ช่วงสายวันที่ 9 สิงหาคม 2566 จส.100 และสำนักข่าวไทยรายงานว่ารถติดบนถนนรัชดาภิเษกหนาแน่นกว่าปกติ เพราะมีเหตุการณ์ที่รถบรรทุกรูปปั้นขนาดใหญ่ติดคานสะพานลอยบนถนนรัชดาฯ ขาเข้า ก่อนจะถึงรัชดาภิเษก 36 เล็กน้อย และจอดกีดขวางเส้นทางอยู่พักใหญ่ๆ
หลังจากนั้นตำรวจจราจร สน.พหลโยธิน ได้เข้าไปที่เกิดเหตุ โดยแจ้งให้คนขับปล่อยลมยางและเข้าจอดช่องทางซ้ายสุดเพื่อระบายการจราจร
แต่เรื่องยังไม่จบแค่นั้น เพราะสื่อมวลชนที่รายงานอ้างอิงภาพจาก ‘ศูนย์วิทยุชาลีกรุงเทพ’ แสดงให้เห็นว่ารูปปั้นที่ติดคานสะพานลอยซึ่งมองจากไกลๆ จะดูคล้ายกับรูปปั้นพระภิกษุสงฆ์ แต่ถ้าดูภาพระยะใกล้จะเห็นว่ารูปปั้นที่ติดคานสะพานลอยนั้นมีเขี้ยวสีทองและเล็บยาวสีแดง ทำให้รูปปั้นนี้กลายเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงในสื่อโซเชียลตามมาจากเหตุการณ์รถติด
การตามหาที่มาของรูปปั้นนำไปสู่การชี้เบาะแสในสื่อ Thairath ที่เคยรายงานเรื่อง ‘ครูกายแก้ว’ ก่อนหน้านี้ โดยระบุว่า ‘ครูกายแก้ว’ คือ ‘พ่อใหญ่ บรมครูผู้เรืองเวท’ ซึ่งผู้คุ้นเคยกับแวดวง ‘สายมู’ รู้จักกันดี โดยผู้ที่มีความเชื่อเรื่องครูกายแก้วจะนิยมบูชาเพื่อขอประทานพรให้ประสบความสำเร็จและความเจริญรุ่งเรือง
ส่วนรูปลักษณ์ของครูกายแก้วคล้ายกับผู้บำเพ็ญตนที่น่าเกรงขาม แต่มีลักษณะเหมือนครึ่งมนุษย์ ครึ่งนก เนื่องจากด้านหลังมีปีก เล็บยาว ตาแดง และด้านหน้ามีเขี้ยวคล้ายนกการเวก โดยปัจจุบันมีสถานที่ยอดนิยมหลักๆ ที่กลุ่มสายมูจะไปเคารพและขอพรจากครูกายแก้ว ได้แก่ สำนักครูกายแก้วบางใหญ่ ครูกายแก้วห้วยขวาง และครูกายแก้ว ศาลพระพิฆเนศ อาเขตเชียงใหม่
อ้างอิง