คุยกับ ศาสตราจารย์ แพทย์หญิงเปรมฤดี ภูมิถาวร
เพื่อเข้าใจ Growth Hormone และการเติบโตอย่างถูกต้อง จากมุมมองแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านต่อมไร้ท่อเด็ก
ในปัจจุบัน ผู้ปกครองจำนวนมากให้ความสำคัญกับการเติบโตของบุตรหลานมากขึ้น โดยเฉพาะเรื่อง ‘ความสูง’ เพราะในมุมมองของหลายครอบครัว ความสูงไม่เพียงส่งผลต่อโอกาสในชีวิต แต่ยังเกี่ยวข้องกับการทำตามความฝัน และมีความสำคัญต่อการประกอบอาชีพบางประเภท ซึ่งล้วนเชื่อมโยงกับอนาคตของเด็กโดยตรง
ทำให้กลไกที่เกี่ยวข้องกับการเติบโตของร่างกายอย่าง ‘โกรทฮอร์โมน’ (Growth Hormone) ถูกให้ความสนใจอย่างกว้างขวางในโลกอินเทอร์เน็ต รวมไปถึงวิธีการที่มีส่วนในการเพิ่มความสูงถูกค้นคว้าและขวนขวายกันอยู่ไม่น้อย
ทว่าในโลกอินเทอร์เน็ตที่เต็มไปด้วยข้อมูลมากมายและโซเชียลมีเดียมีอิทธิพลต่อ ผู้ปกครองอย่างสูง การมีทัศนคติ ความรู้ ความเข้าใจในแนวทางที่ถูกต้องและปลอดภัย จึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งยวด เพื่อช่วยให้บุตรหลานสามารถเติบโตได้เต็มศักยภาพอย่างที่ควรจะเป็นสำหรับเด็ก
แต่ละคน
BrandThink จึงพูดคุยกับบุคคลที่สามารถให้คำตอบในประเด็นดังกล่าวตามหลักการทางวิทยาศาสตร์การแพทย์ได้ดีที่สุด นั่นคือ ศาสตราจารย์ แพทย์หญิงเปรมฤดี ภูมิถาวร หัวหน้าสาขาวิชาโรคต่อมไร้ท่อและเมแทบอลิซึม ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

‘Growth Hormone’ คืออะไร สำคัญอย่างไร?
ชื่อก็ตรงตัวอยู่แล้วว่าเป็นฮอร์โมนส่งเสริมการเติบโตโดยตรง เป็นฮอร์โมนที่ช่วยส่งเสริมการเติบโตของเด็ก และยังมีประโยชน์ในแง่กระบวนการเมแทบอลิซึมของร่างกายด้วย อาทิเช่น การสร้างโปรตีน การสลายไขมัน และสมดุลกลูโคส เป็นต้น
เพราะฉะนั้นถ้าร่างกายขาด Growth Hormone ก็จะทำให้มีการสะสมของไขมันมากขึ้นและมวลกล้ามเนื้อลดลง
ที่สำคัญ การขาด Growth Hormone ไม่ได้กระทบแค่เรื่องความสูงอย่างที่หลายคนเข้าใจ แต่ยังส่งผลต่อระบบเมแทบอลิซึมของร่างกายด้วย เช่น มีน้ำตาลต่ำในเลือด การเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคอ้วน และกล้ามเนื้อไม่แข็งแรง เป็นต้น
นอกจากนี้ด้านจิตใจเองก็สำคัญไม่แพ้กัน เด็กที่เติบโตช้ากว่าเพื่อนอาจรู้สึกขาดความมั่นใจ ถูกเปรียบเทียบ หรือรู้สึกไม่กล้าร่วมกิจกรรมบางอย่าง ซึ่งส่งผลต่อพัฒนาการทางอารมณ์และสังคมในระยะยาว
มีฮอร์โมนชนิดอื่นที่เกี่ยวข้องกับการเติบโตอีกหรือไม่?
จริงๆ ยังมีฮอร์โมนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องอีก ซึ่งถ้าร่างกายพร่องไปก็อาจทำให้การเติบโตไม่ดี เช่น ไทรอยด์ (Thyroid) หรือถ้ามีฮอร์โมนบางอย่างมากเกินไป เช่น คอร์ติซอล (Cortisol) ก็อาจทำให้การเติบโตไม่ดีเช่นกัน เพราะฉะนั้น ร่างกายต้องรักษาความสมดุลของฮอร์โมนทุกชนิด
รวมทั้ง วิตามินดี (Vitamin D) ซึ่งจริงๆ แล้วถือเป็นฮอร์โมนชนิดหนึ่ง แม้ชื่อจะเรียกว่าวิตามินก็ตาม ซึ่งก็มีผลต่อการเติบโตด้วยเช่นกัน
จะทราบได้อย่างไรว่าบุตรหลานเติบโตตามปกติ?
สิ่งที่สำคัญที่สุด คือการดู ‘อัตราการเพิ่มความสูง’ ซึ่งแต่ละช่วงวัยจะมีอัตราการเติบโตที่แตกต่างกัน
ในช่วงปีแรกของชีวิต เด็กควรมีความสูงเพิ่มขึ้นประมาณปีละ 18-25 เซนติเมตร หากเพิ่มน้อยกว่านี้ ควรเริ่มสงสัยว่าอาจมีความผิดปกติบางอย่างเกิดขึ้น
หลังจากนั้น ช่วงอายุ 4 ปีถึงก่อนเข้าสู่วัยรุ่น ในอัตราการเพิ่มความสูงจะค่อยๆ ลดลง ตามลำดับ เหลือประมาณปีละ 4-6 เซนติเมตร
ในช่วงวัยรุ่น จะมีช่วงการเติบโตที่เรียกว่า ‘Growth Spurt’ ซึ่งเป็นช่วงที่เด็กจะสูงขึ้นรวดเร็วหรือยืดอีกระยะหนึ่ง เด็กผู้ชายมักสูงขึ้นประมาณ 7-12 เซนติเมตร ต่อปี ส่วนเด็กผู้หญิงจะอยู่ที่ประมาณ 6-10 เซนติเมตรต่อปี
นอกจากนี้ ต้องเปรียบเทียบกับความสูงของพ่อแม่ด้วย คือ ศักยภาพทางพันธุกรรม เช่น ถ้าพ่อสูง 180 เซนติเมตร แม่สูง 165 เซนติเมตร แต่ลูกกลับมีแนวโน้มความสูงอยู่ในช่วงค่าต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน ก็ต้องตรวจสอบเพิ่มเติมว่าเกิดจากสาเหตุใด
การติดตามการเพิ่มความสูง สามารถเปรียบเทียบได้จากกราฟมาตรฐานการเติบโตของเด็กไทย (Thai Growth Chart) ที่เผยแพร่โดย สมาคมต่อมไร้ท่อเด็กและวัยรุ่นไทย กราฟนี้จะใช้เป็นเกณฑ์อ้างอิงในการประเมินว่าเด็กเติบโตอยู่ในระดับปกติหรือไม่

ภาพ: สมาคมต่อมไร้ท่อเด็กและวัยรุ่นไทย
มีวิธีการสังเกตความแตกต่างระหว่างเด็กที่ตัวเล็กจากกรรมพันธุ์กับเด็กที่เติบโตช้าจากความผิดปกติได้อย่างไร?
โดยทั่วไป เวลาเราเห็นเด็กหนึ่งคนอาจไม่แน่ใจว่าตัวเล็กหรือไม่ วิธีง่ายๆ ที่พ่อแม่สามารถสังเกตได้เบื้องต้น คือเทียบกับเพื่อนๆ รุ่นเดียวกัน เช่น ตอนลูกเข้าแถวที่โรงเรียน ถ้าพบว่าลูกดูตัวเล็กกว่าเพื่อนๆมากหรือสูงโดดขึ้นมา ก็ควรมาพบแพทย์
เมื่อมาพบแพทย์ แพทย์จะทำการซักประวัติ ตรวจร่างกาย และดูตามกราฟมาตรฐานการเติบโตของเด็กไทย ซึ่งมีเส้นเปอร์เซ็นไทล์ (percentile) เป็นตัวบ่งชี้
หากเด็กมีความสูงอยู่ในช่วงเปอร์เซ็นไทล์ที่ 3 และพ่อแม่เองก็มีความสูงอยู่ในช่วงเปอร์เซ็นไทล์ที่ 3 ก็อาจหมายความว่าเด็ก ‘ตัวเล็กตามกรรมพันธุ์’ ซึ่งถือว่าเป็นภาวะปกติ
แต่ถ้าในทางกลับกัน ถ้าพ่อแม่ค่อนข้างมีความสูง เช่น มีความสูงอยู่ราวเปอร์เซ็นไทล์ที่ 75 ขึ้นไป แต่ลูกกลับมีความสูงอยู่ที่เปอร์เซ็นไทล์ที่ 3 หรือต่ำกว่า ก็ให้สงสัยว่ามีปัญหาการเติบโตอะไรหรือเปล่า เพราะอาจไม่ใช่ตัวเล็กที่เกิดจากกรรมพันธุ์
ในกรณีเช่นนี้ แพทย์จะต้องพิจารณาปัจจัยอื่นร่วมด้วย เช่น เด็กมีโรคเรื้อรังบางประการหรือไม่ มีโรคที่ใช้ยาสเตียรอยด์หรือไม่ ซึ่งอาจกดการเติบโต หรืออาจเกิดจากภาวะขาด Growth Hormone ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของการเติบโตช้า เป็นต้น

ระยะเวลาหรือช่วงวัยใดของเด็กที่ถือว่าเหมาะสมที่สุดในการตรวจและเข้ารับการรักษา?
พูดกันตามจริงแล้ว สามารถทำได้ตั้งแต่วัยเด็กเล็กๆเลย ซึ่งถ้ามีความผิดปกติและได้รับการเริ่มรักษาแต่เนิ่นๆ ผลการรักษาจะค่อนข้างดีมาก เพราะถือเป็น ‘Golden Period’ ที่ร่างกายยังมีศักยภาพในการเติบโตเต็มที่
บางเคสเราสามารถรู้ได้ตั้งแต่แรกเกิดว่าเด็กอาจมีภาวะขาด Growth Hormone โดยจะมีลักษณะหรืออาการบางอย่างที่ชวนให้สงสัยได้ เช่น มีภาวะน้ำตาลต่ำในเลือด มีภาวะตัวเหลืองนานกว่าปกติ ในเด็กผู้ชายที่มีอวัยวะเพศขนาดเล็กปกติเป็นต้น
แต่ถ้าเริ่มมารักษาเมื่ออายุมากขึ้น เช่น ประมาณ 10 กว่าขวบแล้ว ซึ่งถือว่าเริ่มเข้าสู่วัยที่ร่างกายเริ่มเติบโตไปพอสมควรแล้ว อายุกระดูกมากขึ้น การรักษาอาจได้ผลน้อยกว่าการรักษาตั้งแต่ช่วงวัยเด็กกว่านี้
ดังนั้น จึงเป็นเรื่องสำคัญมากที่ผู้ปกครองจะต้องสังเกตสัญญาณผิดปกติ และพาลูกเข้ามารับการตรวจประเมินกับแพทย์เฉพาะทางต่อมไร้ท่อเด็กโดยเร็วที่สุด เพื่อให้สามารถวางแผนการรักษาได้ทันในช่วง ‘Golden Period’ ซึ่งเป็นหน้าต่างโอกาสสำคัญในการช่วยให้เด็กเติบโตได้อย่างเต็มศักยภาพทั้ง
ด้านร่างกายและพัฒนาการโดยรวม
สำหรับเด็กปกติทั่วไปหากผู้ปกครองและครูต้องการส่งเสริมให้เด็กสามารถเติบโตได้ตามศักยภาพ มีข้อแนะนำอย่างไร?
วิธีพื้นฐานสำหรับคนทั่วไป สำหรับครู สำหรับผู้ปกครองที่ดูแลเด็ก ก็คือเรื่องของ อาหารการกิน กินอาหารให้ครบ ในปริมาณเหมาะสม ดื่มนมวันละ 2-3 แก้ว ไม่เลี้ยงให้ลูกอ้วนหรือ ผอมเกินไป หากมีโรคประจำตัวอะไรก็รักษาให้เต็มที่ พักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ซึ่งเป็นวิธีพื้นฐานที่มีประโยชน์กับการเติบโต
อย่างไรก็ตาม หากพบว่าเด็กมีความสูงที่ผิดปกติสำหรับวัยนั้นๆ หรือการเติบโตล่าช้า แม้ดูแลเต็มที่แล้ว สิ่งสำคัญอันดับแรกคือการเข้ารับการประเมินโดยกุมารแพทย์ต่อมไร้ท่อ เพื่อค้นหาสาเหตุที่แท้จริง
หากวินิจฉัยว่ามีภาวะขาด Growth Hormone การรักษาที่เป็นมาตรฐานในปัจจุบันคือ การให้ Growth Hormone แบบฉีดวันละครั้งและในอนาคตอันใกล้จะมีแบบฉีดสัปดาห์ละครั้งใช้ใน
ประเทศไทย จะช่วยเพิ่มความสูงได้จริงและมีประสิทธิภาพ โดยต้องอยู่ภายใต้การดูแลของกุมารแพทย์ต่อมไร้ท่อ เนื่องจากต้องติดตามการเติบโตอายุกระดูก ตลอดจนติดตามความปลอดภัยอย่างต่อเนื่อง
เมื่อผู้ปกครองเข้าใจแนวทางการรักษาที่ถูกต้องตามหลักเวชปฏิบัติแล้ว ก็มักจะมีคำถามตามมาว่า แล้วผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ที่พบในแพลตฟอร์มออนไลน์ ซึ่งโฆษณาว่าสามารถช่วยเพิ่มความสูงได้นั้น มีประสิทธิภาพจริงหรือไม่ นี่จึงเป็นอีกประเด็นสำคัญที่อยากให้ผู้ปกครองได้รับข้อมูลที่ถูกต้องเช่นเดียวกัน
ปัจจุบันมีการโฆษณาผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ยา หรือ Growth Hormone แบบกิน ที่ระบุว่าช่วยเพิ่มความสูงขายตามแพลตฟอร์มออนไลน์ต่างๆ อยากทราบว่าผลิตภัณฑ์เหล่านี้ช่วยเพิ่มความสูงได้จริงหรือไม่ มีข้อแนะนำหรือข้อควรระวังอะไรบ้าง?
ถ้าเป็นยารักษาโรคจริงๆ ไม่แนะนำให้ซื้อเองอยู่แล้ว โดยเฉพาะยาที่ขายผ่าน
โซเชียลมีเดีย
แต่ถ้าเป็นพวกวิตามินทั่วไป บางอย่างก็สามารถรับประทานได้โดยไม่ต้องพบแพทย์ เช่น วิตามินรวม ซึ่งโดยทั่วไปมักไม่ทำให้เกิดปัญหาอะไรถ้ารับประทานในขนาดแนะนำ แต่ก็ต้องระวังอยู่ดี
เพราะตอนนี้ในโซเชียลมีเดียที่จะเห็นโฆษณาอยู่มากที่อ้างว่าเป็นยาเพิ่มความสูง ถ้าไปดูรายละเอียดบางทีก็จะพบว่าผลิตภัณฑ์เหล่านั้นมักเป็นเพียงวิตามินหรือ
แร่ธาตุธรรมดาเท่านั้น เพียงแต่ถูกนำไปโฆษณาว่าเป็น Growth Hormone เพื่อให้ดูน่าสนใจ
ตรงนี้อยากเน้นให้เข้าใจว่า Growth Hormone ของจริงมีเพียงรูปแบบเดียว คือแบบฉีดเท่านั้น ไม่มีแบบกิน
นอกจากนี้ Growth Hormone ไม่สามารถสั่งได้โดยแพทย์ทั่วไป ต้องอยู่ภายใต้การดูแลของกุมารแพทย์ต่อมไร้ท่อเท่านั้น และต้องสั่งจ่ายในโรงพยาบาล ไม่สามารถรับจากคลิกนิก หรือ สถาณพยาบาลเชิงพาณิชย์อื่นๆ ได้

มีความเข้าใจใดที่คลาดเคลื่อนไปจากหลักการทางการแพทย์เกี่ยวกับการเพิ่มความสูงที่มักพบเจอได้บ่อย?
ส่วนหนึ่งก็คือเป็นพวกลักษณะของโฆษณาที่กล่าวไปแล้วเบื้องต้น เกี่ยวกับพวก อาหารเสริม ยา หรือสารอาหารต่างๆ ที่ขายในอินเทอร์เน็ต
อีกเรื่องหนึ่งก็จะมีสถาบันที่โฆษณาว่าช่วยเพิ่มความสูง ซึ่งอาจใช้วิธีการยืดตัวจัดกระดูก ซึ่งก็ต้องบอกว่าไม่ได้มีข้อมูลทางการแพทย์ที่ยืนยันว่าทำให้ความสูงของเด็กเพิ่มขึ้นกว่าปกติได้จริงจากวิธีการที่กล่าวมา
ในฐานะแพทย์ อยากฝากอะไรถึงผู้ปกครองที่มีความปรารถนาให้บุตรหลานของตนสูงตาม
ความคาดหวังของตนเอง?
ปัจจุบันเป็นยุคที่คนให้ความสำคัญกับเรื่องของความสูงมากขึ้น บางคนพ่อแม่ตัวไม่สูง แต่ก็อยากให้ลูกสูงกว่าพ่อแม่ อันนั้นเป็นเรื่องปกติที่เข้าใจได้อยู่แล้ว และเราก็ต้องยอมรับว่าความสูงบางทีก็อาจทำให้เด็กมีโอกาสมากขึ้นในบางวิชาชีพ

อย่างไรก็ตามอยากจะสื่อให้ผู้ปกครองไม่ควรคาดหวังมากเกินไป เพราะบางครอบครัวนี่ถึงกับเครียดมาก พอมาตรวจแล้วรู้ว่ากระดูกใกล้ปิด ความสูงใกล้หยุด
ก็จะมีร้องไห้ มีเศร้า ซึ่งกลายเป็นความเครียดในครอบครัว
สิ่งสำคัญคืออยากให้พ่อแม่ผู้ปกครองให้กำลังใจและสนับสนุนเด็กในรายที่เขาสูงได้เต็มศักยภาพแล้ว เราก็ต้องยอมรับ และพยายามสนับสนุนจุดเด่นด้านอื่นของลูกตัวเอง เช่น เล่นกีฬาเก่ง เรียนหนังสือดี ก็อยากให้สนับสนุนด้านนั้น เพื่อไม่อยากให้เอาเรื่องความสูงมาเป็นประเด็นหลักในการดำรงชีวิตจนกดดันเด็ก
มากเกินไป
แต่แน่นอนว่าถ้าเด็กมีปัญหาการเติบโตจริงๆก็ควรเข้ารับการรักษา เราก็ทำให้เต็มที่ สนับสนุนให้เต็มที่ ถ้ามีปัญหาเราก็แก้ไขตามที่พบ เช่น เป็นหนุ่มสาวก่อนวัยเราก็รักษา เพื่อให้เขาโตเต็มที่ตามศักยภาพ ขาดฮอร์โมนการเติบโตเราก็ให้การรักษา แต่ได้เท่าไหร่ก็อยากให้ยอมรับ แล้วก็ให้กำลังใจเด็กๆ ต่อไป
และท้ายที่สุด สิ่งที่สำคัญคือการตรวจคัดกรองตั้งแต่เนิ่น ๆ (Early Screening) การวินิจฉัยให้เร็ว (Early Diagnosis) และการเข้ารับการรักษาแต่เนิ่นๆ จะช่วยให้เด็กที่มีความผิดปกติจริง ๆ ได้เติบโตเต็มศักยภาพของตนเองมากที่สุด ผู้ปกครองจึงไม่ควรมองข้ามสัญญาณผิดปกติและควรพาเด็กมารับการตรวจ
ประเมินกับแพทย์เฉพาะทางต่อมไร้ท่อเด็กโดยเร็วเพื่อให้ได้รับการดูแลที่เหมาะสมและตามมาตรฐานทางการแพทย์