จะเป็นอย่างไร เมื่อเด็กคนหนึ่ง เติบโตมากับ ‘พ่อแม่ผู้หลงตัวเอง’ สำรวจมุมมองทางจิตวิทยา เมื่อครอบครัวไม่ใช่เซฟโซน
ในโลกใบนี้ มีหลายคนเลยที่เติบโตมาพร้อมกับการตั้งคำถามว่า “ฉันเป็นใคร?” “ชีวิตแบบไหนที่อยากเป็น?” ทว่าสำหรับบางคนอาจไม่เคยคิดถึงคำถามเหล่านี้เลยด้วยซ้ำ
นี่คือเรื่องราวการเติบโตของคนที่โตมากับ ‘พ่อแม่ผู้หลงตัวเอง’ ที่มักมองว่า ‘ลูกไม่ใช่มนุษย์อีกคน’ ที่มีโลกภายในของตัวเอง แต่เป็นส่วนขยายของตน เป็นบทบาท เป็นหน้าที่ หรือเป็นเครื่องมือที่ช่วยพยุงคุณค่าในใจของพ่อแม่
อาจฟังดูใจร้ายกับคนเป็นลูก ก็กล่าวได้ว่าใจร้ายจริงๆ แต่หากมองให้ลึกลงไปแล้ว ภายใต้ภาพของความเข้มแข็งหรือการควบคุมนั้น แท้จริงกลับสะท้อนถึงความไม่มั่นคง และต้องการบางสิ่งจากภายนอกมาค้ำจุนตัวตนของตนเองของพ่อแม่กลุ่มนี้ ซึ่งหลายกรณีตำแหน่งนั้นได้ตกเป็นของ ‘ลูก’ นั่นเอง
เราอยากชวนทุกคนมาสำรวจชีวิตของลูกๆ ที่เติบโตมากับพ่อแม่ผู้หลงตัวเองว่า ผลกระทบที่พวกเขาได้รับจากการเลี้ยงดูนั้นเป็นอย่างไรบ้าง
กล่าวได้ว่า เมื่อเด็กถูกเลี้ยงดูในกรอบแคบๆ ที่ต้องเดินตามแนวทางที่พ่อแม่วางไว้ให้เท่านั้น พวกเขาจะค่อยๆ เรียนรู้ว่า ความรู้สึก ความต้องการ หรือความฝันที่ไม่เข้ากับ ‘ภาพที่พ่อแม่ต้องการ’ คือสิ่งที่ควรถูกแก้ไข
เด็กที่เศร้าอาจถูกมองว่าอ่อนไหวเกินไป
เด็กที่โกรธอาจถูกตราหน้าว่าก้าวร้าว
เด็กที่มีความฝันของตัวเองอาจถูกบอกว่าเป็นเรื่องไร้สาระ
สิ่งเหล่านี้ไม่ได้หายไปเมื่อเด็กเติบโตขึ้น หากแต่กลายเป็นเสียงภายในที่คอยตัดสินตนเองภายในใจอย่างเงียบเชียบ
ดังนั้น ผลกระทบที่เห็นได้ชัดอย่างหนึ่งคือ คนที่เติบโตมากับพ่อแม่หลงตัวเองมักไม่คุ้นเคยกับคำถามง่ายๆ อย่าง “ฉันรู้สึกอะไรอยู่” หรือ “ฉันต้องการอะไร” เพราะตลอดชีวิต พวกเขาถูกฝึกให้รับรู้และตอบสนองความต้องการของคนอื่นก่อนเสมอ จึงเกิดความเชื่อฝังใจว่า ‘การคิดถึงตัวเองคือความเห็นแก่ตัว’ และความรู้สึกของคนอื่นคือสิ่งที่ตนต้องรับผิดชอบ
ในบทความต้นฉบับ นักวิจัยอธิบายไว้ว่า ‘การละเลยทางอารมณ์’ ในลักษณะนี้ เมื่อสะสมต่อเนื่องจะก่อให้เกิด ‘บาดแผลทางใจสะสมในวัยเด็ก’ (Cumulative developmental trauma) เป็นบาดแผลลึกที่สลักข้อความว่า “การมีอยู่ของฉันไม่สำคัญ” ทำให้เด็กเหล่านี้มักเติบโตมากับความกลัวการถูกทอดทิ้ง และความอับอายเรื้อรังต่อการมีความต้องการหรือแม้แต่การมีตัวตน
ในระดับลึก สิ่งนี้อาจนำไปสู่ภาวะที่นักจิตวิทยาเรียกว่า ‘การแตกสลายของตัวตน’ (Shattering of the self) หรือ ‘การรู้สึกแยกขาดจากตัวเอง’ (Process of depersonalization) ราวกับกำลังใช้ชีวิตผ่านบทบาทที่ต้องเล่น มากกว่าการมีชีวิตจริงๆ เพื่อเอาตัวรอด เด็กเหล่านี้จึงสร้างรูปแบบการปรับตัวขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว
1 – การเลียนแบบ: บางคนเลือกกลายเป็นคนที่พ่อแม่ต้องการให้เป็น
2 – การยอมจำนน: บางคนเลือกหายไปจากชีวิตของตัวเอง ยอมทำตาม เอาใจ และไม่สร้างปัญหา นักจิตบำบัด อลิซ มิลเลอร์ (Alice Miller) เรียกสิ่งนี้ว่า การดูแลที่ผิดปกติ (Pathological caretaking) คือการทุ่มเทพลังทั้งหมดไปกับการคาดเดาและตอบสนองความต้องการของคนอื่น ขณะที่ความรู้สึกและความต้องการของตัวเองกลับถูกพักไว้อย่างไม่มีกำหนด แม้หลายคนจะเติบโตมาประสบความสำเร็จ ดูเข้มแข็ง ดูมีความรับผิดชอบ แต่ใครจะรู้ว่าภายในใจของพวกเขากลับรู้สึกว่างเปล่า สับสน หรือวิตกกังวลอย่างบอกไม่ถูก
3 – การต่อต้าน: ขณะที่บางคนเลือกเส้นทางของการต่อต้าน กลายเป็นเด็กหรือวัยรุ่นที่ดูดื้อ ก้าวร้าว หรือท้าทายอำนาจ แต่ในความเป็นจริง พลังชีวิตของพวกเขายังคงผูกอยู่กับพ่อแม่ เพียงแค่กลับด้านจากการคล้อยตามมาเป็นการต่อต้าน ตัวตนจึงยังไม่ได้เป็นอิสระอย่างแท้จริง
เมื่อโตเป็นผู้ใหญ่ รูปแบบเหล่านี้มักปรากฏซ้ำในความสัมพันธ์ หลายคนพบว่าตนต้องเป็นฝ่ายให้ เป็นฝ่ายช่วยเหลือ เป็นฝ่ายขอโทษ หรือเป็นฝ่ายที่ต้องพิสูจน์คุณค่าอยู่เสมอ ความขัดแย้งกลายเป็นสิ่งน่ากลัว เพราะลึกๆ มันเชื่อมโยงกับความกลัวว่าจะสูญเสียการยอมรับหรือการมีอยู่ไป บางคนรู้สึกเหมือนกำลังใช้ชีวิตแทนใครบางคน ไม่ใช่ตัวเองจริงๆ
มาถึงตรงนี้ หลายคนคงมีคำถาม “เมื่อรู้แล้วจะหลุดออกมาจากกรอบชีวิตแบบนี้ยังไง?”
แน่นอนว่าไม่ใช่การหันไปกล่าวโทษพ่อแม่เป็นบ้าเป็นหลัง บางทีพวกเขาก็เป็นเหยื่อของการเลี้ยงดูในวิธีที่ไม่เหมาะสมจากอดีตเช่นกัน
การเยียวยาที่ดีจึงเป็นการค่อยๆ เรียนรู้ที่จะกลับมาเป็นเจ้าของชีวิตของตัวเอง เป้าหมายสำคัญคือการใช้ชีวิตโดยไม่ต้องปรับตัวเพื่อแลกกับความรักอีกต่อไป ไม่ต้องหายไปในความสัมพันธ์ และไม่ต้องพิสูจน์คุณค่าด้วยการทำตัวให้เป็นประโยชน์เสมอ
นักวิจัยเรียกกระบวนการนี้ว่า ‘การฟื้นฟูตัวตน’ (Restoration of the self) เป็นการเยียวยาจากความอับอายเรื้อรัง ทั้งเสียงที่เคยถูกทำให้เงียบ และอารมณ์ที่ไม่เคยได้รับการยอมรับ หลังจากตระหนักรู้แล้วว่า “ฉันมีสิทธิ์ในชีวิตตัวเอง”
ลองค่อยๆ กล้ายอมรับความโกรธ ความเจ็บปวด และความสูญเสียที่เคยเกิดขึ้น เพื่อเปิดพื้นที่ให้ตัวตนที่แท้จริงได้กลับมา
แต่หากบาดแผลนั้นลึกเกินกว่าจะเยียวยาได้ด้วยตัวคนเดียว การออกไปพึ่งพานักบำบัดและผู้เชี่ยวชาญ อาจเป็นการสร้างพื้นที่ปลอดภัยแห่งแรกก็ได้
ไม่ว่าจะเดินช้าหรือเร็ว การเดินออกจากกติกาเดิมที่ทำให้เราหลงลืมตัวเอง ก็คือการเดินกลับบ้าน กลับมาหาตัวตนที่สมควรได้รับการมีอยู่ ด้วยความอ่อนโยน และโดยไม่ต้องขออนุญาตใครอีกต่อไป
อ้างอิง:
- Adaptation Trap: Why Children of Narcissists Lose Themselves
The rules of narcissists and how children learn to adapt to their parents. https://shorturl.asia/n4hFH - Cumulative Developmental Trauma, Early Dysregulation of the Nervous System and their Impact. https://shorturl.asia/oshid