ในสถานการณ์น้ำท่วม หน่วยงานต่างๆ ต้องคอยเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ซึ่งทุกคนสงสัยกันไหมว่าในวันที่สภาพอากาศเลวร้าย มีฝน มีพายุ จนเครื่องบินยังขึ้นบินไม่ได้ แล้วพวกเขาใช้ดาวเทียมในการมองเห็น ‘น้ำท่วม’ ได้อย่างไร?
โดยปกติแล้วเรามักคุ้นชินกับภาพถ่ายดาวเทียมแบบ Google Earth ที่เห็นหลังคาบ้านแบบชัดแจ๋ว ซึ่งภาพเหล่านั้นถ่ายจากดาวเทียมแบบธรรมดา (Optical Satellite) ที่จะต้องถ่ายในช่วงกลางวัน หรือช่วงฟ้าเปิด ไม่มีเมฆหมอกบัง
ทว่าในวิกฤตน้ำท่วม ดาวเทียมที่เราใช้ จะเป็นดาวเทียมอีกชนิดหนึ่งที่เป็น Active Sensor หรือ SAR (Synthetic Aperture Radar) ดาวเทียมเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องใช้แสงจากดวงอาทิตย์ แต่มันยิงสัญญาณคลื่นไมโครเวฟลงมายังโลก เปรียบเหมือนเราใช้กล้องถ่ายรูปถ่ายในที่มืดแบบเปิดแฟลช ซึ่งจะสามารถเห็นได้ทั้งกลางวันและกลางคืน ในยามหน้าฝนมีเมฆเต็มท้องฟ้าแบบนี้ ดาวเทียมกลุ่ม Active Sensor เช่น Radatsat, Sentinel-1 และ TerraSAR-X เป็นต้น จึงเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ
ถ้าคลื่นยิงลงมาโดนเขตภูเขา เขตเมือง มีพื้นดิน ตึก หรือต้นไม้ มันจะสะท้อนกลับไปหาดาวเทียมได้ดี ภาพที่ได้จึงสว่าง แต่ในสถานการณ์น้ำท่วมผิวน้ำที่นิ่งเรียบจะทำตัวเหมือนกระจกเงา เมื่อคลื่นยิงลงมามันจะไม่สะท้อนกลับไปหาดาวเทียม แต่จะแฉลบออกไปข้างๆ ภาพที่ได้จะเป็นสีดำๆ แทน
แต่การได้ภาพสีดำๆ มาหนึ่งใบนั้น ยังไม่สามารถนำไปคำนวณหาตัวเลขพื้นที่น้ำท่วมจริงๆ ได้ จะต้องมีอีกกระบวนการหนึ่งคือการลบพื้นที่แหล่งน้ำเดิมออก ด้วยกระบวนการทาง GIS ซึ่งก็ต้องอาศัยข้อมูลพื้นแหล่งน้ำเดิมที่ต้องทำเตรียมไว้ล่วงหน้า
GISTDA ซึ่งเป็นหน่วยงานที่บริการข้อมูลภูมิสารสนเทศ และวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศของประเทศไทย จะต้องวิเคราะห์ข้อมูลจากดาวเทียมครอบคลุมทั่วทั้งประเทศและเก็บรวบรวมข้อมูลพื้นที่แหล่งน้ำของประเทศไทยไว้เป็นฐานข้อมูลพื้นที่แหล่งน้ำและยังมีการปรับปรุงข้อมูลมาโดยตลอด ซึ่งเมื่อนำไปลบออกจากพื้นที่น้ำที่ได้จากการการวิเคราะห์จากภาพดาวเทียม ก็จะทำให้เราได้พื้นที่น้ำท่วมที่แท้จริงนั่นเอง
อ้างอิง:
- Synthetic Aperture Radar (SAR) https://shorturl.asia/GM0vV
- ดาวเทียมสำรวจฯ..ตรวจวัดน้ำท่วมได้อย่างไร https://shorturl.asia/MN50T