่โต้ง และ นายเชด อิสระ ผู้สื่อข่าวท้องถิ่น”
ซึ่งกลุ่มดังกล่าวไม่ได้รวมตัวกันเพื่อเชียร์แค่กีฬาฟุตบอลเท่านั้น แต่ยังเดินทางไปเชียร์กีฬาอื่นๆ ที่ทีมมหาสารคามเป็นตัวแทนอีกด้วย
แม้ว่าภายหลังจะมีการเปลี่ยนชื่อทีม เปลี่ยนผู้บริหาร เปลี่ยนตราสโมสรจาก ‘เสือ’ มาเป็น ‘ปู’ แต่แฟนบอลกลุ่มนี้ยังคงเรียกตัวเองว่าเสืออีสานเช่นเดิม และได้กลายเป็นรากฐานสำคัญของกลุ่มแฟนบอลและกลุ่มเชียร์ที่เกิดขึ้นในเวลาต่อมา
[เป็นแฟนบอลต้องอดทน]
การรับชมการถ่ายทอดสดและติดตามข่าวสารฟุตบอลไทยลีกในเวลานั้นเป็นไปอย่างค่อนข้างจำกัด ยิ่งทีมที่เล่นในลีกระดับล่างแล้ว ความพยายามในการติดตามจึงทบทวีกว่าลีกระดับบนหลายเท่า
แต่ที่นี่กลับสามารถสร้าง ‘วัฒนธรรมแฟนบอล’ ที่ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการติดตามข่าวหรือชมอยู่ข้างสนามเท่านััน เพราะผู้ชมในสนามยังมีส่วนในการก่อร่างวัฒนธรรมการเชียร์ โดยเริ่มประยุกต์รูปแบบการเชียร์และเพลงเชียร์ของกลุ่มเชียร์จากสโมสรอื่นๆ
นิทัศน์เล่าว่า ถึงขั้นมีการเดินทางไปถึงจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อศึกษาแนวทางกลุ่มเชียร์ ‘หมาเห่าใบตองแห้ง’ แฟนบอลของสโมสรฟุตบอลเชียงใหม่ เอฟซี (Chiangmai Football Club) เพราะเห็นว่ากลุ่มดังกล่าวเป็นกลุ่มที่มีความเหนียวแน่นมาก

(ภาพ: นิทัศน์ สังข์ทอง)
ยิ่งไปกว่านั้น แฟนบอลบางส่วนยังใช้ทุนทรัพย์ส่วนตัวและทรัพยากรเวลามาช่วยทำกิจกรรมสนับสนุนทีมและการเชียร์ของกลุ่มแฟนบอล
“ประมาณปี 2554 เราเริ่มอยากจะหาเงินเข้ามาช่วยสนับสนุนสโมสร เราก็มีการขายเสื้อของแฟนคลับ ขายสมุดตารางแข่งขัน…ตอนนั้นได้เงินมาเยอะอยู่ มาซื้อกลองสแนร์ หรือพวกอุปกรณ์การเชียร์”
แต่ด้วยการบริหารและผลงานของทีมที่อยู่ในสภาวะเซื่องซึมเป็นระยะเวลานาน ทำให้บรรยากาศและท่วงท่าของการเชียร์ในสนามมีจังหวะถดถอย ผู้คนบนอัฒจันทร์บางตาลงเรื่อยๆ แฟนบอลหลายคนก็เลือกที่จะตามดูอยู่ห่างๆ อย่างห่วงๆ เสียมากกว่า
[ความหวังครั้งใหม่]
ในปี 2564 สายลมแห่งการเปลี่ยนแปลงได้พัดเข้ามาต้องถิ่นมหาสารคาม เมื่อกลุ่ม ‘สามใบเถา’ กลุ่มทุนด้านรับเหมาก่อสร้างระดับภูมิภาคของคู่สามีภรรยา ธนวัฒน์ วิลูรพัน และ กันยารัตน์ เหล่าภักดี เข้ามาเป็นผู้ถือสิทธิ์ในการทำทีมมหาสารคาม หลังจากที่เคยมีประสบการณ์ในการทำทีมฟุตบอลเดินสายในจังหวัดขอนแก่น
โดยมีการเปลี่ยนชื่อสโมสรเป็น ‘มหาสารคาม สามใบเถา เอฟซี’ ต่อมาเป็น ‘มหาสารคาม เอสบีที เอฟซี’ พร้อมกับตราสัญลักษณ์และฉายาใหม่ ‘ปูม่วงมหากาฬ’

(ภาพ: MAHASPORT)
การบริหารจัดการที่เป็นระบบ การแก้ไขปัญหาที่เป็นมืออาชีพ และการเสริมทัพนักเตะที่มีดีกรีมากขึ้น รวมถึงการสนับสนุนของสปอนเซอร์ทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับประเทศ ทำให้เกิดการพัฒนาทีมจนสามารถก้าวขึ้นมาเล่นในไทยลีก 2 ได้ในระยะเวลาไม่กี่ปีหลังการเทคโอเวอร์
“รู้สึกดีใจนะ หลังจากที่เห็นทีมบ้านเกิดตัวเองล้มลุกคลุกคลานในลีกล่างมาเป็นสิบกว่าปี แล้วมีกลุ่มทุนมาทำและพัฒนาทีมให้ดีขึ้น” ณัฐวุฒิบรรยายความรู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงของทีม
ส่วนความสัมพันธ์ระหว่างผู้บริหารกับแฟนบอลในยุคนี้ก็เป็นไปในทิศทางบวก มีการเปิดกว้างสำหรับการมีส่วนร่วมกับทีม และสนับสนุนกิจกรรมการเชียร์ของแฟนคลับอยู่พอสมควร
“อย่างเรื่องที่ให้สโมสรจัดให้เป็นระบบเกี่ยวกับรถที่ไปเชียร์ในเกมนอกบ้าน ก็พูดผ่านทางสโมสร ผ่านทางประธานไปให้ทางสโมสรจัดแจงให้เรียบร้อย” นิทัศน์ยกตัวอย่างพร้อมเสริมว่า การพูดคุยสามารถทำได้ทั้งต่อหน้าและพูดคุยในโซเชียลมีเดียกับประธานสโมสรได้โดยตรง
[เชียร์แบบสารคาม]
เมื่อทีมมีผลงานที่ดีขึ้น ทำให้สามารถเรียกศรัทธาและดึงดูดให้คนทั้งในพื้นที่และนอกพื้นที่ หลากเพศ หลายวัยมาชมในสนามมากขึ้น
แม้สนามที่ใช้เป็นสนามเหย้าในปัจจุบันอย่าง ‘สนามกีฬากลางจังหวัดมหาสารคาม’ จะอยู่ห่างจากตัวเมืองราวๆ 10 กิโลเมตร และยากที่จะหารถสาธารณะเดินทางมาถึง แต่ก็มีผู้คนจำนวนหลักร้อยถึงหลักพันเดินทางมาชมเกมการแข่งขันในสนามด้วยยานพาหนะส่วนตัว
สนามกีฬากลางจังหวัดมหาสารคามจะแบ่งอัฒจันทร์เป็น 2 ฝั่ง หากรับชมในฐานะทีมเหย้า คือ ‘ฝั่งตะวันตก’ กับ ‘ฝั่งตะวันออก’ หรือให้แบ่งง่ายกว่านั้นก็คือ ‘ฝั่งที่มีหลังคา’ และ ‘ไม่มีหลังคา’ ตามลำดับ
ทั้งนี้หากแฟนบอลคนใดใคร่จะโบกธง ตีกลอง ร้องเพลง ส่งเสียงเชียร์ให้ถึงอรรถรส แฟนบอลเหล่านั้นก็จะไปเชียร์อยู่ฝั่งอัฒจันทร์ไม่มีหลังคา เนื่องจากแมตช์คอมฯ หรือผู้ควบคุมดูแลการแข่งขันจะอยู่ที่ฝั่งมีหลังคา การเชียร์อย่างเต็มที่ในฝั่งเดียวกันนี้ก็เกรงว่าจะเกิดปัญหาบางประการขึ้น

“เน้นสนุก แพ้ก็เชียร์ ชนะก็ยิ่งสนุก พอจบเกมก็จบกัน” นี่คือนิยามที่นิทัศน์ระบุถึงการเชียร์ของแฟนบอลมหาสารคาม
“เวลาเราเชียร์ไปเรื่อยๆ บางทีเราก็สอดแทรกเพลงที่เป็นเพลงตลาด เพลงหมอลำ เข้าไปในจังหวะที่เกมไม่มีอะไร อันนี้ไม่ใช่เสน่ห์ของทีมเราทีมเดียว มันเป็นดีเอ็นเอของคนภาคนี้
“มันเป็นส่วนหนึ่งของกิจวัตร เวลาเราทำงานจันทร์-ศุกร์ เราไปทำงานปกติทุกวันเช้า-เย็น แต่พอถึงวันเสาร์หรือวันอาทิตย์ มันก็เป็นกิจวัตรแล้วว่าไปดูบอล พาครอบครัวหรือคนรู้จักชวนกันไปดูบอล มันก็เหมือนกับเป็นวัฏจักรในสัปดาห์หนึ่งที่ต้องเจอกัน ไปดูบอลด้วยกัน
“เวลาชวนคนมาดูบอลบางทีก็จะใช้คำว่า ‘จิบเบียร์เชียร์บอล’ เพราะการชวนมาดูบอลก็เหมือนชวนเพื่อนมาสังสรรค์หรือปาร์ตี้
“เหมือนเราได้มาพักผ่อน ได้มาเจอเพื่อนฝูง มาร่วมสนุก มาปลดปล่อยอารมณ์จากอย่างอื่น”

(ภาพ: MAHASPORT)
อย่างไรก็ดี บรรดาแฟนบอลส่วนหนึ่งไม่ได้มีปฏิสัมพันธ์กันแค่ในสนามเท่านั้น เพราะก่อนเริ่มเกมการแข่งขัน ในบางครั้งก็มีกิจกรรมอย่างการทำอาหารพื้นถิ่นอีสานและรับประทานร่วมกันอยู่หลังอัฒจันทร์ หรือหลังจบเกมอาจมีการไปสังสรรค์กันเป็นครั้งเป็นคราวที่ ‘ตะวันแดงฯ’ ช่วงปีใหม่ก็มีการทำกิจกรรมฉลองพร้อมกับเชียร์ฟุตบอลที่ร้านอาหาร ‘ฉิมพลี’
ดูเหมือนว่านี่ไม่ต่างอะไรกับวัฒนธรรมแบบแฟนบอลของสโมสรชั้นนำในยุโรป ราวกับที่แฟนปีศาจแดง ‘แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด’ (Manchester United) ต้องไปที่ The Bishop Blaize หรือแฟนหงส์แดง ‘ลิเวอร์พูล’ (Liverpool) ต้องไปที่ The Sandon ก็ไม่ปาน เพียงแค่มีฉากหลังเป็น ‘อีสานบ้านเฮา’ เท่านั้น
[มองกีฬา มองสารคาม]
แม้จังหวัดมหาสารคามจะมีมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ (หรือวิทยาลัยพลศึกษาเดิม) ที่สามารถผลิตบุคลากรให้โลดแล่นในวงการกีฬาในหลายระดับ เช่น ชัชชุอร โมกศรี (วอลเลย์บอล) หรือแม้แต่วงการฟุตบอลหลายยุค เช่น พงษ์นรินทร์ มีมินทร์, พูนศักดิ์ วิเศษแก้ว, นพดล คำภา เป็นต้น
รวมไปถึงการมีทีมเซปักตะกร้อนักเรียนที่มีผลงานระดับประเทศ เช่น ทีมโรงเรียนท่าขอนยางพิทยาคม
แต่นั่นก็ดูจะไม่ทำให้ภาพรวมการกีฬาของจังหวัดมหาสารคามโดดเด่นเท่าที่ควร
ในทัศนะของณัฐวุฒิเห็นว่า “เพราะหนึ่ง เป็นเมืองผ่าน สอง กลุ่มทุนในการทำทีมไม่ได้ใหญ่เหมือนอย่างทีมบุรีรัมย์ (สโมสรฟุตบอลบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด) ประจวบฯ (สโมสรฟุตบอลพีที ประจวบ) หนองบัวฯ (สโมสรฟุตบอลหนองบัว พิชญ)”
“พูดง่ายๆ ว่าสารคามแทบจะเริ่มจากศูนย์ เพราะว่าผู้บริหาร กลุ่มทุนท้องถิ่นในสารคามไม่กล้าลงทุนเกี่ยวกับการสร้างทีม สร้างกีฬา
“แต่ก่อนสารคามเคยมีทีมตะกร้อประจำจังหวัด แต่ก็ยุบไป สักพักเมื่อประมาณ 2-3 ปีที่แล้วมีทีมฟุตซอลอาชีพ ล่าสุดก็ยุบไปแล้ว”
เมื่อขาดการสนับสนุนและพัฒนาระบบกีฬาอย่างจริงจัง ก็ส่งผลไม่น้อยต่อการสร้างบุคลากรเข้ามาสู่วงการกีฬาของจังหวัด
ณัฐวุฒิยกตัวอย่างว่า “เมื่อก่อนนักเตะส่วนใหญ่เป็นเด็กมหา’ลัย ไม่ได้มีเงินเดือนแบบจริงจังเหมือนสมัยนี้ ก็เลยทำให้ผู้ปกครองไม่กล้าสนับสนุนเด็กให้เล่นกีฬาอย่างจริงจัง”

(ภาพ: MAHASPORT)
อีกมุมหนึ่งจากนิทัศน์มองว่า ‘ผู้บริหารท้องถิ่น’ หรือ ‘ผู้บริหารจังหวัด’ ก็มีส่วนสำคัญในเรื่องนี้ด้วยเช่นกัน
“อย่างการเป็นเจ้าภาพกีฬาแห่งชาติ มันต้องได้รับการเสนอตัวจากจังหวัด ถ้าหากผู้บริหารไม่ได้มีความคิดเกี่ยวกับกีฬา มันก็ไปไม่ได้
“สมมติถ้าเขาตั้งเป้าว่าอีก 4 ปี เราจะเป็นเจ้าภาพจัดแข่งกีฬาแห่งชาติก็ต้องเตรียมตัวแล้วหางบประมาณมาจัด มาทำสนามให้มันดีขึ้น แต่ถ้าเขาไม่มีแนวทางในการสนับสนุนกีฬา ก็ไม่มีงบประมาณมาลงที่กีฬา
“หรือว่าเขาอาจจะมี แต่เราไม่เห็น เพราะถ้าเทียบสปอตไลต์กับบุรีรัมย์ เราก็ไม่เห็นขนาดนั้น”
[เราเกิดมาเพื่อมหาสารคาม]
เส้นทางที่ผ่านมาและเส้นทางข้างหน้าจากนี้ของทีมมหาสารคามปรากฏร่องรอยอันไม่ราบเรียบมากมาย แต่บัดนี้ ‘ศรัทธา’ ของพวกเขาก็มาไกลเกินกว่าจะถอยกลับไปแล้ว
เพราะเป้าหมายต่อไปของทีมมหาสารคาม เอสบีที เอฟซี คือการขึ้นไปบรรเลงฝีเท้าที่ไทยลีก 1 ซึ่งเป็นลีกอาชีพระดับสูงสุดของลีกฟุตบอลไทย
โดยในปีแรกที่ทีมมหาสารคามขึ้นมาเล่นในไทยลีก 2 หรือฤดูกาล 2567-2568 ที่ผ่านมา พวกเขาสามารถทำผลงานได้ดีจนได้เล่นในรอบ Play Off และเกือบทำให้พวกเขาคว้าตั๋วเลื่อนชั้นขึ้นมาเล่นในไทยลีก 1 ได้สำเร็จ
แม้ทีมจะยังไม่สามารถก้าวไปสู่อีกด่านของชัยชนะ ถึงกระนั้น สิ่งที่ณัฐวุฒิและนิทัศน์สะท้อนออกมาในลักษณะเดียวกัน คือ “อยากให้สโมสรรักษามาตรฐานความเป็นมืออาชีพในการบริหารอย่างที่เป็นอยู่เอาไว้ให้ดี” และ “พัฒนาทีมอย่างค่อยเป็นค่อยไป” เพราะทั้งคู่เข้าใจดีว่าการจะขึ้นไปสู่ลีกที่สูงขึ้นและอยู่ให้รอดนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย
ขณะเดียวกัน ยังเชิญชวนแฟนบอลหน้าใหม่ทั้งคนนอกพื้นที่และคนในจังหวัดเอง ให้ร่วมเชียร์ทีมประจำถิ่นมหาสารคาม ทั้งทีมที่เล่นในลีกอาชีพและทีมที่เล่นในลีกกึ่งอาชีพ ‘ไทยแลนด์เซมิโปรลีก’ (Thailand Semi-Pro League) อย่าง ‘สโมสรมหาสารคาม เอสดับบลิวแอล เอฟซี‘ (Mahasarakham SWL FC) หรือ ‘ศิวิไล เอฟซี’
บางครั้งบางที เหตุผลที่พวกเขายังคงยืนหยัดเชียร์ทีมประจำถิ่น อาจปรากฏชัดที่สุดผ่านเพลงเชียร์ ‘เราเกิดมาเพื่อมหาสารคาม’ ที่เหล่าแฟนบอลร่วมใจกันร้องเพื่อให้กำลังใจกับนักเตะและแฟนบอลที่เข้ามาเชียร์ในสนาม กับเนื้อร้องที่ว่า
“เราเกิดมามีแค่เพียงชีวิตหนึ่ง จะมีถึงสักกี่ทีมให้เราเชียร์
ลมหายใจเลือดในกายวายชีวา เราเกิดมาเพื่อมหาสารคาม”

(ภาพ: MAHASPORT)