Chanel No.5 น้ำหอมที่ขายออกทุกๆ 30 วินาที จากส่วนผสมของดอกไม้ที่บานเดือนละครั้งของปี รวมทั้งความผิดพลาดจากการทดลอง
‘อมตะนิรันดร์กาล’ คงไม่มีคำไหนนิยาม ‘น้ำหอม Chanel No.5’ ได้ตรงเท่านี้อีกแล้ว เพราะแม้จะผ่านเวลามาเป็นศตวรรษ แต่มนตร์ขลังของกลิ่นยังคงเป็นที่นิยม ติดอันดับน้ำหอมที่ขายดีที่สุด มียอดสูงถึงปีละ 10 ล้านขวด หรือขายออกภายในทุกๆ 30 วินาที
ความพิเศษของ Chanel No.5 เกิดจากหลายสิ่งหลายอย่างประกอบรวม ไล่มาตั้งแต่ไอเดียอันทะเยอทะยานของ ‘โคโค่ ชาแนล’ (Coco Chanel) ที่ต้องการน้ำหอมแบบที่ไม่ซ้ำใคร และต้องสะท้อนบุคลิกมาดมั่นและเปี่ยมไปด้วยความเป็นผู้หญิงในตัวเอง หรือที่นิยามกันสั้นๆ ว่า ‘น้ำหอมของผู้หญิง ที่ให้กลิ่นเหมือนผู้หญิง’ เรื่อยไปจนถึงเรื่องการออกแบบตัวบรรจุภัณฑ์ที่เรียบง่ายแต่มีสไตล์แตกต่างจากขวดน้ำหอมที่ออกมาในยุคเดียวกัน ตลอดจนงานประชาสัมพันธ์และการตลาด
และแน่นอนว่าส่วนสำคัญที่สุดของเรื่องนี้คือ ‘วัตถุดิบ’ ที่คัดสรรมาอย่างดีเพื่อปรุงแต่งกลิ่นให้ออกมามีเอกลักษณ์โดดเด่นจนยากจะหาสูตรใดมาเทียบเคียง แถมที่มายังเปรียบเหมือนการค้นหาสมบัติลับเสียอีกต่างหาก
เรื่องนี้ย้อนไปในตอนที่โคโค่ออกไอเดียทำคอลเลกชันน้ำหอมในแบบของตัวเอง จึงให้โจทย์กับนักปรุงน้ำหอมมือดีชาวรัสเซีย ‘เออร์เนสต์ โบซ์’ (Ernest Beaux) ถึงสไตล์ที่ต้องการ แถมยังกำชับว่าต่อให้วัตถุดิบเป็นของแพงที่สุดในท้องตลาดก็ไม่เป็นไร เพราะอย่างน้อยๆ พวกนักเลียนแบบคงไม่กล้าลงทุนทำตามแน่ๆ
ซึ่งตัวของโบซ์ได้ใช้เวลาคิดค้นส่วนผสมนานอยู่หลายเดือน จนได้ตัวอย่างออกมาให้เลือก 10 สูตร ที่คัดออกมาจาก 80 สูตรที่ทดลองปรุงอีกที และอย่างที่ทราบกันว่า มันคือสูตรหมายเลข 5 ที่กลายเป็นชื่อรุ่นน้ำหอมจำง่ายมาจนถึงทุกวันนี้
ซึ่งตัวอย่างหมายเลข 5 นี้ โบซ์ได้ใช้ส่วนผสมของดอกไม้หลากหลายชนิด และที่สำคัญส่วนใหญ่ล้วนแต่เป็นดอกไม้ที่หายากและมีราคาแพง หนึ่งในนั้นคือ ดอกมะลิจากแคว้นกราซ (Grasse) ประเทศฝรั่งเศส ที่มีจุดเด่นตรงที่จะออกดอกเพียง 3 สัปดาห์ต่อปี
หรือส่วนผสมอีกอย่าง ดอกกุหลาบ (จากกราซอีกเช่นกัน) ที่เรียกกันในท้องถิ่นว่า Rose de Mai หรือ May Rose ก็ออกดอกบานแค่ 5 สัปดาห์ต่อปีในช่วงเดือนพฤษภาคมถึงต้นเดือนมิถุนายน และมีกลิ่นหอมกว่ากุหลาบทั่วไป ก็นับเป็นอีกส่วนผสมแบบสุดยอดแรร์ไอเทมที่กว่าจะได้มาต้องรอกันอย่างใจเย็นทีเดียว
ไม่เพียงเท่านั้น เพื่อให้ได้กลิ่นที่เฉพาะเจาะจง การสกัดกลิ่นหอมจากดอกไม้ยังต้องใช้ดอกไม้จำนวนมาก เช่นจำเป็นต้องใช้ดอกมะลิ 700 กิโลกรัม ถึงจะสกัดน้ำมันออกมาได้ 1 ลิตร ซึ่งด้วยปริมาณส่วนประกอบที่มากมายเช่นนี้ ก็คงไม่ใช่เล่นๆ ที่ใครจะคิดทดลองทำหรือลอกเลียนแบบออกมาให้เหมือนโดยง่าย
อย่างไรก็ตาม หากจะบอกว่า ‘น้ำหอม Chanel No.5’ เกิดจากการปรุงแต่งและผสมผสานที่ลงตัว ก็คงเป็นการนำเสนอความเท็จอยู่หน่อยๆ เพราะภายหลังมีการเปิดเผยว่า “ตัวอย่างทดลองลำดับที่ 5 เป็นตัวอย่างที่มีการปรุงผิดพลาดออกมาจากห้องทดลองของโบซ์”
เรื่องนี้เกิดจากผู้ช่วยคนหนึ่งของโบซ์เผลอใส่ส่วนประกอบ ‘แอลดีไฮด์’ (Aldehyde) เกินกว่าที่คำนวณไว้ แต่ผลที่ได้กลับกลายเป็นรักแรกพบของโคโค่ และเป็นส่วนที่ทำให้เธอตัดสินใจเลือกนำสูตรนี้มาผลิต
จนในที่สุดมันได้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิวัติอุตสาหกรรมน้ำหอม นับแต่นั้นเป็นต้นมา
อ้างอิง:
- Chanel https://shorturl.asia/Zb04I
- Champions of Design: Chanel No 5 https://shorturl.asia/kODfi
- Fashion History: Coco Chanel No. 5 Perfume https://shorturl.asia/ISAh0
- Smell of success: How Chanel No 5 gained a sprinkling of stardust https://shorturl.asia/brDKm