สำหรับคนไทยส่วนใหญ่ เมื่อมีอายุมากขึ้นอุดมคติของชีวิตก็ยังคงเป็นแนวคิดแบบคลาสสิก ‘อเมริกันดรีม’ ที่ต้องมีบ้าน มีรถ เป็นของตัวเอง สิ่งเหล่านี้เป็นภาพแทนของ ‘ความฝัน’ พื้นฐานที่มากกว่าการมีครอบครัวไปจนถึงสัตว์เลี้ยงเสียอีก ในยุคที่สังคมเต็มไปด้วย ‘คนโสด’
และในบรรดาองค์ประกอบของชีวิตอุดมคติของชนชั้นกลางเหล่านี้สิ่งที่มักจะได้มายากที่สุดก็คือ ‘บ้าน’
แน่นอน ในยุคที่ค่าจ้างยังไม่สัมพันธ์กับราคาบ้านที่พุ่งสูงขึ้น ถือเป็นปัญหาหนึ่งสำหรับการบรรลุความฝันนี้ ขณะที่คนจำนวนหนึ่งที่โชคดีได้รับมรดกเป็นบ้านมาจากพ่อแม่ หรือทำงานที่มีรายได้พอจะผ่อนบ้านหรือกระทั่งซื้อบ้านเป็นเงินสด ความฝันนี้ก็เหมือนจะบรรลุได้ไม่ยาก เรียกได้ว่าผ่อนบ้านจบ หรือจ่ายเงินซื้อบ้านเสร็จ รีโนเวตเสร็จ หรือตกแต่งเสร็จสิ้น ก็จะรู้สึกว่า ‘ในที่สุดมันก็จบแล้ว’
แต่ทุกคนที่เคยมีบ้านจริงๆ ก็จะรู้ว่า ‘มันยังไม่จบ’
จริงอยู่ที่ประเทศไทย กฎหมายภาษีบ้านและที่ดินของเราปรานีพอที่จะยกเว้นภาษีให้ ‘บ้านหลังแรก’ (ต่างจากชาติตะวันตกที่ปกติจะไม่ยกเว้น จะหลังแรกหรือหลังที่เท่าไรก็ต้องเสียภาษีกันหมด) แต่ ‘ต้นทุนการมีบ้าน’ มันก็ไม่ได้มีแค่ภาษี เพราะมันมีสิ่งที่เรียกว่า ‘ค่าบำรุงรักษา’ อยู่ด้วย
โดยทั่วไปเวลาพูดถึง ‘ค่าบำรุงรักษาบ้าน’ เราไม่ได้พูดถึงการที่เราต้องเปลี่ยนสิ่งของเครื่องใช้ต่างๆ ในบ้านที่มันมี ‘อายุการใช้งาน’ ของมันทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นทีวี ตู้เย็น เครื่องซักผ้า เครื่องดูดฝุ่น ของพวกนี้ต้องคิดแยก (ซึ่งก็มีต้นทุนบำรุงรักษาของมันอยู่ดี)
แต่เรากำลังพูดถึง ‘ค่าบำรุงรักษาบ้าน’ ที่หมายถึงองค์ประกอบต่างๆ ของตัวบ้านเองที่มันย่อมเสื่อมไปตามกาลเวลา และถึงเวลาหนึ่งเราก็ต้องเปลี่ยน ไม่ว่านั่นจะเป็นสายไฟที่เปื่อยจนอาจก่อปัญหาไฟฟ้าลัดวงจร ท่อน้ำดี–น้ำเสียที่นานๆ ไปมันอาจร้าวและรั่วอยู่ในกำแพง กระเบื้องที่ถึงเวลาก็ย่อมจะสึกหรอ หลังคาที่ถึงเวลามันจะค่อยๆ รั่ว หรือกระทั่งสีที่สักวันมันก็จะลอกไป ฯลฯ
ของพวกนี้มีอายุใช้งานของมันทั้งหมด และอายุใช้งานไม่เท่ากัน ต่างกันไปตามวัสดุ แต่ ‘จุดร่วม’ ของมันก็คือ เวลาต้องเราต้องซ่อมบำรุงของพวกนี้ มันต้องใช้เงินมาก ไม่ว่าจะทยอยซ่อม หรือจะทำการรีโนเวตบ้านแบบยกหลังทุกๆ 20-30 ปี
และเงินจำนวนนี้ ไปๆ มาๆ มันก็น้องๆ การ ‘ทำบ้านใหม่’ เลย คือมันไม่ใช่น้อย ทำทั้งหมดจริงๆ มีหลักแสนบาทแน่นอน และคนจำนวนมากที่มีบ้าน บางทีก็ไม่ได้มี ‘เงินสำรอง’ เยอะขนาดนั้น
ดังนั้นหลักทั่วไปของการมีบ้าน เขาก็จะบอกเลยว่า ยังไงคุณก็ต้องกันเงินส่วนหนึ่งไว้ ปีนึงไม่ใช้ไม่เป็นไร แต่วันดีคืนดีถ้าซ่อมใหญ่ขึ้นมา คุณจะได้มีเงินจ่าย ไม่ต้องไปเอาเงินส่วนอื่นมาใช้ หรือไปกู้ยืม
ซึ่งคำถามคือ แล้วเงินที่กันเอาไว้ส่วนนี้ควรจะเป็นเท่าไรกัน?
ถ้าเป็นสูตรอเมริกา สังคมที่เป็นต้นแบบอุดมการณ์ว่าชีวิตชนชั้นกลางในอุดมคติต้องมีบ้าน เขาจะมีคำว่า 1% Rule เลย คือให้เก็บเงิน 1 เปอร์เซ็นต์ ของมูลค่าบ้านต่อปีเอาไว้เพื่อซ่อมสิ่งต่างๆ ที่จะพังไปตามกาลเวลา หรือถ้ามีบ้านราคา 5 ล้านบาท ก็ต้องกันเงินเอาไว้ปีละ 50,000 บาท เป็นต้น และสูตรนี้เขาก็ผ่านการคิดคำนวณมาพอสมควรว่าเป็นจำนวนเงินเฉลี่ยที่คนอเมริกันใช้กันจริงๆ
ทว่าจริงๆ มันมีรายละเอียดมากกว่านั้น
เอาแบบซีเรียส เขาจะบอกเลยว่า การเก็บเงินเอาไว้แค่ 1 เปอร์เซ็นต์ก็พอเนี่ย มันเหมาะสำหรับบ้านใหม่ ใช้วัสดุทนทานตามมาตรฐาน อยู่ในพื้นที่แห้งๆ ถ้าเป็นเงื่อนไขอื่นๆ เช่นเป็นบ้านเก่า เป็นบ้านไม้ อยู่ในพื้นที่ชื้น โดยทั่วไปก็ควรจะเก็บเงินเกิน 1 เปอร์เซ็นต์แน่ๆ ในการดูแลบ้าน เพราะปัจจัยต่างๆ มันทำให้บ้านทรุดโทรมเร็ว
เขาก็เลยปรับสูตรว่าให้เก็บ 1-4 เปอร์เซ็นต์ ของมูลค่าบ้านตอนซื้อ ซึ่งจะเก็บเกิน 1 เปอร์เซ็นต์ เป็นเท่าไรก็ตามเงื่อนไขที่ว่า ถ้าเงื่อนไขว่าบ้านมันน่าจะพังเร็ว ก็ควรจะเก็บสัก 4 เปอร์เซ็นต์ ไปเลย (ซึ่งตรงนี้ถ้าคนมีประสบการณ์คงไม่ต้องอธิบายกันมากว่า พวก ‘บ้านไม้’ เวลาซื้อนี่ไม่แพง แต่เวลาซ่อมทีนี่กระอักเลือดสุดๆ เช่นเดียวกัน บ้านที่อยู่ใกล้ความชื้น สารพัดสิ่งมันก็จะพังเร็วกว่าปกติ เป็นต้น)
ทั้งนี้ สูตรพวกนี้ก็เป็นไกด์ไลน์เท่านั้นของการกันงบส่วนหนึ่งเอาไว้ดูแลรักษาบ้าน แต่ถ้าไปถามคนที่ดูแลบ้านและเป็น ‘คนจ่าย’ เอง ก็จะรู้ว่ามันจำเป็นจริงๆ ที่จะต้องมีงบส่วนนี้ เพราะถึงเวลาซ่อมจริงๆ ไม่มีเงินจะซ่อม ต้องอยู่บ้านพังๆ มันไม่สนุกแน่
อ้างอิง
- The Balance. Rule of Thumb: How Much To Budget for Home Maintenance. https://bit.ly/3P0fK2m
- USAToday. How much does the average home cost to maintain per year? $3,000, according to Angi. https://bit.ly/3QnSr3X
- Bankrate. What are the most common home maintenance costs? https://bit.ly/3pcf3ZH