2 Min

123456 ผลวิจัยเผย Gen Z ขี้เกียจคิดพาสเวิร์ด รู้ว่าเสี่ยง แต่ขอแบบง่ายๆ ไว้ก่อน เพราะมีแอปให้กรอกเยอะเหลือเกิน

2 Min
20 Views
11 Dec 2025

ไม่นานมานี้ Comparitech บริษัทวิจัยด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ ได้รวบรวมข้อมูลรหัสผ่านที่ถูกแฮกเป็นประจำ หรือที่เรียกกันว่าพาสเวิร์ดยอดแย่ (ประจำปี 2025) ผลปรากฏว่า การเรียงตัวเลขอย่างง่ายๆ เช่น 123456 หรือ 12345678 การตั้งโดยใช้คำว่า admin หรือ password ยังคงเป็นบัญชีที่ถูกละเมิดข้อมูลมากที่สุดติดอันดับต้นๆ เหมือนอย่างที่เป็นมา

แน่นอนว่านี่คือความเลินเล่ออย่างหนึ่งของผู้ใช้งาน เสี่ยงต่อการถูกล้วงข้อมูล ไม่ว่าทั้งจากทางอีเมล โซเชียลมีเดีย สตรีมมิง การชอปปิง ตลอดจนธุรกรรมทางการเงิน 

และไม่น่าเชื่อว่า ในอีกงานวิจัยหนึ่งในเรื่องที่เกี่ยวพันกัน พบว่าเกือบสามในสี่ของ Gen Z เป็นกลุ่มที่นิยมใช้รหัสแบบง่ายๆ แบบตัวอย่างด้านบน ถือเป็นกลุ่มใหญ่ที่สุด ขณะที่คนวัย Baby Boomers ที่ดูห่างไกลจากยุคสมัยของการตั้งรหัสผ่านบนอุปกรณ์ไอที กลับระมัดระวังตัวมากกว่า โดยมีเพียงครึ่งหนึ่งที่ยอมรับว่าตั้งอะไรง่ายๆ อย่าง 12345 

ทั้งนี้ก็เดาไม่ยากว่าการตั้งรหัสผ่านแบบง่ายๆ ยังเป็นการตั้งแบบเดียวแบบเดิมซ้ำกันในทุกๆ แพลตฟอร์มที่ตนใช้ (เชื่อว่าผู้อ่านหลายคนก็เป็นกัน) ซึ่งหมายความว่า รหัสผ่านที่เดาง่ายเพียงรหัสเดียวสามารถสร้างความเสียหายให้กับคนคนหนึ่งได้แทบทุกช่องทาง

คำถามคือ เกิดอะไรขึ้นกับคน Gen Z ที่เกิดมาพร้อมเทคโนโลยี การใช้เครื่องมือออนไลน์ มีแพลตฟอร์มจำนวนมากให้ต้องกรอกรหัสผ่าน?

และคำตอบของเรื่องนี้ก็ไม่ได้มีอะไรที่ซับซ้อน (เหมือนรหัสที่ตั้งกันง่ายๆ) มาจากความเบื่อหน่ายนั่นเอง 

และนั่นก็เป็นเพราะ Gen Z มีช่องทางการใช้เทคโนโลยีที่ค่อนข้างมาก โตมากับโซเชียลมีเดียหลากหลายแพลตฟอร์ม สตรีมมิงก็มีมากช่องใช้งาน ทั้งหนัง และเพลง หากต้องตั้งรหัสผ่านที่ยากๆ ตามเงื่อนไขที่ระบุว่า ต้องไม่ต่ำกว่า 12 ตัวอักษร ต้องมีตัวเลข ต้องมีอักขระพิเศษ ต้องมีโน่นนี่นั่น บลา บลา บลา และหากต้องตั้งไม่ซ้ำกันในทุกบัญชีจึงเป็นเรื่องค่อนข้างหนัก ถ้าต้องท่องจำอะไรยากๆ ทั้งหมดคงไม่ไหว

อย่างไรก็ดี แม้ดูคล้ายว่าคนหนุ่มสาวประมาท ไม่ระมัดระวังตัวเอาเสียเลย ยิ่งในยุคที่มิจฉาชีพมีมากพอๆ กับไมโครพลาสติกในอากาศ แต่ในความง่ายยังมีความซับซ้อนซ่อนอยู่

เมื่อลงลึกในรายละเอียด ยังพบอีกว่า Gen Z นิยมใช้เครื่องมือด้านความปลอดภัยสมัยใหม่ประกอบเป็นเกราะป้องกันอีกชั้น เช่น ใช้ระบบการยืนยันตัวตนสองขั้นตอน ใช้ฟังก์ชันไบโอเมตริกควบคู่กับการตั้งรหัสผ่าน โดยข้อมูลระบุว่า เป็นคนรุ่นที่พึงใช้เครื่องมืออื่นๆ ประกอบมากกว่าคนรุ่นก่อนๆ ที่อาศัยเพียงการจำรหัสเพียงอย่างเดียว

งานวิจัยอธิบายว่า สิ่งที่เราเห็นอาจไม่ได้หมายถึงความขี้เกียจเสมอไป แต่เป็นการสร้างสมดุลระหว่างความสะดวกสบายและความปลอดภัย ซึ่งผลสุดท้ายมันจะลงเอยอย่างไร การป้องกันแบบสองชั้นจะใช้ได้เป็นอย่างดีหรือไม่ ก็เป็นเรื่องที่ต้องว่ากันต่อไปในอนาคต

และต้องไม่ลืมว่า การเจาะข้อมูลใช่มีแต่การสุ่มรหัสผ่านแบบง่ายๆ มาใช้เพียงทางเดียว เทคโนโลยีด้านลบยังมีอีกหลายทางที่พร้อมขย้ำเกราะป้องกันให้หลุดลุ่ยได้เช่นกัน

อ้างอิง: