เมื่อ ‘บ้าน’ และ ‘ชีวิต’ ชาวเลมอแกน เกาะพยาม
อยู่นอกรัศมีการเหลียวแลของรัฐ
แต่อยู่ในกระแสการพัฒนาและความไม่แน่นอน

คลื่นกระทบฝั่ง (สำ) น. เรื่องราวที่ครึกโครมขึ้นมาแล้วกลับเงียบหายไป
สายลมสงบไม่ไหวติง ไม้ยืนต้นนานาพรรณล่าถอย ทิ้งให้แสงแดดร้อนของยามสายทอดตัวลงสู่ผืนดินทรายบนพื้นที่เกาะพยาม จังหวัดระนอง เพียงลำพัง
เรือเก่าคร่ำคร่าจอดเทียบชายฝั่งอยู่บางตา ขณะเรืออีกหลายลำล่องออกไปเพื่อดำเนินตามวิถีทะเล นี่เป็นวัตรปฏิบัติของกลุ่มชาติพันธุ์แห่งท้องทะเลอันดามัน ‘ชาวเลมอแกน’ ที่ต้องล่องไหลไปตามครรลองชีวิตเช่นนี้อยู่ทุกเมื่อเชื่อวันหากทุกอย่างเป็นใจ
สำหรับชาวเลมอแกน การอยู่บนบกที่ผืนดินอัดแน่น กลับดูไม่มั่นคงราวกับเรือที่กำลังโคลงไปเคลงมา มากกว่าการกินอยู่หลับนอนใช้ชีวิตท่ามกลางผืนน้ำเป็นไหนๆ
เพราะบริเวณที่เรียกว่า ‘หมู่บ้านมอแกน’ ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของเกาะ เยื้องกับอ่าวเขาควาย เป็นพื้นที่ที่องค์กรคริสเตียน ซึ่งได้มาจากผู้คนที่จับจองพื้นที่อนุรักษ์ของรัฐอีกทอดหนึ่ง บริจาคและจัดสรรให้มาลงหลักปักฐานภายหลังเหตุการณ์สึนามิในเดือนธันวาคม 2547


-1-

“ไม่สนุกเลย”
มิชิ หญิงชาวมอแกนวัย 72 ปี นั่งประจำการอยู่ที่เพิงไม้มุงจาก มีอุปกรณ์ช่วยเดิน ยืนรอมิชินั่งเฝ้ากำไลเชือกถักที่เรียงรายกว่าร้อยเส้น รอการจำหน่ายแก่ผู้มาเยือน มีร้านขายของชำเล็กๆ ที่เธอก็เป็นเจ้าของอยู่ข้างๆ เพิงไม้
.
เธอพูดถึงความรู้สึกในช่วงแรกๆ ที่ต้องมาอยู่ที่นี่ หลังจากที่ก่อนหน้านี้เคยอยู่ที่บริเวณอ่าวเขาควายและโยกย้ายจากที่อื่นๆ อีกนับครั้งไม่ถ้วน
คงไม่มีใครสนุกเท่าใดนัก หากต้องเคลื่อนชีวิตไปมาหลายครั้งหลายหน ยิ่งชาวมอแกนที่ผ่านโลกมา 7 ทศวรรษอย่างมิชิ คำว่า ‘ไม่สนุก’ ของเธอยิ่งมีน้ำหนักมากตามไปด้วย
จึงไม่แปลกนัก หากพบว่าเรือของชาวเลมอแกนจะมีข้าวสาร บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป รวมถึงสิ่งที่ขาดไม่ได้อย่างกาแฟตุนเอาไว้บน ‘เรือ’ พื้นที่ซึ่งชาวเลมอแกนเป็นเจ้าของอย่างแท้จริงโดยไม่จำเป็นต้องมีเอกสารใดๆ มาช่วยยืนยันกรรมสิทธิ์
เช่นเดียวกับผู้ที่อยู่บนฝั่ง เรื่องราวการใช้ชีวิตอันสัมพันธ์กับผืนน้ำยังคงแจ่มแจ้งและมั่นคงยิ่งกว่าสิ่งใด
ในวัยวันที่ร่างกายยังไม่คล้อยไปตามความชรา มิชิก็ลงไป ‘ดำหอย’ ในช่วงกลางวัน ‘ดำปลิง’ ในช่วงกลางคืน โดยเฉพาะอย่างหลังที่จะมีพ่อค้าจีน-มาเลย์มารับซื้อในราคาหลักพันต่อกิโลกรัม แม้ว่าการลงไปใต้ผืนน้ำเวลากลางคืนจะน่ากลัวเพียงใดก็ตาม
“บางทีก็เจอผีน้ำ ผีพราย” เธอบรรยายการพบเจอกับประสบการณ์ระทึกว่า “มันเหมือนแสงไฟ ตอนสมัยนั้น เราก็ดำ น้ำก็ลึก เราก็มอง ‘นั่นอะไรวะ!’ กลัวจนขึ้นไปอยู่บนเรือเลย ไม่ดำต่อเลย” ก่อนจะลั่นเสียงหัวเราะออกมา
-2-


ทว่า เมื่อเวลาเปลี่ยน วิถีก็เปลี่ยน ชาวเลมอแกนเกาะพยามหันมาทำประมงชายฝั่งด้วยการออกเรือวางอวนในพื้นที่รอบๆ เกาะพยามมากขึ้นในระยะ 10 ปีให้หลัง
แต่ดูเหมือนว่าการมีวิถีที่พึ่งพิงผืนทะเลจะสั่นคลอนไปตามๆ กัน เมื่อจังหวัดระนองเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่ถูกเลือกเพื่อดำเนินโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ‘โครงการพัฒนาท่าเรือบริเวณแหลมอ่าวอ่าง อำเภอเมืองระนอง’ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ ‘แลนด์บริดจ์’ เชื่อมโยงการขนส่งระหว่างฝั่งอ่าวไทยและอันดามัน

เอกสารของสำนักนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ในฐานะหน่วยงานที่รับผิดชอบโครงการดังกล่าว ระบุว่าโครงการพัฒนาท่าเรือฯ จะประกอบด้วยกิจกรรมหลัก ได้แก่ “การก่อสร้างเขื่อนกันคลื่น, การขุดลอกและถมทะเล การก่อสร้างพื้นที่ท่าเรือ ตลอดจนระบบสาธารณูปโภคที่จำเป็นต่างๆ ในเขตพื้นที่ให้เพียงพอ…”
โดยคาดว่าโครงการจะเริ่มการพัฒนาระยะแรกได้ในปี 2573-2581 หากร่างพระราชบัญญัติระเบียงเขตเศรษฐกิจภาคใต้ (SEC) ผ่านการเห็นชอบของฝ่ายนิติบัญญัติ (หากมีการบรรจุหลังเลือกตั้ง 2569) และมีการบังคับใช้
เนื่องจากเป็นโครงการขนาดใหญ่ที่มีการขุดลอกและถมทะเล จึงต้องทำรายงานประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) โดยมีพื้นที่ศึกษาครอบคลุมรัศมี 5 กิโลเมตร ซึ่งรวมถึง ‘เกาะพยาม’ ที่อยู่ห่างจากจุดก่อสร้างเพียง 4 กิโลเมตร

“ต่อไปก็หายากแล้ว”
ติมะ หญิงชาวมอแกนวัย 39 ปี เจ้าของฝีมือกำไรเชือกถักส่วนหนึ่งที่วางอยู่บนเพิงไม้ของมิชิ แสดงความกังวลอยู่ไม่น้อยหากโครงการเกิดขึ้น จากเดิมที่การจับสัตว์น้ำเพื่อดำรงชีพของชาวเลมอแกนทุกวันนี้ทำได้น้อยลงอยู่แล้ว เนื่องจากจำนวนสัตว์น้ำลดลง โดยเฉพาะสาเหตุจากการใช้อวนลากของเรือประมงขนาดใหญ่ ก็ยิ่งส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของชาวเลมอแกน
ผลกระทบส่วนหนึ่งของโครงการที่หลายฝ่ายแสดงความกังวล นั่นคือการเปลี่ยนแปลงของกระแสน้ำ หากไหลเร็วขึ้น การทำประมงอาจต้องล่องเรือออกไปไกลขึ้นตามสัตว์น้ำที่ย้ายถิ่นฐาน หากไหลช้าลง จำนวนสัตว์น้ำก็จะลดลงแปรผันตามคุณภาพน้ำที่แย่ลง
กรณีการเกิดขึ้นของโครงการนี้ ติมะรู้จากคนรักชาวมอแกน ก้อย ทะเลลึก หาใช่จากหน่วยงานภาครัฐใดๆ
สำหรับก้อยถือได้ว่าเป็นชาวมอแกนคนแรกๆ ที่ออกมาสะท้อนเสียงถึงโครงการนี้ในฐานะกลุ่มชาติพันธุ์
ส่วนหนึ่งก็อาจเป็นเพราะไม่มีหน่วยงานภาครัฐลงมาทำความเข้าใจกับชาวบ้านมอแกนผู้ซึ่งไร้กรรมสิทธิ์ ณ ผืนดินบริเวณเกาะพยาม
แม้จะมีผู้สะท้อนประเด็นของกลุ่มชาติพันธุ์ในเวทีรับฟังความคิดเห็นต่อร่างรายงาน EHIA เช่น ประเด็นเรื่องการเยียวยาในเวที ค.3 เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2568
โดยที่ทางฝั่งหน่วยงานชี้แจงว่า “โครงการจะพิจารณาการชดเชยเยียวยาความเดือดร้อนหรือความเสียหายตามกฎหมาย ตามลักษณะของผลกระทบที่เกิดขึ้นจริงจากโครงการหรือกิจการหรือการดำเนินการ” และ “จัดตั้งกองทุนหลักประกันความเสียหายฉุกเฉินและพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน”
จึงมิอาจล่วงรู้ได้ว่า ชาวเลมอแกนผู้มี ‘อาชีพมอแกน’ (ตามนิยามของติมะ) จะถูกรัฐหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องประเมินความเดือดร้อนเสียหายออกมาเป็นการชดเชยหน้าแบบใดหากโครงการเกิดขึ้น
หรือบางทีความสูญเสียนั้นอาจประเมินค่าไม่ได้ เพราะสำหรับชาวเลมอแกนแล้ว “อยู่บนเรือ กินในเรือ เหมือนอย่างคนอยู่ที่บ้าน”

-3-
หากโครงการพัฒนาของรัฐ และ ‘สมารทโฟน’ ที่เด็กๆ ชาวเลมอแกนบางคนมีไว้ครอบครอง เป็นสัญญะของโลกอีกใบที่รุดหน้าไปอย่างไม่รีรอ บัตรสีขาว ‘บัตรประจำตัวบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียน’ หรือบัตรหัว 0 ในกระเป๋าสตางค์สีน้ำตาลของมิชิ ก็เป็นดังสัญญะของสิทธิที่ไม่อาจก้าวทันความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น โดยมีรัฐเป็นผู้ฉุดรั้งเอาไว้
“ป้าอายุตั้งเยอะแล้ว ไม่รู้จะทำยังไงดีลูกเอ้ย” มิชิระบายถึงการที่ตนเองไม่สามารถที่จะมีบัตรประชาชนในฐานะพลเมืองไทยคนหนึ่ง และกว่าที่มิชิจะมีบัตรหัว 0 ก็เพิ่งจะเกิดขึ้นเมื่อ 6 ปีที่ผ่านมานี้เอง
.
แม้ว่าที่จริงก่อนหน้าเธอเกือบจะคว้าบัตรประชาชนมาครองได้สำเร็จแล้ว เพียงแต่ว่า… “แต่ก่อนเขาว่าผ่านแล้ว กำนันบอกว่า ‘เฮ้ย! ถ้าไม่มีพยานก็ไม่ต้องเอา’ เราก็ไม่รู้จะเอาใครมาเป็นพยาน”
ส่วนติมะต้องใช้คำว่า ‘เคยมี’ บัตรหัว 0 เธอระบุว่า “มันหักแล้ว ไม่ได้ทำใหม่มา 20 ปีแล้ว”
การไร้ซึ่งบัตรประชาชน ก็เท่ากับการไร้สิทธิ์ที่ควรจะได้รับในฐานะพลเมืองไทย อย่างสิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ฯลฯ

ยังมิพักต้องกล่าวถึงการขึ้นทะเบียนผู้ทำการประมง (ทบ.3) หากวันใดวันหนึ่งที่ชาวเลมอแกนอาจต้องไปหากินในน่านน้ำที่ไกลขึ้น
-4-

ในยามที่เรือหลายลำออกจากฝั่ง เรือของครอบครัว ติ๋ม หญิงชาวมอแกนวัย 47 ปี ถูกจอดเทียบฝั่งอย่างเซื่องซึมมานานนับปีแล้ว เนื่องจากเครื่องยนต์บริเวณหางเรือชำรุด เธอยังไม่มีเงินและโอกาสเข้าตัวเมืองเพื่อซื้ออะไหล่มาเปลี่ยน
เมื่อคราวที่เรือของเธอยังมีกำลัง เธอกับสามีก็จะไปออกอวนเช่นเรือลำอื่นๆ แม้การทำประมงจะเป็นวิถีทางในการหล่อเลี้ยงชีวิต แต่คำตอบที่เธอส่งมอบให้ลูกกลับเป็นเครื่องยนต์ที่ชื่อว่า ‘การศึกษา’
“ติ๋มสอนลูกว่าแม่ไม่รู้หนังสือ พ่อไม่รู้หนังสือ ก็ต้องให้ลูกเรียนต่อ ไม่ต้องให้ลำบากเหมือนพ่อแม่ ออกทะเลออกประมงแดดร้อน”
แม้ว่าติ๋มจะไม่ได้มีทุนรอนอะไรมากนัก แต่เธอก็พยายามสนับสนุนและไม่ขัดขวางหนทางของลูก ซึ่งลูกของเธอบางคนมีวุฒิปริญญาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ถึงกระนั้นเธอก็ยังพูดด้วยความภูมิใจในวิถีของชาวมอแกนว่า “จบสูงมา ก็เคยลงเรือกันมาหมดแล้ว”

ส่วนใหญ่แล้วเด็กหลายคน ณ เกาะแห่งนี้กำลังศึกษาอยู่ที่ ‘โรงเรียนบ้านเกาะพยาม’ ซึ่งเป็นโรงเรียนเอกชน โดยโรงเรียนแห่งนี้เปิดสอนตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาลถึงระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 แม้ว่าเด็กหลายคนจะยังไม่มีบัตรประชาชนหรือสิทธิและสถานะใดๆ ก็ตาม
ก่อนที่หนทางการศึกษาในระบบของเด็กๆ อาจจะสิ้นสุดที่ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 แล้วลงเอยที่การยังชีพด้วยทะเลดังเดิม
อย่างน้อยที่สุด นี่ก็เป็นวิถีทางที่ชาวเลมอแกนในฐานะพ่อแม่จะพอทำได้ในวันที่สายลมสงัด ไม่มีแม้ ‘คลื่น’ จะกระทบฝั่ง เหลือเพียงความเปราะบางที่รัฐทิ้งเอาไว้ให้ดูต่างหน้า
ด้วยหวังเพียงว่ามันจะเป็นแรงส่งให้สองเท้าของคนรุ่นต่อไป ยังพอมีแรงก้าวเดินไปข้างหน้าและยืนหยัดได้ ท่ามกลางกระแสธารแห่งความเปลี่ยนแปลงและความไม่แน่นอนที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกขณะของชีวิต

อ้างอิง
- รายงานสรุปผลการประชุมรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ครั้งที่ 3 โครงการพัฒนาท่าเรือบริเวณแหลมอ่าวอ่าง อำเภอเมือง จังหวัดระนอง. https://tinyurl.com/4h4nh4mv
- Land Bridge Effect. https://tinyurl.com/5ekzs8z4