Through the Documentary Lens สำรวจความจริงอันน่าเจ็บปวดของคนทำสารคดี จากมุมมองช่างภาพสารคดีใต้ท้องทะเลแนวหน้าของไทย ‘ชิน-ศิรชัย อรุณรักษ์ติชัย’ และ ‘นัท-สุมนเตมีย์’
ในโลกที่ทุกคนสามารถเป็นคอนเทนต์ครีเอเตอร์ ผลิตสื่อเองได้ สื่อประเภทหนึ่งอย่าง ‘สารคดี’ ที่มีคำนิยามอย่างกว้างๆ ว่าคือสื่อที่หยิบยกเรื่องราวจากความเป็นจริง มาถ่ายทอดผ่านมุมมองและวิธีการเล่าเรื่องของผู้สร้างสรรค์ และมันก็ถูกผลิตออกมาในหลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่ภาพยนตร์บนแพลตฟอร์มสตรีมมิง ไปจนถึงคลิปสั้นในโซเชียลมีเดีย ซึ่งในภาพที่เห็นอาจทำให้หลายคนเข้าใจว่ากระบวนการทั้งหมดดูไม่ได้ยากเกินไปนักสำหรับการผลิตสื่อในยุคนี้ ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว เบื้องหลังกระบวนการสร้างสรรค์กลับมีความซับซ้อน ความทุ่มเท และความลึกซึ้งที่สวนทางกับภาพลักษณ์เหล่านั้นอย่างสิ้นเชิง
บทความนี้จึงไม่ใช่แค่การสัมภาษณ์ แต่คือความตั้งใจของ BrandThink ที่จะพาตัวเองและผู้อ่านทุกคน ก้าวเข้าไปสำรวจโลกของคนทำสารคดีที่ลึกซึ้งกว่าที่เคยเข้าใจ เพื่อเรียนรู้ไปพร้อมกันว่าแก่นแท้ของมันคืออะไร และทำไมยังคงจำเป็นอย่างยิ่งในโลกยุคปัจจุบัน

‘นัท สุมนเตมีย์’ ช่างภาพและนักเขียนสารคดีผู้คร่ำหวอดในวงการมานานกว่า 30 ปี และ ‘ชิน-ศิรชัย อรุณรักษ์ติชัย’ ช่างภาพสารคดีดีกรี National Geographic Explorer ได้ร่วมวงสนทนาเพื่อเจาะลึกถึงแก่นแท้ของวงการสารคดีไทย จากนิยามที่พร่าเลือน, ความจริงอันน่าเจ็บปวดของปากท้อง, ไปจนถึงคำถามสำคัญว่า ท่ามกลางสมรภูมิอัลกอริทึม งานสารคดียังมีความหวังอยู่หรือไม่และมันยังจำเป็นอย่างไรในสังคม?

เส้นทางในการเป็นช่างภาพสารคดี
นัท สุมนเตมีย์ นับเป็นช่างภาพใต้น้ำมืออาชีพที่เรียกได้ว่าคนแรกๆ ของประเทศไทย โดยเริ่มต้นจากการเป็นช่างภาพและนักเขียนให้กับนิตยสาร อ.ส.ท. และนิตยสารอีกหลากหลายหัวทั้งในและต่างประเทศมาตั้งแต่ปี 2537

นัท: ตอนเด็กๆ ได้ดูงานสารคดีแล้วเราอยากออกไปเห็นโลกเห็นธรรมชาติแบบนั้น แล้วส่วนตัวก็ได้มีโอกาสออกไปดำน้ำ เดินทางกับคุณพ่อ มีสารตั้งต้นมาจากความรักของพ่อที่ชอบไปเที่ยวทะเล ไปตกปลา ทำให้เรารู้สึกว่า นี่มันเป็นส่วนหนึ่งของตัวเรา ที่เราได้เห็น ได้ไปสัมผัสกับมัน แล้วเราก็อยากจะส่งต่อประสบการณ์แบบนี้ออกไป

ส่วนทางด้านของ ‘ชิน-ศิรชัย อรุณรักษ์ติชัย’ ช่างภาพสารคดีเชิงอนุรักษ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านประเด็นการอนุรักษ์ทางทะเลที่เปี่ยมอุดมการณ์และการันตีฝีมือการถ่ายภาพด้วยรางวัลสากลมาแล้วกว่า 30 รางวัล ไม่ว่าจะเป็น ช่างภาพใต้น้ำระดับโลกจนได้รับทุนจาก Save Our Seas Foundation ในปี 2016 และทุน Sylvia Earle ในปี 2024 และก็คว้ารางวัลหนึ่งในช่างภาพใต้น้ำแห่งปี 2023 และปี 2024 จากงาน Ocean Photographer of the Year นอกจากนี้ยังเป็นช่างภาพข่าวให้กับสื่อต่างประเทศ อย่าง Getty Images และ Washington Post
เส้นทางของชินนั้นกลับเริ่มต้นจากอีกบทบาทหนึ่ง นั่นคือการเป็นนักวิจัย ทำงานอนุรักษ์แนวปะการังกับชุมชนที่เกาะเต่า หลังจากเขาได้ทุนเรียนปริญญาโท และได้ทำวิจัยเรื่องประมงปลาฉลาม เขาก็ได้ถ่ายภาพฉลามเก็บไว้มากมายเป็นโฟโต้คอนเลกชัน ด้วยความตั้งใจแรกเพียงแค่ว่า อยากให้คนรอบตัวรู้ว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่
ประจวบกับจังหวะที่ในตอนนั้นทางด้าน National Geographic ของไทยเปิดประกวดภาพถ่ายพอดี ชินจึงลองคัดรูปฉลามจากคอลเลกชันของตนส่งไป ผลคือบรรณาธิการ National Geographic เห็นความน่าสนใจมากกว่าแค่ภาพถ่ายของเขา แต่ยังสนใจในตัวชิน จึงเป็นจุดเริ่มต้นให้เขาได้ทำสารคดีเรื่องแรกลงให้กับนิตยสาร National Geographic
หลังจากนั้นชินก็ได้โลดแล่นในวงการสารคดีทั้งในไทยและต่างประเทศมาโดยตลอด แต่สิ่งที่ทำให้เขามาถึงจุดนี้ได้นั้น ชินกล่าวว่า เป็นผลมาจากการได้มีโอกาสทำงานกับฝั่งต่างประเทศมากกว่า
ชิน: ผมว่าที่มันเริ่มไปได้คือตอนที่เมืองนอกเห็น แล้วก็เริ่มซัพพอร์ต มันก็เลยไปเลย ผมว่าโอกาสที่ได้เยอะๆ คือจากเมืองนอก
งานผมก็ค่อนข้างเยอะแหละ เดือนละสองสามงาน แต่ทั้งหมดนี้คือไม่ใช่ในไทยเลย เป็นทั่วเอเชีย เขาเรียกไปเราก็บิน มันถึงอยู่ได้ แต่ถ้าหากเราอยู่เฉยๆ แค่ในไทย โดยที่ไม่ได้ไปจับตลาดต่างประเทศพวกนี้ล่ะ มันจะอยู่รอด (survive) ยังไง

คำตอบของชินนำไปสู่คำถามที่ใหญ่กว่า นั่นคือโครงสร้างอะไรในวงการสื่อไทยที่ทำให้การทำสารคดีในเมืองไทยถึงไปไม่รุ่ง ประเด็นนี้คือหัวใจสำคัญที่ทั้งนัทและชินได้ร่วมกันฉายภาพ เพื่อถอดรื้อจิ๊กซอว์ของปัญหาที่สั่งสมมานาน
นิยามของ ‘สารคดี’
เราเริ่มต้นด้วยการพูดถึงนิยามของสื่อประเภทนี้ว่า สารคดีเป็นคำที่กว้างและหลวมอยู่พอสมควร และนั่นนำไปสู่ความเข้าใจผิดที่แพร่หลายเกี่ยวกับสารคดี

นัท: คนมักเห็นสารคดีเป็นมิติเดียว และทุกวันนี้ไปไกลกว่านั้นอีก ซึ่งที่น่าเป็นห่วงคือ อย่างใน TikTok หรือโซเชียลมีเดียที่เอาภาพจากที่อื่นมาตัดแปะ ไม่ได้ออกไปทำเอง แล้วคนก็คิดว่าสิ่งนั้นคือสารคดี ซึ่งจริงๆ แล้วมันต่างกันเยอะมาก
ทั้งนัทและชิน ทั้งคู่เห็นตรงกันว่า สารคดีมีหลายแขนง ตั้งแต่สารคดีเชิงข่าวที่ขยายความจากประเด็นรายวัน ไปจนถึงงาน Long-form อย่างที่ชินทำกับ National Geographic ซึ่งต้องใช้เวลาเป็นปี เงินทุนมหาศาล และการลงพื้นที่ทำงานนานหลายเดือน ซึ่งแตกต่างจากคอนเทนต์ที่สร้างขึ้นอย่างรวดเร็วเพื่อป้อนโลกออนไลน์
นัท: งานสารคดีมันใช้เวลา ใช้เงินในการเดินทางไปทำงานไม่ต่างจากคอนเทนต์ของอินฟลูเอนเซอร์เลย อาจจะมากกว่าด้วยซ้ำ ถ้าหากเราอยากได้เรื่องราวแบบเจาะลึก แต่ว่าแหล่งเงินที่เข้ามามันเข้ามาไม่เหมือนกัน
ความท้าทายของสารคดีในยุคอัลกอริทึม
“ทุกวันนี้การสื่อสารมันถูกควบคุมด้วยอัลกอริทึม คนเห็นเยอะแปลว่าดี แต่งานดีๆ ที่ไม่มีคนเห็นก็มีเยอะเหมือนกัน” นัทกล่าวสะท้อนความจริงอันน่าเจ็บปวด
หากย้อนไปเมื่อ 30 ปีก่อนที่นัทเข้าวงการช่างภาพแรกๆ คนทำงานสารคดีในยุคนั้น นัทถือว่าเป็นกลุ่มผู้มีรายได้ต่ำพอสมควร ทำงานประจำกองบรรณาธิการได้เงินเดือนเพียงหมื่นกว่าบาท แต่ที่น่าเศร้าใจคือในทุกวันนี้แม้จะผ่านมาหลายทศวรรษแล้ว แต่ค่าแรงของงานสารคดีก็ไม่ได้ต่างไปจากเดิมมากนัก
นัทกล่าวว่าวงการสารคดีในทุกวันนี้มันอาจแย่ลงด้วยซ้ำ ในสมัยก่อนนั้นมันอาจจะยังพอมีทุนที่จะทำให้เขาออกไปทำงาน หรือว่ามีคอนเนกชันติดต่อให้เราพอทำงานได้ แต่ทุกวันนี้มันไปไกลกว่านั้น
เราไม่อาจปฎิเสธได้เลยว่าปัจจุบันนี้ เราเข้าสู่ยุคสมัยของอินฟลูเอนเซอร์อย่างเต็มรูปแบบแล้วจริงๆ ซึ่งนั่นทำให้เม็ดเงินจำนวนมหาศาลไหลหลากไปสู่ผู้ที่เป็นครีเอเตอร์ แต่สำหรับคนที่ทำสารคดีกลับถูกมองเห็นน้อยลง
นัท: เราไม่ใช่อินฟลูฯ เราเป็นช่างภาพ เงินมันก็ไม่ไหลมาทางเรา มันไหลไปทางอินฟลูเอนเซอร์ เคยลองไปทำงานแบบอินฟลูฯ แล้วพบว่ามันก็ไม่ใช่ทางของเรา เราไม่ใช่คนที่น่าสนใจขนาดนั้น หมายถึงกับในสื่อ ไม่ได้หน้าตาดี ไม่ใช่คนหล่อ ไม่ใช่คนที่จะทำให้มีผู้ติดตามเยอะๆ ได้ ในขณะเดียวกันเราก็มองว่า อินฟลูเอนเซอร์มีรายได้ดีมาก แต่งานอย่างนักเขียน ช่างภาพมันยังเหมือนเดิม
อย่างไรก็ตาม นั่นไม่ได้หมายความว่า การเป็นคอนเทนต์ครีเอเตอร์หรืออินฟลูเอนเซอร์เป็นเรื่องไม่น่าอภิรมย์หรือไม่มีคุณค่าแต่อย่างใด ทุกสายอาชีพล้วนใช้ทักษะที่แตกต่างกัน แต่ช่างภาพสารคดีที่อยู่ในวงการมาตั้งแต่สมัยยุคสิ่งพิมพ์ นัทมองว่าการเปลี่ยนแปลงของยุคสมัยน่าจะเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้คนทำสารคดีไทยทุกวันนี้กำลังตกที่นั่งลำบากอยู่พอสมควร
ชินแสดงความคิดเห็นว่าการทำสารคดี เปรียบเสมือนงานฝีมือ ที่ใช้ทั้งความเชี่ยวชาญ ความประณีต ลึกซึ้ง และน่าเชื่อถือ ในการทำถ่ายทอดเรื่องราว แต่ชินเองก็ไม่ได้มองว่าอินฟลูเอนเซอร์หรือคอนเทนต์ครีเอเตอร์ไม่มีสกิลเหล่านี้ มันไม่ใช่เลย
นัท: เราไม่ได้โจมตีอินฟลูเอนเซอร์นะ มันเป็นทักษะคนละแบบกัน อินฟลูเอนเซอร์เขาสามารถที่จะทำให้เกิดการขายของ ขายสินค้า ถ้าสินค้าที่สนับสนุนโดยอินฟลูฯ แล้วทำให้สินค้าขายดีขึ้น มันก็ถูกที่เขาจะมีรายได้สูงขึ้น แต่ในขณะเดียวกัน งานสารคดีมันไม่ได้ไปสนับสนุนส่งเสริมการค้าการขายอะไรเท่าไหร่
ชินได้เล่าประสบการณ์ครั้งหนึ่งที่สะท้อนให้เห็นว่ามีช่องว่างที่ห่างและสวนทางกันอย่างมาก ระหว่างงานสารคดีและอินฟลูเอนเซอร์หรือคอนเทนต์ครีเอเตอร์

ชิน: มันมีบางงานที่ติดต่อมา แล้วผมก็บอกราคาไปว่าผมถ่ายวันละเท่าไหร่ เขาก็บอกว่าแพงกว่าอินฟลูฯ คิดทั้งหมดอีก แต่ว่าอินฟลูฯ ได้อะไรกลับมาให้เขาเยอะกว่า ผมก็โอเค งั้นก็ไม่ต้องทำด้วยกัน
นอกจากเรื่องเม็ดเงินที่ไหลบ่าเข้ามาไม่เท่ากันแล้วนั้น ชินยังมองว่าคนทำสารคดีและอินฟลูเอนเซอร์ยังมีความต่างเรื่องของ การ ‘เลือก’ เล่าเรื่องอยู่ด้วย
สำหรับชิน นอกเหนือจากการรับโจทย์มาแล้ว หัวใจของการทำงานที่เขาเชื่อมั่นคือ การดึงเรื่องราวที่เกิดจากการตกผลึกทางความคิดและประสบการณ์ชีวิตออกมาเล่า เขาเชื่อว่าคอนเทนต์ที่ดีที่สุดคือคอนเทนต์ที่มีความเป็นตัวตนและมาจากความสนใจอย่างลึกซึ้ง นั่นทำให้เขามีเส้นแบ่งที่ชัดเจนว่า หากทิศทางของงานที่ถูกกำหนดมานั้นไม่สอดคล้องกับสิ่งที่เขาเชื่อหรือสนใจ เขาก็ไม่สามารถถ่ายทอดมันออกมาได้อย่างเต็มที่และเลือกที่จะปฏิเสธ
ยิ่งไปกว่านั้น สิ่งหนึ่งที่เราทุกคนเห็นตรงกันและมันน่าจะเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้งานสารคดีในไทยเป็นไปอย่างน่าเศร้า คือประเทศไทยไม่ได้เห็นคุณค่าของงานสารคดีเท่าที่ควร
นัท: ผมมองว่าในสังคม ทุกวันนี้เวลาซื้องานศิลปะสักชิ้น เราก็จะมองว่ามันจะมีมูลค่ายังไงที่จะขายได้กำไรในอนาคต แต่ไม่มองว่าการซื้องานศิลปะ หรือการให้ทุนคนเอาไปทำสารคดีมันคือการส่งเสริมให้เกิดการทำงานที่ช่วยเพิ่มสติปัญญาแล้วก็การรับรู้ในสังคมให้มากขึ้น
ชิน: ในเมืองนอกมีเยอะมาก ที่มีการให้ทุนส่วนตัวให้คนทำงานสารคดี ให้เงินช่วยเหลือ เรื่องนี้ผมเคยคุยกับอาจารย์อาจารย์ธเนศ (ธเนศ วงศ์ยานนาวา) ซึ่งมองว่าการสนับสนุนในลักษณะนี้มันอาจเป็นเพราะเป็นวัฒนธรรม ‘การให้’ ที่พบได้ในกลุ่มผู้ที่นับถือศาสนาคริสต์ เช่น การโดเนต การกิฟต์แบ็ก
นัท: ผมว่าศิลปะกับศาสนามันเป็นเรื่องเดียวกัน หมายถึงว่าสำหรับบางกลุ่ม ศิลปะคือศาสนาอย่างหนึ่ง คือการที่เราจะโดเนตอะไรให้กับศิลปะหรือว่าเรื่องของความงามที่จะกล่อมเกลาจิตใจผู้คนมันก็ไม่ต่างจากศาสนา
ในวงการพวกนี้มันก็มีทั้งคนดีและไม่ดี เหมือนกับศาสนา ก็มีผู้คนที่ใช้ประโยชน์จากตรงนี้ก็มี มันต้องทำยังไงให้ศาสนาเป็นสถาบันที่ทำให้คนหนึ่งเชื่อมั่นในความดีต่อไป
บ้านเราชอบเฮละโลไปในที่ที่มันมีแสงไฟส่อง แสงไฟส่องตรงไหนเงินมันก็จะไปตรงนั้น แต่ว่าส่วนที่แสงไฟส่องไปไม่ถึง มันก็จะไม่มีเงินเล็ดลอดขึ้นไปเลย ฉะนั้นคนที่อยู่ในส่วนที่แสงไฟส่องไม่ถึง มันก็ต้องพยายามวิ่งเข้าหาแสงไฟ พยายามทำให้ตัวเองอยู่ในสปอตไลต์ให้ได้ ซึ่งสุดท้ายแล้วเราก็จะได้คนแต่คนที่วิ่งเข้าหาสปอร์ตไลต์ แต่อาจจะไม่ได้คนที่อยากทำงานจริงๆ
ในฐานะคนทำงานสารคดีอย่างนัทมองว่ามันไม่ควรจะเป็นเช่นนั้น เพราะสารคดียังเป็นสิ่งจำเป็นในสังคมอยู่ในมิติหนึ่ง และมันน่าเสียใจที่คนส่วนใหญ่ให้ความสนใจและตระหนักถึงประเด็นต่างๆ ในสังคมมากขึ้น แต่กลับไม่ได้เห็นคุณค่าของคนที่ทำหน้าที่นำเสนอเรื่องราวเหล่านั้นออกมาเท่าที่ควร
นัท: เราทุกคนต้องการให้สังคมก้าวต่อไปข้างหน้า อยากให้บ้านเมืองพัฒนา พูดถึงประเด็นความหลากหลาย ให้ความสำคัญกับภาวะโลกร้อน การเปลี่ยนแปลงทางสภาพอากาศ แต่เรากลับไม่คำนึงถึงกลุ่มคนที่ทำงานในการนำเสนอเรื่องราวเหล่านี้ออกมา ให้พวกเขาได้ทำงานของเขาโดยที่ไม่ต้องกังวลกับการใช้ชีวิต

สารคดีกับสังคมไทย
แม้จะเต็มไปด้วยความท้าทาย แต่ทั้งคู่ยังเชื่อมั่นในคุณค่าของงานสารคดี และเชื่อว่ามันเป็นสิ่งตนรักและยังเป็นสิ่งจำเป็นอยู่ “ถ้าเราไม่ทำแล้วใครจะทำ?” นัทกล่าว
หากจะยกตัวอย่างให้เห็นภาพว่าทำไมพวกเขาถึงยังเชื่อมั่นในงานสารคดี เราอาจจะมองว่า มุมมองของคนที่มีต่อ ‘ฉลาม’ ในทุกวันนี้ก็เปลี่ยนแปลงไปมาก หากเทียบกับเมื่อหลายสิบปีก่อน
นัท: เอาง่ายๆ หลังจากที่เราทำกันมาเป็นสิบปี ผมว่าเพอร์เซ็ปชันของคนไทยกับฉลามจากเมื่อสามสิบถึงสี่สิบปีก่อนมันก็เปลี่ยนไป คนเริ่มเข้าใจกันมากขึ้นว่าฉลามไม่ใช่นักล่าที่ไร้จิตวิญญาณ ฉลามเป็นหนึ่งในสัตว์ที่ทำหน้าที่ช่วยควบคุมสมดุลของระบบนิเวศในทะเล
ชิน: หรือถ้าหากเอาในช่วงนี้เลย ผมว่าประเด็นเรื่องของการประมงกับการอนุรักษ์ เพอร์เซ็ปชันทางความรู้ของคนก็ดีขึ้นเยอะ ว่าการประมง การตกปลาไม่ใช่ศัตรูต่อการอนุรักษ์เลย เขาควรเป็นส่วนหนึ่งที่ถูกดึงมาพูดคุยและหาทางออกร่วม
แม้สารคดีจะมีพลังในการขับเคลื่อนสังคม แต่ในอีกด้านหนึ่ง พลังของการชี้นำก็อาจสร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนได้เช่นกัน ซึ่งเป็นประเด็นที่ทั้งนัทและชินมองว่าเป็นความรับผิดชอบที่สำคัญที่สุดของคนทำงาน ชินและนัทมองว่า ‘สารคดีที่ดี’ คือการนำเสนอข้อมูลเชิงลึกอย่างถูกต้องและตรงไปตรงมา และที่สำคัญคือต้องไม่ตัดสิน แต่ให้คนดูได้รับฟังความคิดเห็นจากหลายๆ ฝ่าย และให้เขาได้คิดและตัดสินใจเอง

นัท: เรากำลังไปในทางที่ถูก ถ้าสมมติว่าเราจะพูดถึงเรื่องการอนุรักษ์ พูดถึงเรื่องอะไรที่มันใหญ่ เราต้องเริ่มต้นจากกลัดกระดุมเม็ดแรกให้ถูกก่อน ซึ่งสังคมที่ผ่านมา ผมว่าความเข้าใจมันยังหลวมอยู่ คนที่ทำงานอย่างชินหรืออย่างผม เรามีหน้าที่ที่จะทำเรื่องราวเจาะลึกโดยให้ข้อมูลที่ชัดเจน
ชิน: เราคิดว่าทางออกในสังคมควรเริ่มจากการเข้าใจประเด็นที่แท้จริง แล้วก็มีความเห็นอกเห็นใจผู้ที่ไม่ได้เห็นด้วยกับเรา และมีการพยายามในการพูดคุยให้มันไปได้ไกลกว่านั้น
นัทและชินยกตัวอย่างสารคดีที่สร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่วโลกอย่าง ‘Seaspiracy’ ซึ่งเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจของสารคดีที่ทรงพลังแต่ก็ถูกตั้งคำถามอย่างหนักในเวลาเดียวกัน โดยนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญด้านทะเลและประมงจำนวนมากได้ชี้ให้เห็นว่า แม้ปัญหาที่หนังนำเสนอจะเป็นเรื่องจริง แต่การเลือกเล่าความจริงเพียงด้านเดียว (one-sided narrative) และเสนอทางออกที่อาจง่ายเกินไปว่า ‘การเลิกกินปลาคือคำตอบสุดท้าย’ ถือเป็นจุดอ่อนสำคัญ เพราะทำให้มิติอื่นๆ ที่ซับซ้อน เช่น วิถีชีวิตของชาวประมงพื้นบ้าน หรือแนวทางการทำประมงอย่างยั่งยืน ถูกละเลยไป
อีกหนึ่งกรณีศึกษาที่น่าสนใจ คือคอนเทนต์ของ Ocean Ramsey ที่โด่งดังไปทั่วโลกจากการดำน้ำฟรีไดรฟ์กับฉลาม ซึ่งชินมองว่านี่คือตัวอย่างที่สะท้อนถึงเจตนาและวิธีการนำเสนอที่แตกต่างกันระหว่าง ‘คอนเทนต์ครีเอเตอร์’ และ ‘สารคดี’
ชินยอมรับว่าคอนเทนต์ลักษณะนี้ประสบความสำเร็จสูงในแง่การสร้างความสนใจและมอบความบันเทิงให้กับผู้ชม แต่สำหรับคนทำงานที่ยึดหลักการทางวิทยาศาสตร์และการอนุรักษ์อย่างเคร่งครัด วิธีการนำเสนอที่เน้นความใกล้ชิดและปฏิสัมพันธ์กับสัตว์ป่าเพื่อสร้างความน่าตื่นเต้นนั้น อาจกำลังลดทอนความ ‘ยำเกรง’ ที่มนุษย์ควรมีต่อธรรมชาติ ซึ่งเป็นคนละเป้าหมายกับสารคดีที่พวกเขาทำ
นี่จึงอาจเป็นเหตุผลที่ทำให้ชินมองว่า แม้คอนเทนต์จะทรงพลัง แต่ก็อาจไม่ใช่ ‘สารคดี’ ในแบบที่เขาและเพื่อนร่วมวงการนักวิชาการยึดถือ

สารคดีกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม
เมื่อเราเห็นตรงกันว่าสารคดีกำลังทำหน้าที่บางอย่างให้กับสังคมอยู่จริงๆ ในมุมมองของช่างภาพใต้ท้องทะเลที่อยู่กับทะเลมาเกือบทั้งชีวิต ในขณะเดียวกันชินก็เป็นทั้งนักวิจัยและนักอนุรักษ์ การกดชัตเตอร์แต่ละครั้งของพวกเขา อาจสามารถเรียกว่าเป็นการทำงานเชิงอนุรักษ์ในแง่ของการเป็นตัวกลางที่เชื่อมระหว่างความเข้าใจกับความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในพื้นที่นั้นๆ
ชิน: เราเอาสารความเป็นจริงออกมาให้คนรู้ ให้คนเห็น ถ้าหากว่าคนเราไม่รู้ว่ามีประเด็นหลักเกิดขึ้น ไม่มีรู้ว่าสิ่งชีวิตนี้มันอยู่อย่างนี้ ไม่ได้รู้ว่ามีปัญหาอะไรอยู่ เรื่องนี้ก็ไม่ถูกบันทึก (register) เข้าไปในการรับรู้ (consciousness) ในความสนใจของคนเลย ซึ่งนั่นจะไม่นำมาสู่การเปลี่ยนแปลง
ชินยกตัวอย่างประเด็นล่าสุดอย่างเรื่องประมงพื้นบ้าน ว่าร่างกฎหมายประมงฉบับใหม่มีการแก้ไขในหลายมาตรา ซึ่งรวมถึงมาตรา 69 ที่เกี่ยวข้องกับการใช้อวนล้อมจับและอวนปลากะตัก การแก้ไขนี้เป็นประเด็นที่ยังมีการถกเถียงกันอยู่ โดยเฉพาะในเรื่องของการอนุรักษ์ทรัพยากรทะเลและผลกระทบต่อชาวประมงพื้นบ้าน ซึ่งชาวประมงเห็นว่าหากการแก้ไขร่างมาตรานี้สำเร็จ มันจะกระทบต่อวิถีชีวิตของเขาจริงๆ และเขาไม่ต้องการให้วิถีชีวิตของเขาแย่ลง
ตรงนี้เองที่การทำสารคดีจะมีส่วนช่วยนำเสนอแง่มุมของความเป็นจริงที่กำลังเกิดขึ้น ในขณะที่คนส่วนใหญ่มุ่งความสนใจไปในเรื่องของการอนุรักษ์ แต่อาจจะยังขาดความเข้าใจในบริบทโดยรวม ที่เป็นภาพใหญ่ว่า การอนุรักษ์ คือการที่ทุกคนมีสิทธิ์ใช้ทรัพยากรร่วมกัน โดยที่ยังเป็นการทำให้ทรัพยากรนั้นๆ คงมีอยู่ต่อไปให้ได้นานที่สุด ชินเองก็ได้มีส่วนลงไปทำงานกับคนในพื้นที่จริงและเห็นวิถีชีวิตของชาวบ้านที่อาศัยอยู่ตรงนั้น
ชิน: การอนุรักษ์ (conservation) ไม่เหมือนการสงวน (preservation) ทรัพยากรควรมีสิทธิ์ร่วมที่จะเข้าถึง แล้วเรามาจัดสรรปันส่วนให้ทุกคน ซึ่งมันก็เป็นคำพูดที่ฟังดูล้าสมัยนะว่า มาคุยกัน หาข้อตกลงกัน แต่ถ้าหากว่าเราไม่ยอมรับถึงความรู้สึกส่วนตัวของทั้งชาวบ้าน นักตกปลา ชาวประมง แล้วเราหาจุดที่เราจะอนุรักษ์ร่วม มันก็ไม่อาจจะเรียกว่าการอนุรักษ์อย่างแท้จริงได้
นัท: การอนุรักษ์ทะเลมันคือการมองภาพใหญ่ ว่าเราจะเห็นภาพของทะเลในยี่สิบปีข้างหน้าเป็นอย่างไร เราจะวางแผนอย่างไร ในช่วงเปลี่ยนผ่านที่จะรอให้มันฟื้นตัว เราจะทำอะไรบ้างเพื่อให้มันฟื้นตัว
ดังที่จะเห็นได้ว่าทะเลไทยสมบูรณ์มากขึ้นในช่วงสิบปีที่ผ่านมา นัทกล่าวว่านั่นเป็นผลจากการที่ควบคุมจำนวนเรือประมง ซึ่งหลายคนอาจมองว่าเป็นการรังแกหรือเอาเปรียบชาวประมง ซึ่งนัทยอมรับว่ามันมีความทุกข์ทรมาน (suffer) จากตรงนั้นจริง แต่ในขณะเดียวกันเมื่อเรามีการควบคุมอย่างดีแล้ว ปฎิเสธไม่ได้ว่าธรรมชาติมันฟื้นตัวขึ้นจากการเยียวยาตัวเองของธรรมชาติและการที่เราใช้ทรัพยากรอย่างพอดี ซึ่งนั่นคือสิ่งที่ต้องเกิดจากการสร้างความเข้าใจในหลายภาคส่วน และสารคดีควรทำหน้าที่ในการฉายภาพเพื่อสร้างความเข้าใจเหล่านั้น
ชิน: ความยั่งยืน (sustainability) คือการใช้ทรัพยกรโดยที่ทำให้ทรัพยากรมันอยู่ต่อไปได้เรื่อยๆ ไม่ใช่ว่าห้ามแตะ ห้ามจับ ห้ามต้อง
เราจะจับปลาอย่างไรโดยที่ประชากรของปลาสามารถคงตัวอยู่ได้เรื่อยๆ ในการที่จะแพร่พันธุ์เข้ามาให้เราจับ ผมว่านั่นคือคอนเซ็ปต์ที่แท้จริง ไม่ใช่ว่าห้ามแล้วมันจะจบ
นัท: คนในสังคมชอบคิดว่าเราจะอนุรักษ์สิ่งนั้นสิ่งนี้ แต่หลายๆ อย่างเรายังไม่รู้จักมันดีพอที่จะไปพูดคำว่าอนุรักษ์เลย เรายังต้องการการศึกษา การวิจัยเพื่อที่จะทำความเข้าใจกับระบบความซับซ้อนของธรรมชาติอยู่ สิ่งที่ต้องทำควบคู่กันไปกับการอนุรักษ์ คือการศึกษา การวิจัย เสร็จแล้วมันก็ดัดแปลงมาสู่งานสารคดี
อนาคตสารคดี
แล้วอนาคตของสารคดีจะเป็นไปอย่างไร หากคนส่วนใหญ่ชอบเสพคอนเทนต์ที่สนุกแต่อาจไม่ได้นำเสนอมุมมองข้อเท็จจริงที่ควรรู้ ไหนจะความท้าทายในยุคที่ต้องแข่งกับอัลกอริทึม แข่งกับคอนเทนต์ครีเอเตอร์อีกนับล้าน ในวันที่ทุกคนสามารถเล่าเรื่องเองได้ ความหวังของสารคดีดูจะริบหรี่หรือไม่
ทว่า ในอีกแง่หนึ่งสิ่งนี้ก็อาจจะเป็นสิ่งที่ทำให้สารคดีจำเป็นและยังต้องมีอยู่ เพราะนัทและชินยังเชื่อว่า ไม่ว่าโลกจะหมุนไปอย่างไร แต่คนยังต้องการที่จะแสวงหาความจริงอยู่แน่นอน ยิ่งโดยเฉพาะในโลกโซเชียลมีเดียเต็มไปด้วยเรื่องราวที่เชื่อถือได้ยาก
นัท: ส่วนตัวผมนะผมว่ามันจะไม่หายไป ยิ่งตราบใดก็ตามที่คนรู้สึกว่าในโลกโซเชียลมีเดียมีแต่อะไรที่เราเชื่อถือไม่ได้ คนจะหันมาหาคำตอบ หาอะไรที่มันเป็นจริงมากขึ้น
ชิน: ผมเชื่อว่าความจริง ความเชื่อถือได้ จะมีมูลค่ามากขึ้น ที่เขาจ้างเราเพราะเขาเชื่อว่าเราเล่าเรื่องจริง
เทรนด์ของผู้ชมในตอนนี้ที่ชอบเสพเนื้อหาหรือวิดีโอรูปแบบสั้น (short form content) ทั้งนัทและชินมองว่า สิ่งนี้ไม่ใช่ปัญหา แต่ปัญหาอยู่ที่ตัวผู้ที่สร้างคอนเทนต์มากกว่า ที่บางครั้งอาจจะใช้ประโยชน์จากการทำสิ่งนี้เพื่อจะสร้างรายได้ต่อเนื่อง โดยที่ไม่ได้เข้าใจมันจริงๆ
อย่างไรก็ตาม แม้ทั้งคู่จะบอกว่าสารคดีจะคือการนำเสนอความจริง แต่อย่าลืมว่า ความเป็นจริงก็สามารถเลื่อนไหลไปตามช่วงเวลาที่เปลี่ยนแปลง ดังนั้นแล้ว สารคดีก็ยิ่งมีความจำเป็นที่จะต้องที่นำเสนอความจริงและข้อเท็จจริงออกมาเพื่อให้คนเข้าใจ ทันต่อสถานการณ์ หรือความเป็นไปของเหตุการณ์นั้นๆ
การเปลี่ยนแปลงมันอาจไม่ได้เกิดจากภาพเพียงภาพเดียว หรือสารคดีเพียงเรื่องเดียว ทุกอย่างต้องใช้เวลาและการนำเสนอให้ครบทุกแง่มุม เพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่เหมาะสมที่สุดต่อช่วงเวลานั้นๆ
แม้คนทำสารคดีอย่างชินเองจะเคยปักธงคิดว่าเข้าใจเรื่องนี้ดีแล้ว แต่พอลงพื้นที่จริงอาจจะไม่ได้เป็นไปเช่นนั้น ดังนั้นการทำสารคดีจึงคือการเข้าไปคลุกคลีเพื่อทำความเข้าใจกับพื้นที่ บุคคล เป้าหมายหรือสถานการณ์อย่างถ่องแท้ที่สุด ซึ่งต้องลงทุนทั้งกาย ใจ และอย่างแน่นอนที่สุดคือ ‘เงิน’ ซึ่งถือเป็นความท้าทายที่สุดของการทำสารคดี หากทุนที่ได้มาในการทำสารคดีมันน้อย นั่นหมายถึงการส่งผลต่อระยะเวลาในการลงพื้นที่ด้วย
โปรเจกต์ในอนาคต
แม้จะสะท้อนภาพความท้าทายของวงการ ทว่าแต่ละคนต่างก็มีโปรเจกต์ทั้งในเชิงอาชีพและส่วนตัวที่กำลังดำเนินอยู่
ทางด้านของชิน ตารางงานยังคงแน่นขนัดด้วยภารกิจระดับนานาชาติที่เขาได้รับมอบหมาย ทั้งประเด็นการประมงในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และงานยกระดับคุณภาพชีวิตให้ชุมชนห่างไกลในอินโดนีเซีย ควบคู่ไปกับการทำงานร่วมกับนักวิทยาศาสตร์ไทยในโปรเจกต์ที่น่าจับตาอย่างการตรวจสอบดีเอ็นเอของฉลาม ตรวจสอบดีเอ็นเอฉลามในผลิตภัณฑ์ขนมสัตว์เลี้ยง และร่วมเขียนข้อเสนอแนะในการศึกษาแสะจัดการพื้นที่ที่สำคัญต่อฉลามและกระเบน ISRA (Important Shark and Ray Areas) ของเอเชีย
ทว่านอกเหนือจากงานที่ได้รับมอบหมาย ชินเผยว่ามีโปรเจกต์ส่วนตัวที่สนใจ คือการตั้งคำถามและสำรวจผ่านงานของเขาว่า “จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อมนุษย์เราหมดความรู้สึกยำเกรงต่อธรรมชาติ”

ขณะที่นัท กำลังมีนิทรรศการภาพถ่ายที่จัดขึ้นร่วมกับเพื่อนสมัยอนุบาล ณ Central: The Original Store ซึ่งเปรียบเสมือนบทสรุปเชิงรูปธรรมของบทสนทนาทั้งหมด นิทรรศการนี้ได้นำภาพถ่ายธรรมชาติจากพื้นที่จริงของนัท มาจัดวางล้อไปกับภาพจากมุมมองของช่างภาพโฆษณาอย่างรุจ เพื่อแสดงให้เห็นถึงเส้นทางที่แตกต่างแต่สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างกลมกลืน
นัท: สุดท้ายแล้ว มันไม่จำเป็นหรอกที่ต้องเป็นแบบรุจ เป็นแบบนัท เป็นแบบชิน หรือเป็นแบบใคร เราก็ทำในทางของเราเอง แต่ว่าอยู่ในพื้นที่ที่มีส่วนที่มันอยู่ร่วมกัน
ช่างภาพสารคดีคือจุดสูงสุดของพีระมิดช่างภาพ?
คนที่ทำงานในวงการช่างภาพ บางคนอาจมองว่าช่างภาพสารคดีคือจุดสูงสุดที่หลายๆ คนอยากไปให้ถึง แต่สำหรับคนที่อยู่ในจุดนี้พวกเขามองว่า มันไม่ใช่จุดสูงสุดแต่อย่างใด คำว่า ‘ช่างภาพ’ ก็น่าจะเป็นคำที่กว้างพอๆ กับคำว่า ‘สารคดี’ ที่ช่างภาพแต่ละคนก็มีแนวทางที่ถนัดและชอบเป็นของตัวเอง ดังนั้น พวกเขาจึงมองว่ามันไม่มีคำว่าจุดสูงสุดของช่างภาพ แต่จงทำงานของตัวเองต่อไปให้ดีที่สุด แล้วนั่นจะนำไปสู่จุดสูงสุดในแต่ละสายงานเอง
นัท: ทุกสายมันมีจุดสูงสุดของตัวเอง มันไม่ควรจะเอามาเทียบข้ามสายกัน ทุกงานสามารถทำงานตัวเองต่อไปได้เรื่อยๆ อยู่ที่ว่าจะมีทางให้เดินต่อไปหรือเปล่า ทุกวันนี้มันไม่ใช่มองว่ามันจะมีทางเลือกแบบนั้นไหม มันจะมีคนจ้างงานต่อไปหรือเปล่าเท่านั้นเอง

สิ่งที่อยากบอกกับคนที่เป็นช่างภาพสารคดี
ชินมองว่าช่างภาพสารคดีคือสายอาชีพที่เข้ามาถึงจุดที่ทำงานเป็นมืออาชีพแบบเต็มตัวได้ค่อนข้างยากมาก เพราะโอกาสที่มีอยู่มันน้อย แต่ยังเป็นงานที่จำเป็น และจริงๆ สังคมก็ต้องการ
ทางด้านนัทเอง แม้จะลาวงการสารคดีไปแล้ว แต่ก็ยังอยากให้ทุกคนที่ทำงานในอุตสาหกรรมนี้มีชีวิตที่ดีขึ้น และอยากให้สังคมเห็นคุณค่าของงานสารคดีมากขึ้น
นัท: ผมยังไม่รู้เลยว่าอนาคตอีกสิบปียี่สิบปี ยังจะมีอาชีพช่างภาพอยู่หรือเปล่า
มันสามารถจะทำเป็นอาชีพได้อยู่หรือเปล่า ซึ่งเราไม่อยากให้มันเป็นแบบนั้นนะ
ในตอนนี้ที่ชินยังได้ทำอาชีพนี้อยู่อย่างเต็มตัว เพราะว่าเป็นการทำงานกับสื่อต่างประเทศเป็นหลัก ซึ่งมันน่าเศร้าที่ประเทศไทยยังไม่มีพื้นที่ให้กับอาชีพช่างภาพสารคดีให้เฉิดฉายได้มากเท่าที่ควร
ชิน: เราไม่อยากให้เป็นแบบนั้น เราอยากให้โอกาสเหล่านี้มันเกิดขึ้นในประเทศเราด้วย สตอรี่ในไทยที่สำคัญ ที่อยากให้คนไทยได้รับรู้อะเยอะแยะมากเลย แต่ว่ามันก็อยู่ที่การให้ความสำคัญของ สังคม, ภาครัฐ, ภาคสื่อ และนายทุน
ซึ่งอันนั้นเป็นเรื่องที่นอกเหนือจากความสามารถเรา มันคือนโยบาย (Policy) ที่เป็นภาพใหญ่ของประเทศ
ในต่างประเทศ ภาคธุรกิจขนาดใหญ่หลายแห่งมีการสนับสนุนทุนในการทำสารคดีอย่างจริงจัง หรืองานสารคดีก็ได้รับการสนับสนุน (Subsidy) จากภาครัฐ ไม่ใช่ว่าประเทศไทยไม่มีการสนับสนุนในลักษณะนี้เลย แต่คำถามสำคัญที่ชินคิดคือ เราให้ความสำคัญกับมันในระดับที่มากพอแล้วหรือยัง?
ท้ายที่สุดแล้ว ในมุมองของคนทำสารคดีระดับแนวหน้าผู้คว้ารางวัลมามากมาย แต่สิ่งที่พวกเขาคาดหวังกลับไม่ใช่การที่มีคน ‘รู้จัก’ ชื่อเสียง ความเก่ง ของเขาแต่อย่างใด แต่สิ่งที่เขาต้องการจริงๆ คือ อยากให้คน ‘รู้เรื่อง’ ในสิ่งที่เขาต้องการสื่อสารออกไปมากกว่า
ชิน: เราก็ทำงานของเราไป คนดูจะเห็นค่าหรือไม่เห็นค่าก็แล้วแต่เวรแต่กรรมไป มันน่าเศร้านะ เราก็อยากให้เขาเห็นคุณค่าของงานเราแหละ
นัท: เราไม่ได้ทำเพราะอยากให้คนรู้จักเรา แต่เราอยากให้คนรู้เรื่องในสิ่งที่เราสื่อออกไป
