เปิดประวัติศาสตร์ ‘นิ้วกลาง’ นิ้วมนุษย์ความหมายสุดลามกในอดีต สู่สัญลักษณ์สากลที่เป็นได้ทั้งคำด่า และอาวุธแห่งการขบถ
นาทีนี้ถ้าใครไถหน้าฟีดโซเชียลบ่อยๆ คงหนีไม่พ้นต้องเห็นหน้าน้องเดเร็กเด็กดีจากซีรีส์ ‘Stranger Things’ ตัวละครขวัญใจมหาชน ที่ชูนิ้วกลางให้กล้องแบบสุดเหวี่ยง จนกลายมีมไปในที่สุด
แต่เคยสงสัยกันไหมว่า ทำไมการชูแค่นิ้วเดียวถึงมีพลังทำลายล้างความสุภาพได้? มันกลายเป็นสัญลักษณ์ของความ ‘ก้าวร้าว’ ได้อย่างไร และเชื่อหรือไม่ว่ามีที่มาย้อนไปไกลถึงสมัยกรีกโบราณ และมีเรื่องราวที่ทั้งลามก ซับซ้อน และแสบกว่าที่เราคิด!
[เมื่อนิ้วกลางคือ ‘องคชาต’ จำลอง]
ถ้าย้อนกลับไปหาต้นตอ เดสมอนด์ มอร์ริส (Desmond Morris) นักมานุษยวิทยาเจ้าของผลงานวิจัยเรื่องนี้อธิบายไว้ชัดเจนว่า นิ้วกลางที่เหยียดตรงคือตัวแทนของ ‘องคชาต’ และนิ้วที่กำลงทั้งสองข้างคือตัวแทนของ ‘อัณฑะ’ ดังนั้น การชูนิ้วกลางให้ใครสักคน จึงเป็นการยื่นสัญลักษณ์ทางเพศใส่หน้า เพื่อสื่อความหมายว่า “นี่คืออวัยวะเพศชายที่ข้ามอบให้!” ซึ่งเป็นการแสดงออกที่ดิบและเก่าแก่ที่สุดอย่างหนึ่งของมนุษย์
ส่วนหลักฐานที่เก่าแก่ที่สุดนั้น ปรากฏขึ้นเมื่อประมาณ 2,500 ปีก่อน ในบทละครตลกเรื่อง ‘The Clouds’ (419 ปีก่อนคริสตกาล) ของ อริสโตฟานีส (Aristophanes) ที่มีฉากตัวละครชูนิ้วกลางล้อเลียนโสเครตีส หรือแม้แต่ปราชญ์อย่างไดโอจีนีส (Diogenes) ก็เคยชูนิ้วกลางใส่นักพูดที่เขาเกลียดเพื่อประกาศว่า “บุคคลคนนี้คือจอมปลุกปั่นที่ยิ่งใหญ่”
ความดิบเถื่อนของมันส่งต่อมาถึงยุคโรมัน ในชื่อเรียกว่า ‘Digitus Impudicus’ หรือ ‘นิ้วที่ไร้ยางอาย’ ว่ากันว่าจักรพรรดิคาลิกูลา (Caligula) ผู้ขึ้นชื่อเรื่องความบ้าอำนาจ เคยบังคับให้ข้าราชบริพารจูบนิ้วกลางของตัวเอง เพื่อเป็นการหยามเกียรติให้ถึงที่สุด
[ตำนานการน้าวสายธนู]
ข้ามเวลามาในปี 1415 ช่วงสงครามระหว่างอังกฤษและฝรั่งเศส มีตำนาน (ที่เหล่านักประวัติศาสตร์ยังถกเถียง) เล่าว่า ทหารฝรั่งเศสขู่จะตัดนิ้วกลางของพลธนูชาวอังกฤษทิ้ง เพื่อไม่ให้พวกเขาใช้ธนูยาวที่ทำจากไม้ต้นยู (Yew tree) ได้อีกต่อไป
แต่เมื่อผลลัพธ์ออกมาว่าอังกฤษเป็นฝ่ายชนะ พวกเขาจึงชูนิ้วกลางโชว์ทหารฝรั่งเศสพร้อมตะโกนว่า “See, we can still pluck yew!” (เห็นไหม พวกเรายังน้าวสายธนูไม้ยูได้โว้ย!) ซึ่งคำว่า Pluck yew นี้เองที่มีการเล่าต่อกันมาว่าค่อยๆ เพี้ยนเสียงจนกลายเป็นคำสบถตัว ‘F’ ที่เราใช้กันในปัจจุบัน
[จากก้นครัวอิตาลีสู่กบฏฮอลลีวูด]
นิ้วกลางเดินทางเข้าสู่อเมริกาพร้อมกับผู้อพยพชาวอิตาลี ในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 โดยมีหลักฐานเก่าแก่ที่สุดในโลกกีฬา คือภาพถ่ายรวมทีมเบสบอลในปี 1886 ที่ผู้ขว้างบอลของทีม Boston Beaneaters แอบชูนิ้วกลางใส่ทีมคู่แข่ง
เมื่อกาลเวลาผ่านไป ท่าทางนี้ได้แปรเปลี่ยนจากเรื่องเพศล้วนๆ กลายเป็นอาวุธของเหล่า ‘คนนอก’ และ ‘ผู้ขบถ’ ต่อระบบ ที่เห็นชัดที่สุดคือภาพจำระดับตำนานในปี 1969 ของจอห์นนี แคช (Johnny Cash) ที่ชูนิ้วกลางท้าทายใส่กล้องในเรือนจำ San Quentin
หรือในยุคหลังอย่าง M.I.A. ที่ชูนิ้วกลางระหว่างโชว์ช่วงพักครึ่ง Super Bowl จนมีการฟ้องเรียกค่าเสียหายจาก NFL สูงถึง 16.6 ล้านดอลลาร์ ฐานละเมิดสัญญาและทำลายชื่อเสียงของลีก แต่เธอก็ตอบกลับแบบเท่ๆ ว่านั่นคือจิตวิญญาณแบบนักรบโรมันต่างหาก!
[แล้วทำไมเรายัง ‘แจกนิ้ว’ กันไม่หยุด?]
ทำไมท่าทางลามกอายุ 2,000 ปี ถึงยังคงอยู่? ศาสตราจารย์ไอรา รอบบินส์ (Ira Robbins) ผู้ศึกษาเรื่องนี้ให้ความเห็นว่า ในปัจจุบันนิ้วกลางได้สูญเสียความหมายเชิงอวัยวะเพศไปเกือบหมดแล้ว แต่มันได้กลายเป็นสัญลักษณ์สากลของ ‘ความโกรธ การประท้วง หรือความตื่นเต้น’
พลังของอวัจนภาษา (Non-verbal) นี้มักจะแรงกว่าคำพูดเสมอ เพราะมันคือการขบถเล็กๆ ที่มอบอำนาจให้เรา ในวินาทีที่คำพูดดูอาจสุภาพหรือไร้น้ำหนักเกินไป นิ้วกลางของเราอาจเป็นการสื่อสารสากล เพราะมันก้าวข้ามกำแพงภาษาและวัฒนธรรมไปแล้ว
ไม่ว่าจะเป็นเด็กเกเรในห้องเรียน ทหารในสมรภูมิ หรือตัวละครขวัญใจในซีรีส์ ไม่ว่าสภาพแวดล้อมเปลี่ยนไปแค่ไหน แต่อารมณ์ดิบๆ ของมนุษย์ยังเหมือนเดิม ‘นิ้วกลาง’ จึงยังคงทำหน้าที่เป็น สัญลักษณ์นิรันดร์ของการท้าทายอำนาจ และเสรีภาพในการพูดได้ตลอดกาล
อ้างอิง:
- The Long History of the Middle Finger: From Ancient Insult to Global Gesture https://shorturl.at/XCcfb
- The Surprising History of the Middle Finger Gesture https://shorturl.at/J9OTa
- The middle finger is the most controversial digit. Thank the ancient Greeks for that. https://shorturl.at/ZsKYJ
- When did the middle finger become offensive? https://shorturl.at/iJWTR