การเดินทางของ ‘FOLKSTAR’ เมื่อ ‘Max Jenmana’ และ ‘Jesse Mek’ ค้นพบว่า “ชีวิตธรรมดานั้นมหัศจรรย์ที่สุด”
หลังจากห่างหายจากการปล่อยเพลงไทยไปถึง 3 ปี ‘Max Jenmana’ (แม็กซ์ เจนมานะ) ก็กลับมาอีกครั้ง ไม่ใช่ในฐานะศิลปินที่วิ่งไล่ตามกระแส แต่ในฐานะนักเดินทางที่ตกผลึกทางความคิด ร่วมกับ ‘Jesse Mek’ (เจสซี่ เมฆวัฒนา) เพื่อนิยามคำว่า ‘star’ ในรูปแบบใหม่ที่ไม่จำเป็นต้องลอยอยู่บนฟ้า แต่ส่องแสงสว่างจ้าอยู่ในมุมเล็กๆ ของตัวเอง ผ่านซิงเกิลใหม่ที่ชื่อว่า ‘FOLKSTAR’
ตลอด 3 ปีที่ไม่ได้ปล่อยเพลงไทยของแม็กซ์ เจนมานะ คือช่วงเวลาแห่งการค้นหาและทดลอง เขาเล่าให้เราฟังอย่างตรงไปตรงมาว่าเขาเคยหลงทางและพยายามค้นหาแนวดนตรีต่างๆ ของตัวเอง จนกระทั่งคำแนะนำจากเพื่อนสนิทดึงเขากลับสู่สามัญสำนึกแรกเริ่ม “จริงๆ แล้วรากเหง้าของผมคือ Folk, Blues” แม็กซ์สารภาพ
แต่ในความรักที่มีต่อดนตรีโฟล์ก เขาก็รู้ตัวดีว่าเขาไม่ใช่สาย ‘Purist’ หรือโฟล์กขนานแท้ที่เล่าเรื่องราวลึกซึ้งปรัชญาจ๋า เขาคือส่วนผสมของความร่วมสมัย มีทั้งความเป็นป๊อปและความเป็นโฟล์กอยู่ในตัว นั่นจึงเป็นที่มาของการชักชวน ‘Jesse Mek’ ชายหนุ่มผู้มีจิตวิญญาณโฟล์กแบบ Old Soul เข้ามาเติมเต็มส่วนที่หายไป
และนี่คือจุดเริ่มต้นของโปรเจกต์ FOLKSTAR
“โลกนี้มี Pop Star, Rock Star หรือ Rap Star ไปหมดแล้ว ทำไมเราจะมี FOLKSTAR บ้างไม่ได้?” ประโยคนี้คือสิ่งที่ศิลปินหนุ่มตั้งคำถามและกลายมาเป็นคอนเซ็ปต์หลักของเพลงนี้
เมื่อพูดถึงเพลงโฟล์ก ภาพจำของเรามักหนีไม่พ้น กองไฟ ป่าสน หรือภูเขา แต่พวกเขาเลือกที่จะตีความ Folk ในรูปแบบใหม่ ที่เรียกว่า ‘City Folk’ ด้วยการเล่าเรื่องราวของโฟล์ก ‘คนเมือง’
ในเพลงนี้ แม็กซ์และเจสซี่ตีความ FOLKSTAR ว่าคือคนธรรมดาที่มีแสงในตัวเอง อาจจะเป็นใครก็ได้ ลุงขายก๋วยเตี๋ยว หรือคนที่ใช้ชีวิตในแบบของตัวเองอย่างมีความสุข เปรียบเหมือน ‘เสือหิมะ’ หรือสัตว์หายากที่ซ่อนตัวอยู่อย่างสง่างามในพื้นที่ของตัวเอง อาจไม่มีใครรู้จักเมื่อออกไปนอกถิ่น แต่ในพื้นที่เล็กๆ นั้น เขาคือฮีโร่ของทุกคน เป็นการ localize คำว่า ‘star’ ให้กลับมาอยู่ใกล้เรามากขึ้น
อันที่จริงแล้วบุคคลที่เป็นแรงบันดาลใจให้ทั้งคู่นิยามคำว่า FOLKSTAR ขึ้นมานั้น คือ ชายคนหนึ่งที่พวกเขาเรียกว่า ‘พี่โป๊ง’ เจ้าของร้าน Blues Bar ย่านบางลำพู ผู้เป็นเหมือน ‘Local Hero’ หรือปราชญ์ชาวบ้านที่มีจุดยืนชัดเจน ยืนหยัดทำในสิ่งที่ชอบ อยู่ในพื้นที่ของตัวเอง แม็กซ์และเจสซี่จึงใช้เพลงนี้เป็นเหมือนเสียงของบุคคลที่สามเพื่อเล่าเรื่องของคนแบบพี่โป๊งและ FOLKSTAR ที่อาศัยอยู่รายรอบเรา
เพลงนี้จึงบอกเล่าเรื่องราวการเดินทางของชายคนหนึ่งในกรุงเทพฯ เริ่มต้นที่บางลำพูไปจนถึงซอยนานา โดยเปรียบ ‘ชีวิต’ เป็นเหมือน ‘การเดินทาง’ เป็นบทกวีที่ตีความชีวิตธรรมดาออกมาได้อย่างเรียบง่ายแต่งดงาม
“ชีวิตมันไม่ง่ายหรอก แต่ก็ไม่ยากหรอก เดี๋ยวก็มีทางออก… ชีวิตมันไม่ง่ายหรอก แต่เขาก็ไม่จนตรอก เพราะเขาคือ FOLKSTAR“
เนื้อเพลงท่อนนี้คือสารสำคัญที่แม็กซ์และเจสซี่อยากส่งต่อ มันคือบทเพลงปลอบประโลมใจในวันที่เรารู้สึกหลงทางหรือเหนื่อยล้าจากการวิ่งตามความสำเร็จแบบที่สังคมกำหนด
ในพาร์ตดนตรี แนวเพลงเป็นการผสมผสานระหว่าง Country Folk ด้วยกีตาร์โปร่งกับซาวด์สมัยใหม่ เช่น Breakbeat และ Synthesizer โดยฝีมือโปรดิวเซอร์อย่าง ‘JIPI’ ทำให้เกิดแนวทางใหม่ที่พวกเขาเรียกว่า ‘Neo Folk’ หรือ ‘City Folk’
มิวสิกวิดีโอเพลงนี้แม็กซ์ได้ลงมือกำกับด้วยตัวเอง โดยถ่ายทำระหว่างการเดินทางแบบ DIY Tour ลงไปภาคใต้ ซึ่ง DIY Tour ถือเป็น DNA ของโฟล์ก ที่ศิลปินจะเลือกร้านเล่นเอง เป็นการเดินทางไปเจอเพื่อน เจอมนุษย์ แม้เพลงจะพูดถึงกรุงเทพฯ แต่ภาพที่ออกมาคือการเดินทางไปเจอผู้คนจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นคุณป้าข้างถนน คุณลุงขายก๋วยเตี๋ยว หรือ FOLKSTAR ตามรายทาง เพื่อสื่อสารว่า “ชีวิตธรรมดาก็มหัศจรรย์ได้”
และหากถามว่าเพลงนี้จะฉีกแนวไปจากแนวเพลงที่ผ่านๆ มาของแม็กซ์ เจนมานะหรือไม่นั้น ก็ไม่เชิงเสียทีเดียว เพราะเพลงนี้ให้กลิ่นอายที่คล้ายคลึงกับเพลงดังอย่าง ‘วันหนึ่งฉันเดินเข้าป่า’ ที่สร้างชื่อเสียงให้เขาเมื่อหลายปีที่แล้ว
การกลับมาของแม็กซ์ครั้งนี้จึงเป็นเหมือนการกลับมาค้นพบตัวเองใหม่อีกครั้งอย่างเรียบง่ายและมั่นคงกว่าเดิม
“บางครั้งศิลปินอย่างพวกผมก็หลงทางไปกับตัวเลข ยอดวิว หรือความคาดหวัง จนมันลืมไปว่า คนธรรมดาเขามีความสุขเรียบง่ายมากเลย แค่เรามีความสุขในพื้นที่ของเรา ส่องแสงในแบบของเรา และถ้าเราขาดความเข้าใจในความเป็นมนุษย์ตรงนี้ บางครั้งงานเรามันก็อาจจะไม่ไปถึง ความธรรมดานี้มันก็มหัศจรรย์มากพอแล้ว”
พบกับ ‘FOLKSTAR’ การคอลแลบส์ที่จริงใจที่สุดของ Max Jenmana และ Jesse Mek ได้แล้ววันนี้ ทุกช่องทางสตรีมมิง