House Lagom ครีเอทีฟสเปซและคอมมิวนิตีใหม่ใจกลางสุขุมวิท พื้นที่พักใจสำหรับคนเมือง เชื่อมโยงผู้คนและสร้าง ‘สมดุล’ ให้กับชีวิต
ชีวิตคนเมืองมักถูกขับเคลื่อนด้วยความเร่งรีบ แค่ก้าวเท้าออกจากบ้าน เราก็ต้องเผชิญกับเสียงแตรรถ ความวุ่นวาย และความเครียดที่ถาโถม ทั้งเรื่องงาน เรื่องเงิน และสังคม
ท่ามกลางจังหวะชีวิตที่หมุนไวเกินไป บางครั้งการมี ‘Third Place’ ที่ไม่ใช่ทั้งบ้านและที่ทำงาน แต่เป็น ‘หลุมหลบภัย’ ที่อนุญาตให้เราทิ้งความเครียดไว้ข้างนอก แล้วใช้เวลากับตัวเอง หรือมีบทสนทนาดีๆ ได้เชื่อมโยงกับมนุษย์คนอื่นบ้าง ก็คงจะดีไม่น้อย

นั่นจึงเป็นจุดเริ่มต้นของ ‘House Lagom’ ครีเอทีฟสเปซและคอมมิวนิตีที่ซ่อนตัวอยู่เงียบๆ ในฐานะพื้นที่สีเขียวเล็กๆ ใจกลางสุขุมวิทที่พร้อมให้ทุกคนได้เข้ามาพักหายใจ มานั่งทำงาน หรือแม้แต่มาทำกิจกรรม มาเจอเพื่อนมนุษย์ใหม่ๆ ที่บาลานซ์ให้ชีวิตเราไม่จืดชืดห่อเหี่ยวจนเกินไป
BrandThink พามาคุยกับพาร์ตเนอร์ผู้ริเริ่มโปรเจกต์ ‘ออย-สาวิทย์ แก้วทวี’ ผู้กำกับและโปรดิวเซอร์จากบริษัทโปรดักชันเฮาส์, ‘จ๊อย-ชนานาถ ตันวัฒนกุล’ อินทีเรียดีไซเนอร์และอาร์ตไดเรกเตอร์ และ ‘ปั้น-ชิตณรงค์ วิเศษสมภาคย์’ เจ้าของบริษัทรับเหมาติดตั้งระบบปรับอากาศ ที่มารวมตัวกันเพื่อคืนสมดุลชีวิตให้กับพื้นที่นี้ รวมถึงผู้คนที่อยู่ในละแวกนี้ด้วย

เรื่องราวของที่นี่เริ่มต้นจากบ้านเก่า 3 หลังที่เคยเป็นสตูดิโอสำหรับเช่าถ่ายทำภาพยนตร์ ซีรีส์ และมิวสิกวิดีโอ แต่เมื่อถึงจุดหนึ่ง การทำสตูดิโอนั้นขาดการเชื่อมโยงกับผู้คน ประกอบกับวงการโปรดักชันเริ่มถูกกระแส AI เข้ามาดิสรัปต์ และสัญญาเช่าบ้านก็ใกล้จะหมดลงพอดี ความผูกพันและเสียดายพื้นที่แห่งนี้ทำให้ทั้งสามคนรู้สึกว่าต้องทำอะไรกับที่นี่ต่อ พวกเขาจึงตัดสินใจชวนกันมาพลิกโฉมบ้านหลังเก่าให้กลายเป็นคอมมิวนิตีและจุดนัดพบของผู้คน
ปั้น: ผมเคยมาปาร์ตี้ที่นี่ และรักบ้านหลังนี้มาก พอเห็นโพสต์ก็เลยทักไปหาพี่ออยว่า มาหาอะไรทำกันดีกว่า ตามที่พี่ออยอยากทำ เปลี่ยนเป็นจุดที่ได้เจอผู้คน

พวกเขาเล่าว่าตอนแรกที่ทำยังไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าจะเรียกตัวเองว่าอะไร ทาร์เก็ตคือใคร แต่ขอลองทำไปก่อน แรกเริ่มเดิมทีคิดไว้เพียงว่ากลุ่มเป้าหมายคือคนในละแวกนี้ อาจจะเป็นเพียง Cafe&Bar ที่พาคอมมิวนิตีของคนกลุ่มเล็กๆ มาเจอกัน แต่ตอนนี้พื้นที่นี้ทำงานได้ไกลกว่านั้น
สำหรับชื่อ ‘House Lagom’ อาจเป็นส่วนที่ทำให้ภาพของพวกเขาชัดเจนขึ้น ‘lagom’ มาจากภาษาสวีเดนที่แปลว่า สมดุล, พอดี ทั้งสามจึงตั้งใจทำให้สถานที่นี้เป็นเหมือนที่หลบภัยสำหรับคนเมืองที่ทำงานหนัก ได้มาหลบพักในพื้นที่สีเขียวเล็กๆ เดินดูต้นไม้ เหยียบหญ้า และรับพลังงานเพื่อสร้างสมดุลให้กับชีวิต
ออย: เราเป็นคนเมืองที่ทำงานหนัก เราก็ต้องการพื้นที่ที่เป็นตัวตนของเรา เป็นความพอดีที่เราได้ละทิ้งเรื่องงาน มาพักผ่อนรีแล็กซ์กับตัวเอง ทิ้งความเครียดจากข้างนอก แล้วมารับพลังงานเพื่อสร้างสมดุลชีวิตในบ้านหลังนี้

หากทุกคนนึกความวุ่นวายของแยกสุขุมวิท-อโศกออก เราอาจจินตนาการไม่ถึงเลยว่าเราจะหาพื้นที่สงบๆ แถวนี้ได้ที่ไหน แต่ House Lagom กลับทำให้มันเกิดขึ้นจริง จากเสียงแตรรถและความเร่งรีบค่อยๆ กลายเป็นบรรยากาศเงียบสงบ ร่มรื่น ในบ้านหลังเล็กๆ ที่ดูอบอุ่น เหมือนได้หลุดออกมาอีกโลก
‘จอยซ์’ เล่าว่าการออกแบบพื้นที่นี้ต้องการดึงความรู้สึกเหมือนอยู่บ้านออกมาให้มากที่สุด เฟอร์นิเจอร์อย่างโต๊ะหรือเก้าอี้ รวมถึงของตกแต่งหลายชิ้นในร้าน เป็นของมือสองหรือของตกทอดจากบ้านเก่าของพวกเขานำมารวมกัน แล้วนำมาซ่อมแซม Upcycle ใหม่ ซึ่งหากใครถูกใจชิ้นไหนก็สามารถขอซื้อกลับไปได้

แนวคิดการนำของที่ถูกทิ้งมาทำใหม่ ก็ยังสะท้อนถึงแก่นแท้ของพื้นที่แห่งนี้ที่อยากสื่อสารให้ทุกคนเห็นว่า “ทุกสิ่งและทุกคนล้วนมีคุณค่าในแบบของตัวเอง เมื่อได้อยู่ในพื้นที่ที่เหมาะสม” ต้นไม้เดิมรอบๆ บริเวณก็ยังถูกเก็บรักษาไว้อย่างดี ไม่มีการตัดทิ้ง เพื่อคงความร่มรื่นตามธรรมชาติ
นอกเหนือจากการเป็นหลุมหลบภัยให้ทุกคนเข้ามาพักใจเงียบๆ แล้วที่นี่ยังเป็นคอมมิวนิตีสเปซที่ครบครัน ทั้งร้านอาหาร, Fashion & Beauty และด้าน Wellness ซึ่งทุกร้านคัดสรรมาจากคนที่มีความครีเอทีฟในสายอาชีพของตนเอง
จอยซ์: ที่นี่มีบ้านทั้งหมดสามหลัง มีบ้านหลังเล็ก บ้านหลังใหญ่ และบ้านด้านหลังที่เคยเป็น Back of the house อย่างห้องแม่บ้านหรือห้องแมว เราก็นำมาแบ่งพื้นที่ใหม่ ดูว่าแต่ละห้องเหมาะกับทำอะไร และตามหาคนที่เหมาะกับพื้นที่นั้นให้มาแมตช์กับตัวบ้านและพวกเรา

ปัจจุบันที่นี่มีโซนคาเฟ่ที่สามารถเข้ามานั่งทำงานในตอนกลางวัน และบาร์ตอนกลางคืน มีร้านอาหารญี่ปุ่นและพิซซ่า รวมถึงร้านอาหารแบบเดลิเวอรี (อาหารเกาหลี อาหารไทย เบอร์เกอร์) ที่ลูกค้าสามารถสั่งมานั่งทานในร้าน ริมสระหรือในสวนได้อย่างอิสระ

นอกจากนี้ยังมีโซนแฟชั่นที่มีแบรนด์ Maison Chato, แบรนด์เสื้อผ้าเกาหลี Something about Us, แบรนด์ She By Shi เสื้อผ้าจากเวียดนาม รวมถึงบริการทำผม ทำเล็บ และบริการด้าน Wellness อย่าง Ice bath และซาวน่า ซึ่งตอบโจทย์ชีวิตคนเมืองที่เร่งรีบเป็นอย่างมาก เพราะมาที่นี่สามารถทำทุกอย่างได้ครบจบในที่เดียว
ปั้น: อยากให้เป็นสเปซที่คนเข้ามาใช้ได้ในทุกช่วงเวลา เช้ามาแวะกินกาแฟรับแสงเช้า เที่ยงแวะมานั่งทำงาน ตกเย็นกลับมาพักผ่อนกินเบียร์ผ่อนคลาย อยากให้คิดถึงเราได้ในทุกขณะจิตเลย

การเป็นคอมมิวนิตีสเปซ รวมหลายร้านค้าไว้ด้วยกัน ไม่เพียงแต่ตอบโจทย์คนที่เข้ามาใช้บริการ แต่เป็นเพราะความแตกต่างและความหลากหลายช่วยให้คำว่า ‘ครีเอทีฟ’ มันเกิดขึ้นจริงด้วย
ออย: พอมีพาร์ตเนอร์ต่างอาชีพมาอยู่ด้วยกัน เราก็ได้เอาส่วนแข็งมาแชร์กัน
อย่างร้านตัดผม เราไม่เคยรู้ว่าช่างตัดผมที่ดีเป็นยังไง พอได้คุยถึงรู้ว่าเขาต้องรู้จักตัวตนเราด้วย ทำให้รู้ว่าวิธีคิดเขาลึกซึ้งและเหมาะกับเรา หรืออย่างร้านอาหารญี่ปุ่น ร้านพิซซ่า ทุกคนก็เป็นครีเอทีฟในสายอาชีพของตัวเอง

Flats & Flow
ร้านพิซซ่าที่ถือกำเนิดขึ้นจากความหลงใหลของอดีตคนทำขนมปังซาวโดว์ที่นำความเชี่ยวชาญด้านแป้งโดว์มาต่อยอดเป็นเมนูพิซซ่าและแฟลตเบรด ที่นี่จึงไม่ใช่เพียงร้านอาหารที่มอบมื้อเย็นแสนอร่อย แต่ยังเป็นร้านอาหารสไตล์เนเบอร์ฮูด ที่เปิดรับให้ผู้คนได้แวะเวียนมาพูดคุย หลีกหนีจากความแห้งเหี่ยวของวงจรชีวิตเดิมๆ ระหว่างออฟฟิศและคอนโด เพื่อรับความผ่อนคลายและเยียวยาจิตใจท่ามกลางความโปร่งสบายของธรรมชาติ

Halfie By Groobgroobb
Comb
ร้านทำผมที่ถูกรังสรรค์ขึ้นจากความตั้งใจของเจ้าของร้านที่อยากเปลี่ยนการทำผมให้เป็นประสบการณ์แห่งการพักผ่อน ที่นี่จึงไม่ใช่แค่สถานที่สำหรับมาตัดผม จ่ายเงิน แล้วจากไป แต่เป็นพื้นที่แห่งความผ่อนคลายที่ช่างได้ใช้เวลาดูแลและรังสรรค์ลุคใหม่ให้ลูกค้าอย่างเต็มที่ เพื่อสร้างสายสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งและมอบความสุขใจให้กับทั้งตัวช่างเองและผู้มาเยือนในทุกๆ ครั้งที่ก้าวเข้ามาในร้าน


Something About Us


She By Shi

Maison Chato

เมื่อชัดเจนกับจุดยืนตัวเองว่าจะเป็น ‘Creative Space’ ที่นี่จึงเป็นพื้นที่สำหรับทุกคน ไม่จำกัดอาชีพ ความชอบ หรือช่วงวัย พวกเขาไม่นิยามตัวเองอีกต่อไป แต่เปิดกว้างให้ทุกคนที่สนใจอยากใช้สเปซนี้ เข้ามาสร้างความทรงจำดีๆ ร่วมกันได้
ที่ผ่านมา House Lagom จึงมีอีเวนต์สร้างสรรค์เกิดขึ้นหมุนเวียนมากมาย ไม่ว่าจะเป็นตลาดนัดมือสอง, งาน Dessert Exchange ที่เปิดโอกาสให้คนทำขนมมาแบ่งปันกันชิมเพื่อสร้างความภูมิใจและเห็นคุณค่าในตัวเอง

หรือแม้แต่ Silent Disco อีเวนต์เชิงทดลองปาร์ตี้ใส่หูฟังเพื่อไม่ให้รบกวนผู้อื่น ไปจนถึงกิจกรรมเวิร์กช็อปจับแมลงสำหรับเด็กๆ รวมถึงงานเสวนาของ NGOs เกี่ยวกับการจัดการขยะและสิ่งแวดล้อม เพราะที่ร้านเองก็ให้ความสำคัญกับ Sustainability ด้วย
ออย: ตอนแรกเราทำแค่บาร์ แต่ตอนนี้มันไม่ใช่บาร์แล้ว มันเป็น Creative Space ที่สามารถเปิดให้ทุกคนได้ลองมาจอย มาทำอะไรด้วยกัน มันใหญ่กว่าที่เราคิดไว้ตั้งแต่ตอนแรกไปมาก

ตั้งแต่วัยรุ่น Gen Z ผู้ใหญ่ Gen Y ที่อยากดื่มชิลๆ โดยพาลูกมาได้ ไปจนถึงการจัดงานวันเกิดให้เด็ก 5 ขวบ ก็เคยเกิดขึ้นมาแล้ว รวมถึงยังเฟรนด์ลีต่อผู้สูงอายุและสัตว์เลี้ยงอีกด้วย
ความมหัศจรรย์ที่พวกเขาค้นพบของพื้นที่นี้คือการเกิด ‘Serendipity’ หรือความบังเอิญที่ทำให้ผู้คนได้กลับมาเจอกัน การได้คอนเนกต์กับผู้คนในแวดวงเดียวกัน หรือแม้แต่จะมาจากต่างสายอาชีพกัน แต่ที่นี่คือพื้นที่ปลอดภัยที่ทำให้เราพักจากสิ่งรบกวนภายใน พักจากเรื่องงาน มีบทสนทนาดีๆ กับเพื่อนมนุษย์ใหม่ๆ เชื่อมโยง แลกเปลี่ยน และเรียนรู้ซึ่งกันและกัน ซึ่งการเป็นมนุษย์เงินเดือนในเมืองใหญ่ เราอาจไม่ได้มีพื้นที่เชื่อมโยงกับผู้คนเช่นนี้มากนัก
อีกหนึ่งกิมมิกน่ารักๆ ของร้าน คือกลุ่มแมวจรและแมวที่มีโรคประจำตัวที่ทางร้านดูแลอยู่ เช่น น้องแมวสีเทาที่เป็นโรคหอบหืด หรือ ‘หนูนิล’ แมวสีดำที่กินแต่ปลาแซลมอนและทูน่าจากร้านอาหารญี่ปุ่นเท่านั้น ซึ่งทางร้านจะปล่อยออกมาวิ่งเล่นเป็นเวลา ใครที่มาก็สามารถแวะมาเล่นกับน้องๆ ได้นะ
ท้ายที่สุดแล้ว ‘House Lagom’ เปรียบเสมือนบ้านหลังเล็กๆ ที่เต็มไปด้วยความอบอุ่น พร้อมให้ทุกคนได้มาพักพิงยามเหนื่อยล้า จะมานั่งเล่น นั่งทำงาน หรือมาตามอีเวนต์ที่จัดขึ้นก็ตาม แต่อย่างน้อยเมื่อเข้ามาที่สเปซนี้แล้ว ขอแค่ทุกคนได้พักหายใจ ฟังเสียงนก เสียงลม พักจากสิ่งรบกวนภายนอก แล้วได้รับพลังงานดีๆ กลับไปก็เพียงพอแล้ว
