ตัวปู่ ตัวพ่อ ตัวบรรพบุรุษ! ‘เจงกิสข่าน’ คือบุรุษที่มีลูกหลานมากสุดจริงหรือ? แล้วเรารู้ได้อย่างไร
‘มองโกเลีย’ เป็นประเทศในแถบเอเชียที่ทุกวันนี้ประชากรยังมีลูกมาก อัตราเจริญพันธุ์ 2.7 หรือผู้หญิง 1 คน จะมีลูกเฉลี่ย 2.7 คน โดยคนมองโกลมักจะแต่งงานกันเร็ว และการมีลูก 3-4 คน ถือเป็นเรื่องปกติในสังคม และชาติเอเชียตะวันออกที่มีพื้นที่มากมายแห่งนี้ ก็มีความภาคภูมิใจในการเป็น ‘ลูกหลานเจงกิสข่าน’ ชาวมองโกเลียจะเชื่อกันว่าพวกเขามีเลือดของ ‘นักรบมองโกลในตำนาน’ อย่าง ‘เจงกิสข่าน’ ผู้ได้ชื่อว่ามีจักรวรรดิทางบกที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษย์ (ถ้านับจักรวรรดิทางทะเล จักรวรรดิบริเตนตอนพีกๆ ก็ถือว่าใหญ่กว่าพอควร) เพราะเขาขยายจักรวรรดิไปไม่หยุดตลอดชีวิต กระทั่งสิ้นชีวิตอย่างปริศนาในปี 1227 และพอถึงยุคที่ลูกหลานแย่งอาณาจักรกัน อาณาจักรก็แตกออก ไม่ยิ่งใหญ่เหมือนเดิมอีกต่อไป กระทั่งปิดตำนานในที่สุด
อย่างไรก็ดี คำว่า ‘ลูกหลานเจงกิสข่าน’ ก็ไม่ใช่คำที่เกินจริง เพราะมีงานศึกษามานานตั้งแต่ปี 2003 ที่ประเมินว่า ‘ผู้ชาย’ ประมาณ 16 ล้านคนบนโลก น่าจะสืบเชื้อสายมาจากเจงกิสข่าน
ถ้าตั้งคำถามจริงจัง ก็ต้องถามว่าเขารู้ได้อย่างไร เพราะในทางโบราณคดีเป็นที่รู้กันว่า ‘สุสานเจงกิสข่าน’ ยังหากันไม่เจอ ดังนั้นเราไม่มีทางจะมีตัวอย่างดีเอ็นเอของเจงกิสข่านเป็นแน่แท้
คำตอบของคำถามนี้คือ ‘โครโมโซม Y’
ในรหัสพันธุกรรมทั้งหมดหรือในจีโนมของมนุษย์คนหนึ่งๆ แน่นอนว่าส่วนต่างๆ ของดีเอ็นเอ (ที่เป็นหน่วยเล็กสุด) มาจากทั้งฝั่งพ่อและแม่ ยกเว้นอย่างเดียวคือส่วนของดีเอ็นเอที่ประกอบกันเป็นโครโมโซม Y ซึ่งเป็นโครโมโซมเพศชาย ที่ผู้หญิงจะไม่มี และถ้ามีลูกผู้หญิง ลูกจะไม่ได้รับโครโมโซมนี้ไป แต่ถ้ามีลูกผู้ชาย ลูกจะได้จากพ่อไปเต็มๆ และในทางทฤษฎี เราสามารถย้อนหา ‘บรรพบุรุษฝั่งพ่อ’ ของผู้ชายไปได้ตั้งแต่เริ่มมีมนุษย์อยู่บนโลก ผ่านการเทียบโครโมโซม Y ของผู้ชาย
งานศึกษาในปี 2003 พบว่า ผู้คนในพื้นที่ที่เป็นอาณาจักรมองโกลยุครุ่งเรืองในสมัยของเจงกิสข่าน มีโครโมโซม Y ใกล้เคียงกันเยอะมาก และหมายความว่าน่าจะสืบเชื้อสายมาจากบรรพบุรุษเดียวกัน อันหมายถึงพวกเขาคือ ‘ลูกหลานเจงกิสข่าน’ นั่นเอง และต้นทางของโครโมโซม Y ที่ว่านั้นก็สันนิษฐานว่าน่าจะมาจากตัวเจงกิสข่านเองด้วย
ทั้งนี้ต้องเข้าใจก่อนว่าในทางประวัติศาสตร์ เขาถือว่าเจงกิสข่านมีลูกชายสืบสายเลือดเพียง 4 คนเท่านั้น คือลูกชายกับภรรยาคนแรก แต่ก็มีความเชื่อเช่นกันว่าเจงกิสข่านนั้น ‘แพร่พันธุ์’ ไปทั่วราชอาณาจักร ด้วยวิธีมีสัมพันธ์กับบรรดา ‘หญิงงาม’ ในดินแดนที่เขายึดมาได้ โดยไม่สนว่าเป็นใคร ด้วยเหตุนี้จึงมีการประเมินว่า ถ้าจะนับหญิงงามทั้งหมดนี้เป็น ‘ภรรยา’ ด้วยแล้ว เจงกิสข่านก็น่าจะมีภรรยาหลักพัน ภรรยาอย่างเป็นทางการมีแค่ 6 คน แต่ไม่มีรายงานว่านอกจากภรรยาคนแรกแล้ว ภรรยาคนอื่นๆ มีลูกชายมากแค่ไหน
นอกจากเจงกิสข่านแล้ว เราก็ได้รู้ว่าบรรดาลูกชายของเจงกิสข่านเองนั้นก็ ‘ลูกดก’ โดยมีการบันทึกชัดเขนว่าลูกชายคนโตของเจงกิสข่าน มีลูกชายถึง 40 คน และคนอื่นๆ ก็มีไม่ต่ำกว่า 10 คน
ย้อนกลับไปตอนแรก ที่บอกว่าคนมองโกลมีค่านิยมมีลูกเยอะๆ มาจนถึงปัจจุบัน จึงไม่แปลกที่ในอดีตนั้นค่านิยมนี้เข้มข้นกว่านี้มาก และหากลองคิดภาพว่าถ้าเจงกิสข่านมีลูกกับหญิงหลักพันคน ก็มีความเป็นไปได้สูงว่าเขาจะมี ‘ลูกชาย’ เป็นหลักร้อยแน่ๆ เป็นขั้นต่ำ และถ้าคิดง่ายๆ ว่าเจงกิสข่านมีลูกชาย 100 คน ถ้าลูกชายทุกคนมีลูกชายอีกคนละ 5 เพียงประมาณ 8 ชั่วคน ก็จะมีผู้ชายที่มีโครโมโซม Y แบบเจงกิสข่านในหลัก 10 ล้านคน หรือถ้าคิดแบบต่ำหน่อย สมมติเจงกิสข่านมีลูกชาย 100 คน และลูกชายแต่ละคนมีลูกชายแค่ 3 คน นั่นก็หมายถึงเพียงแค่ 10 ชั่วคน เราก็จะมีประชากรโลกที่มีโครโมโซม Y แบบเจงกิสข่านในหลัก 10 ล้านคน
ดังนั้นเป็นไปได้แน่นอนที่ราว 800 ปี หลังการตายของเจงกิสข่าน ว่าเขาจะมี ‘ลูกหลาน’ ถึง 16 ล้านคน (ย้ำว่านับแค่ผู้ชาย)
และถามว่านี่คือจำนวนที่มากสุดไหม? ที่จริงแล้วมีงานยุคหลังๆ ที่พยายามสืบหา ‘ตัวพ่อ’ ที่มีลูกหลานจำนวนมากในประเทศอื่นๆ โดยมักจะเดาว่าเป็นพวก ‘นักรบผู้พิชิต’ ของประเทศนั้นๆ แต่สิ่งที่พบคือ เต็มที่แล้วกลุ่มคนเหล่านี้มีลูกหลานกันเพียงหลักล้าน ไม่ใช่หลักสิบล้านแบบเจงกิสข่าน ดังนั้นท่านข่านของเราก็ยังครองแชมป์อยู่
ใดๆ ก็ตาม เหตุผลที่ทำให้แม้แต่ผู้นำทางการเมืองที่ใหญ่โตในอดีตไม่ว่าจะยิ่งใหญ่แค่ไหน ก็ไม่พยายามจะมีลูกมากมายกับภรรยาเป็นกองทัพแบบเจงกิสข่าน ถ้าเป็นชาติตะวันตก แนวคิดเรื่องผัวเดียวเมียเดียวของศาสนาคริสต์ก็เป็นสิ่งที่ล็อกเอาไว้ แต่เหตุผลในทางเทคนิคอีกอย่างก็คือ การมีลูกมากๆ เวลา ‘ตัวพ่อ’ ตายไป การ ‘แย่งสมบัติ’ ในรุ่นลูกหลานมันจะโหดมากๆ รุ่นลูกอาจปัญหาน้อย แต่อาจมาเป็นปัญหาหนักในรุ่นหลาน ระดับที่ทำให้ ‘จักรวรรดิ’ แตกออกได้ และเคสที่เป็นตัวอย่างของภาวะเช่นนี้ก็คืออาณาจักรมองโกลยุคหลังเจงกิสข่านที่แตกเละเทะ และไม่เคยกลับมายิ่งใหญ่แบบเดิมได้อีก
อ้างอิง:
- National Geographic. Genghis Khan a Prolific Lover, DNA Data Implies. https://shorter.me/9nncI
- Smithsonian Magazine. Move Over, Genghis Khan. Many Other Men Left Huge Genetic Legacies. https://shorter.me/2EaZT
- ATI. The Story Of Genghis Khan’s Children And The Staggering Spread Of His DNA Around The World. https://shorter.me/pCulJ