งานศึกษาเผย 3 นิสัยสุดดาร์ก ได้แก่ เห็นแก่ตัว หลงตัวเอง และแสวงอำนาจไม่สนศีลธรรม ทำให้คน ‘ประสบความสำเร็จ’
เรามีชีวิตอยู่ในโลกทุนนิยมตอนปลาย ที่ลัทธิเสรีนิยมใหม่เข้ากำหนดค่านิยมต่างๆ ของสังคมอย่างเต็มที่ จึงไม่แปลกที่ความสำเร็จแทบทุกอย่างในโลกแบบนี้มักจะวัดด้วย ‘ตัวเงิน’ เป็นพื้นฐาน และการมีไลฟ์โค้ชไปจนถึงโค้ชการเงินจำนวนมากมายโผล่ออกมาสั่งสอนผู้คนให้ ‘คิดอย่างคนรวย’ เพื่อให้ประสบความสำเร็จ จึงนับเป็นเรื่องธรรมดาของโลกยุคนี้
แล้วมันมีจริงๆ หรือการคิดอย่างคนรวยและคิดแบบนี้ทำให้รวยได้จริงๆ? หรือจริงๆ พวกคนรวยก็แค่รวย เลยมีโอกาสมาสั่งสอนคนอื่น?
งานวิจัยด้านจิตวิทยาจำนวนมาก ชี้ไปในทางเดียวกันว่า คนร่ำรวยมักจะมีลักษณะนิสัยบางอย่างแตกต่างจากคนอื่นในสังคมจริง ไม่ว่าจะเป็นการเห็นอกเห็นใจคนอื่นน้อยลง ซึ่งงานศึกษาชิ้นน่าสนใจจากฟินแลนด์ก็เคยชี้ให้เห็นแล้วว่าคนยิ่งขับรถแพงเท่าไร ก็จะยิ่งไม่ยอมจอดให้คนข้ามถนนมากขึ้นเท่านั้น
แต่ที่พีกสุดคือ งานศึกษาในวารสาร Personnel Psychology ในปี 2012 ที่พยายามจะศึกษาความสัมพันธ์ของลักษณะนิสัยคนโดยติดตามความก้าวหน้าด้านหน้าที่การงานเป็นเวลา 15 ปี และพบสิ่งที่น่าสนใจมากๆ
เพราะเขาพบว่าจริงๆ แล้วคนที่มีความก้าวหน้าทางหน้าที่การงานกว่าคนอื่น คือคนที่มีลักษณะนิสัย 3 ประการที่นักจิตวิทยาเรียกว่า ‘ตรีเอกานุภาพแห่งความมืด’ หรือ Dark Triad Personality คือภาวะใส่ใจแต่ตนเองและไม่ใส่ใจผู้อื่น (Psychopathy), ภาวะหลงตัวเอง (Narcissistic) และภาวะแสวงหาอำนาจโดยไม่ใส่ใจศีลธรรม (Machiavellian)
โดย 3 ลักษณะนี้ในทางจิตวิทยาแยกยากพอสมควรว่าอะไรเริ่มตรงไหนจบตรงไหน เพราะมันมีความเหลื่อมกันในระดับที่สูง ถ้าเป็นคนทั่วไปก็อาจเรียกลักษณะพวกนี้รวมๆ ว่า ‘เห็นแก่ตัว’ ซึ่งอาจเป็นการลดทอนไปหน่อยแต่ก็ไม่ผิดอะไร เหนือสิ่งอื่นใด งานวิจัยนี้พบชัดเจนเลยว่าคนที่มีลักษณะเห็นแก่ตัว จะกลายมาเป็นคนที่ปัจจุบันเรียกกันว่า บุคคลที่ประสบความสำเร็จนี่เอง
ความน่าสนใจคือ งานชิ้นนี้สำคัญเพราะเป็นงานที่ชี้ให้มองในเชิงสาเหตุและผลลัพธ์ของความเห็นแก่ตัวออกมาเลยว่าทำให้คนประสบความสำเร็จ เพราะงานศึกษาอื่นๆ จำนวนมากที่เคยมีการศึกษาคนรวยและคนประสบความสำเร็จ ไปจนถึงผู้บริหารระดับสูง ก็ชี้ว่าคนเหล่านี้มีโลกทัศน์แบบเห็นแก่ตัว แม้ว่าการกระทำอาจออกมาในแนว ‘ทำเพื่อสังคม’ ก็ตาม
ประเด็นคือ ข้อสรุปนี้นำไปสู่อะไร?
คำตอบอาจเป็นเรื่องที่ซับซ้อนพอสมควร
แน่นอน ถ้าเชื่อฉันทามติของงานวิจัย ก็ต้องสรุปว่า ถ้าอยากรวยหรืออยากประสบความสำเร็จ การพยายามเห็นแก่ตัวมากขึ้นมันเลี่ยงไม่ได้ การมองเห็นตัวเองก่อนคนอื่น การไม่ใส่ใจอะไรเลยนอกจากอำนาจที่มาพร้อมกันความหลงตัวเอง บางทีมันอาจเลี่ยงไม่ได้ถ้าต้องการจะ ‘รวยโดยไม่ถูกหวย’ อะไรแบบนี้
แต่อีกด้าน มันก็สะท้อนโลกทัศน์ทางสังคมการเมืองแบบ ‘ฝ่ายขวา’ ชัดเจน ว่าคนจะประสบความสำเร็จนั้น ถ้าดูเผินๆ อาจเป็นคนที่เห็นแก่ตัว เอาตัวเองรอดก่อน แต่สิ่งที่งานวิจัยทางจิตวิทยาไม่คิดต่อก็คือบุคลิกส่วนตัวพวกนี้เป็นผลจากโลกทัศน์ทางสังคม เพราะคนที่เอียงขวาจะมีแนวโน้มเชื่อว่ามนุษย์ชั่วร้าย และคิดว่าต้องเอาตัวเองให้รอดก่อนคนอื่น โดยคีย์เวิร์ดมันไม่ใช่การไม่ช่วยคนอื่น เพราะคนรวยจำนวนมากก็ช่วยคนอื่น ไม่ว่าจะในเชิงการกุศลแบบโบราณหรือ CSR แบบสมัยใหม่ แต่น่าจะไม่มีคนรวยแม้แต่คนเดียวที่ช่วยคนอื่นก่อนตัวเองและคนรอบตัว และนี่ตรงข้ามกับโลกทัศน์ทางสังคมการเมืองแบบฝ่ายซ้าย ที่เชื่อว่า ‘เราต้องรอดไปด้วยกันและพร้อมๆ กัน’
สุดท้าย สิ่งที่เราอาจต้องเข้าใจก็คือ งานวิจัยเกี่ยวกับจิตวิทยาของผู้ประสบความสำเร็จเหล่านี้ล้วนทำขึ้นในยุคหลังสงครามเย็น ยุคที่ลัทธิเสรีนิยมใหม่ได้ชัยชนะและกลายมาเป็นกฎเกณฑ์ของโลก กฎเกณฑ์เสรีทางการเงินและการค้าทำให้ขบวนการแรงงานพังเละเทะ และส่งผลสะเทือนให้รัฐสวัสดิการจะล้มมิล้มแหล่
หรือพูดอีกแบบ มันคือยุคที่ทุกคนต้องเอาตัวรอด แค่สภาวะปัจจุบันทรัพยากรมันลดลงเรื่อยๆ การเอาตัวรอดเลยต้องเข้มข้นขึ้น และการต้องเห็นแก่ตัวถึงจะประสบความสำเร็จมันก็เลยเป็นกฎเกณฑ์ของยุคแบบนี้นี่เอง โดยเฉพาะในสังคมที่บูชาเงินตราและทุนนิยม
ประเด็นคือ มันก็ไม่ใช่ในทุกยุคสมัยและทุกสังคมที่เป็นแบบนี้ เช่นในสังคมแบบรัฐสวัสดิการเข้มข้นแถบนอร์ดิก ก็เป็นที่รู้กันว่าสังคมไม่ได้แฮปปี้กับคน ‘อวดรวย’ และในโลกที่ผู้คนไม่ได้เหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจมากมาย คนส่วนใหญ่ในสังคมก็ไม่ได้นับว่าความสำเร็จทางเศรษฐกิจเป็นเรื่องสำคัญและน่าเอามาอวดกัน
หรือพูดสรุปทั้งหมดง่ายๆ สังคมที่มองว่าความสำเร็จทางเศรษฐกิจเป็นเรื่องใหญ่โต มันคือสังคมที่มีความเหลื่อมล้ำสูงแบบที่เราอาศัยอยู่นี้เอง และงานวิจัยทางจิตวิทยาที่หยิบยกมาก็ชี้ว่าในสังคมแบบนี้ หากเรายิ่ง ‘เห็นแก่ตัว’ ก็จะยิ่ง ‘ประสบความสำเร็จ’ นั่นเอง
อ้างอิง:
- The Conversation. Research suggests rich people tend to be more selfish – but why is that? https://shorter.me/PK1cH