ผ้าโพกหัว ‘Durag’ ที่ไม่ได้มีแค่ความเท่ จากแรงงานทาสและชนชั้นในอดีต สู่แฟชั่นสุดฮิตในปัจจุบัน
ถ้าพูดถึงภาพจำของแร็ปเปอร์ไทยอย่าง ‘Youngohm’ ทุกคนคงนึกถึงสไตล์แฟชั่นจัดจ้าน สร้อยเพชรเส้นโต และที่ขาดไม่ได้เลยคือ ‘ผ้าโพกหัว’ หรือที่เรียกว่า ‘Durag’ (ดูแร็ก) ซึ่งกลายมาเป็นไอเทมที่ถูกพูดถึงอย่างมากในแวดวงการแต่งตัว แต่น้อยคนจะรู้ว่าเบื้องหลังความเท่เหล่านี้ ต้นกำเนิดของมันไม่ได้มาจากห้องอัดเพลง หรือรันเวย์แฟชั่น แต่มันเต็มไปด้วยการกดขี่และการต่อสู้ทางชนชั้น
แต่ก่อนที่จะมีชื่อเรียกว่า ‘ดูแร็ก’ คงต้องพาย้อนกลับไปถึงต้นศตวรรษที่ 18-19 ที่ดูแร็กเริ่มปรากฏมีบริบททางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม ช่วงที่มีการค้าทาสในสหรัฐอเมริกาเริ่มจากกฎหมายที่บังคับใช้ในยุคนั้นเช่น Tignon Laws ที่ถูกใช้ในปี 1786 ที่เมืองนิวออร์ลีนส์ (New Orleans) รัฐลุยเซียนา (Louisiana) โดยคำว่า ‘ทิญง’ (Tignon) หมายถึงผ้าคลุมศีรษะลักษณะคล้ายกับดูแร็ก ที่จะให้ทาสและคนงานชาวแอฟริกันอเมริกันผู้หญิงใช้ผ้าคลุมศีรษะเพื่อลดทอนความงามไม่ให้เกินหน้าเกินตาผู้หญิงผิวขาวชั้นสูง ในขณะที่กลุ่มทาสและคนงานฝ่ายชายใช้ผ้าคลุมหัวเพื่อรักษาความสะอาดระหว่างทำงาน
หลังจากที่ได้มีการเลิกทาสในอเมริกาในช่วงปี 1865 ได้มีการอพยพครั้งใหญ่ของชาวแอฟริกันอเมริกันนับล้าน จนเกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่า ‘The Great Migration’ ในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 จากไร่ฝ้ายทางใต้ของอเมริกันสู่ทิศเหนือเมืองอุตสาหกรรมอย่างชิคาโกและนิวยอร์ก เมื่อการมาถึงของเหล่าผู้อพยพนับล้านในย่านฮาร์เล็ม (Harlem) ได้กลายเป็นจุดศูนย์กลางชุมชนของคนผิวดำขนาดใหญ่ จนเกิดวัฒนธรรมหลากหลายในช่วงปี 1920-1930 ทั้งวรรณกรรม ดนตรี ศิลปะในหลายแขนง โดยเฉพาะดูแร็กได้ถูกนำมาใช้เชิงวิถีชีวิตมากขึ้น เช่นรักษาทรงผมยอดฮิตอย่าง ‘360 Waves’ ผมลายคลื่นรอบหัว หรือปกป้องทรงผมให้อยู่ทรงระหว่างนอนหลับ
ก่อนที่คำว่า Durag จะถูกเรียกอย่างแพร่หลาย ผ้าคลุมศีรษะลักษณะนี้มักถูกเรียกอย่างกว้างๆ ว่า ‘headwrap’ หรือ ‘headscarf’ โดยเฉพาะในหมู่ชาวแอฟริกันอเมริกันในช่วงยุคทาสและหลังการเลิกทาส อย่างไรก็ตาม คำว่า ‘Do-rag’ เพิ่งมาปรากฏขึ้นในภายหลัง โดยมีหลักฐานตั้งแต่ปี 1964 ในแผ่นพับ ‘Negro Americans Take the Lead’ และต่อมาในนิตยสาร LIFE ปี 1965 ที่มีคำบรรยายภาพชายคนหนึ่งกำลังสวม Do-rag เพื่อรักษาทรงผมของเขา
คำว่า Do-rag ถูกสันนิษฐานว่ามาจากการรวมคำว่า ‘hairdo’ (ทรงผม) และ ‘rag’ (ผ้า) เพื่อสื่อถึงผ้าที่ใช้คลุมและรักษาทรงผม ก่อนที่คำนี้จะค่อยๆ พัฒนาในรูปแบบการสะกดและการใช้งาน จนกลายเป็น ‘Durag’ ที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน
การมาถึงของวัฒนธรรมฮิปฮอปในช่วงต้นปี 1990 จนถึงปี 2000 ผ้าดูแร็กได้ถูกนำมาใช้ในฐานะแฟชั่นอย่างเต็มตัว จากศิลปินชื่อดังอย่าง 50 Cent, Jay-Z รวมถึงนักบาสเกตบอลอย่าง Allen Iverson ที่มักจะสวมใส่ดูแร็กออกสื่อจนเริ่มกลายเป็นภาพจำของแฟชั่นมากขึ้น
เมื่อดูแร็กได้กลายเป็นแฟชั่นยอดฮิต อีกด้านของสังคมและสื่อในยุคนั้น กลับมองว่าผ้าโพกหัวนี้มีที่มาจากวัฒนธรรมของกลุ่มอันธพาล หรือเป็นสิ่งที่สื่อถึงพวกกลุ่มอาชญากรรม จนในปี 2005 ลีกบาสเกตบอลระดับโลกอย่าง NBA ประกาศบังคับใช้กฎการแต่งตัวสำหรับนักกีฬา (Dress code) โดยแบนการใส่ดูแร็กอย่างเด็ดขาด โดยให้เหตุผลว่า คือการจัดระเบียบภาพลักษณ์ขององค์กรให้ดูเป็นมืออาชีพมากยิ่งขึ้น แม้ปัจจุบัน NBA จะยังห้ามใส่ลงแข่งด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัย แต่ในพื้นที่นอกสนามหรือทางเดินเข้าล็อกเกอร์รูม ดูแร็กได้กลับมาเป็นไอเทมที่นักกีฬาสามารถสวมใส่ได้อย่างภาคภูมิใจ
ปัจจุบันดูแร็กได้ถูกยกระดับไปถึงรันเวย์แฟชั่นระดับโลก ไปจนถึงการไปอยู่บนหน้าปกของนิตยสาร Vouge ในปี 2020 ที่มีศิลปินอย่าง ‘Rihanna’ กำลังสวมใส่ผ้าดูแร็กอยู่ที่หน้าปก จนวัฒนธรรมนี้เดินทางมาถึงประเทศไทยจากศิลปินอย่าง ‘ยังโอม’ (Youngohm) ที่สร้างภาพจำจนวัยรุ่นไทยเริ่มหยิบผ้าดูแร็กมาผสมผสานกับแฟชั่นในปัจจุบัน การเดินทางอันยาวนานนี้จึงอาจเป็นเรื่องราวเตือนใจได้ดี เมื่อไหร่ที่ได้เห็นผ้าโพกหัวดูแร็กมันอาจไม่ใช่แค่เรื่องความเท่และแฟชั่น แต่มันคือร่องรอยประวัติศาตร์ของการต่อสู้ที่ถูกส่งต่อข้ามมานานนับหลายศตวรรษ
อ้างอิง:
- Durag https://shorturl.asia/g1NQ2
- The origins of the durag https://shorturl.asia/J3KMP
- Brief history of durag https://shorturl.asia/wIFiM