2 Min

‘เสรีภาพ’ หรือ ‘คุกคาม’? สรุปดราม่าอินฟลูฯ ถูกทำร้าย หลังถามจี้จุด ‘ความเหมาะสมในการเป็นพ่อแม่’ ของคู่รักเพศเดียวกัน

2 Min
10 Views
27 Apr 2026

กลายเป็นไวรัลที่จุดชนวนถกเถียงไปทั่วโลกโซเชียล เมื่อ ‘ไรลีย์ เนียมี’ (Ryley Niemi) อินฟลูเอนเซอร์จากรายการ Off The Record USA ถูกทำร้ายร่างกายระหว่างการสัมภาษณ์คู่รักเพศเดียวกันในย่านเวสต์ฮอลลีวูด (West Hollywood) เมื่อวันที่ 16 เมษายน 2026 ที่ผ่านมา จนนำไปสู่การจับกุมในข้อหาอาชญากรรมร้ายแรง

เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นเมื่อไรลีย์และทีมงานเข้าไปตั้งคำถามกับชายสองคนที่มีลูกน้อยเกี่ยวกับ ‘สิทธิในการรับเลี้ยงบุตรบุญธรรม’ ทว่าสถานการณ์เริ่มตึงเครียดขึ้น เมื่ออินฟลูเอนเซอร์รายนี้อ้างสถิติที่มีเนื้อหาทำร้ายจิตใจอย่างรุนแรง โดยระบุว่า “โดยสถิติแล้วผู้ชายที่เป็นเกย์มีแนวโน้มที่จะล่วงละเมิดทางเพศเด็กมากกว่า” พร้อมตั้งคำถามเรื่องการจ้างอุ้มบุญในราคา 50,000 ดอลลาร์

ความขัดแย้งบานปลายอย่างรวดเร็ว เมื่อ ‘เดวิด วูลลิน’ (David Vullin) หนึ่งในผู้ถูกสัมภาษณ์แสดงอาการไม่พอใจและเริ่มข่มขู่ ก่อนจะเข้าทำร้ายร่างกายไรลีย์ด้วยการตีที่ท้ายทอยจนทำให้เขาล้มลง ส่งผลให้กล้อง Sony A7C II ได้รับความเสียหาย อีกทั้งยังส่งถ้อยคำข่มขู่รุนแรงถึงทีมงาน จนต้องใช้เจ้าหน้าที่กู้ภัยนับสิบชีวิตเข้าควบคุมสถานการณ์

ข้อมูลจาก WeHo Times และบันทึกการจับกุมระบุว่า เดวิด วูลลิน (David Vullin) ถูกควบคุมตัวและตั้งข้อหาอาชญากรรม ฐานทำลายทรัพย์สินที่มีมูลค่าความเสียหายมากกว่า 400 ดอลลาร์ ก่อนจะได้รับการปล่อยตัวในภายหลัง

แน่นอนว่าคลิปดังกล่าวกลายเป็นไวรัลที่จุดชนวนวิพากษ์วิจารณ์เป็นสองฝ่าย โดยฝ่ายหนึ่งมองว่า แม้จะเป็นการตั้งคำถาม แต่การพุ่งเป้าไปที่ครอบครัวที่มีเด็กเล็กด้วยสถิติเชิงกล่าวหา คือการคุกคามที่เกินขอบเขต กลับกันอีกฝ่ายมองว่า ไม่ว่าเนื้อหาการสัมภาษณ์จะแย่แค่ไหน แต่การใช้ความรุนแรงและการทำร้ายร่างกายก็ไม่ใช่ทางออกที่ถูกต้อง

อย่างไรก็ตาม มีผลการวิจัยจากองค์กรการกุศล Just Like Us พบว่ากว่าครึ่งของพ่อแม่ที่เป็นเลสเบี้ยนและเกย์ต้องเผชิญกับความคิดเห็นเชิงลบเกี่ยวกับครอบครัวของพวกเขา โดยมีถึง 42 เปอร์เซ็นต์ ของบุตรหลานของพวกเขาได้รับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับการมีพ่อแม่ที่เป็น LGBTQ+ โดยเฉพาะคุณแม่ที่เป็นเลสเบี้ยนต้องเผชิญกับคำถามที่ล่วงล้ำเกี่ยวกับที่มาของครอบครัว และถูกตั้งคำถามที่ดูคุกคาม เช่น ถามเกี่ยวกับผู้บริจาคอสุจิของลูก

สุดท้ายแล้ว กรณีนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องของการทะเลาะวิวาท แต่กำลังโยนคำถามสำคัญกลับสู่สังคมถึง ‘ขอบเขตของการนำเสนอคอนเทนต์’ ในยุคที่ใครก็เป็นสื่อได้ เราจะขีดเส้นแบ่งระหว่าง ‘เสรีภาพในการพูด’ กับ ‘การคุกคามความเป็นส่วนตัว’ ไว้ตรงไหน เพื่อไม่ให้ความต่างทางความคิดจบลงที่ความรุนแรง

อ้างอิง: