‘หมาเลี้ยง’ อยู่ได้ไหมถ้าไม่มีมนุษย์? National Geographic ชวนตั้งคำถาม จากกรณี ‘วาเลอรี่’ ดัชชุนด์จากออสเตรเลีย ที่หายไปกว่าปี แต่กลับมาพร้อมหุ่นแน่นปั๊ก!
โดยทั่วไปแล้ว ในปัจจุบัน มีความเชื่อกันในหมู่ทั้งคนเลี้ยง นักเพาะพันธุ์และนักฝึกสุนัขว่า สุนัขคือสิ่งมีชีวิตที่ไม่สามารถดำรงอยู่บนโลกนี้ได้โดยปราศจากมนุษย์ เพราะตั้งแต่หมาป่า ‘วัฒนาการ’ มาเป็นหมาบ้านเมื่อราว 20,000 ปีก่อน การเปลี่ยนแปลงต่างๆ ของมันก็ทำให้พวกมันต้องพึ่งพามนุษย์ พวกมัน ‘ล่า’ ไม่เป็นอีกแล้ว อย่างมากที่สุดพวกมันทำได้แค่ ‘กินของเหลือ’ จากมนุษย์แบบพวกหมาข้างถนน
…ความเชื่อนี้กลับต้องสั่นคลอน หลังจากมีหมาดัชชุนด์สัญชาติออสเตรเลียชื่อ ‘วาเลอรี่’ สามารถเอาตัวรอดอยู่ในเกาะแห่งหนึ่งเพียงลำพังได้นานถึงปีกว่า หลังจากพลัดหลงกับครอบครัวตอนไปเที่ยว และมันไม่ได้รอดแบบอดอยาก ตอนคนไป ‘ช่วย’ มันหนักขึ้นราว 2 กิโลกรัม และมีกล้ามทั้งตัวเป็นมัดๆ
พูดง่ายๆ เวลาเพียงปีกว่าได้เปลี่ยน ‘หมาไส้กรอก’ เป็น ‘หมาป่า’ เต็มตัวที่สามารถดำรงชีพในป่าได้
หลังจากคนไป ‘ช่วย’ เจ้าวาเลอรี่มาในเดือนเมษายน 2025 มันก็เลยมีการถกเถียงว่า หรือจริงๆ มนุษย์มีความ ‘เข้าใจผิด’ กันหมดว่าหมาบนโลกนี้มันต้องการหรือพึ่งพาอาศัยมนุษย์ เพราะถ้าหมาทุกตัวเป็นอย่างวาเลอรี่ ถึงมนุษย์หายไปจากโลก พวกมันก็น่าจะอยู่กันเองได้ ‘ตามธรรมชาติ’
คำถามนี้น่าสนใจมากยิ่งขึ้น เมื่อ National Geographic สื่อสายธรรมชาติชื่อดังได้เอาคำถามนี้ไปถาม ‘ผู้เชี่ยวชาญ’ คำตอบที่ได้น่าสนใจมาก
ในทางชีววิทยาผู้เชี่ยวชาญด้านสุนัข เชื่อว่า สุนัขทุกตัวมี ‘สัญชาตญาณนักล่า’ ที่หลับใหลอยู่ในตัวเอง แบบที่เรียกว่าถึงกินอาหารเม็ดมาตลอดชีวิต แต่พอถึงเวลาไม่มีอะไรกินจริงๆ หมาเลี้ยงก็กลายเป็น ‘นักล่า’ ได้ ซึ่งจะเป็นได้ดีแค่ไหนก็อาจแล้วแต่สรีระ
นอกจากนี้ ผู้เชี่ยวชาญยังบอกว่าต้องยอมรับข้อเท็จจริงหนึ่งที่ว่า หมาจะรอดในธรรมชาติได้หรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับว่ามันจะเจอตัวอะไรกินหรือไม่ ซึ่งว่ากันตรง ถ้าพื้นที่ที่มันอยู่ตามธรรมชาติมีแต่สัตว์นักล่าโหดๆ ตัวใหญ่ๆ หมาตัวใหญ่ๆ แบบพันธุ์ใหญ่ที่สุดที่มีมาบนโลกก็เรียกว่า ‘รอดยาก’
กลับกัน ในพื้นที่ที่ไม่มีนักล่าที่โหดขนาดนั้น หรือไม่มีสัตว์นักล่าตัวใหญ่กว่า จริงๆ หมาขนาดกลาง ‘น่าจะ’ เอาตัวรอดได้ดีสุด
เหตุผลก็เหมือนเหตุผลที่สัตว์นักล่าขนาดยักษ์สูญพันธุ์ เพราะขนาดตัวที่ยิ่งใหญ่ ก็ยิ่งเป็นเป้าโจมตี บางทีก็โดนสัตว์ตัวเล็กกว่ารุมได้ (อย่าลืมว่ามนุษย์ก็เคยล่าแมมมอธเป็นอาหารมาแล้ว) ตรงกันข้าม สัตว์ขนาดกลางที่มีลูกล่อลูกชน รู้จักหลบหลีก ก็เอาตัวรอดได้ง่ายกว่า เช่นเจ้าวาเลรีที่รอดใน ‘เกาะจิงโจ้’ ได้ บนเกาะก็ไม่ได้ปราศจากนักล่า มันมีงูเต็มไปหมด แต่ความเป็นหมาตัวเล็กที่คล่องแคล่ว ผู้เชี่ยวชาญจึงคิดว่ามันน่าจะหนีงูรอดมาได้เรื่อยๆ
เหตุผลอีกประการก็คือ สัตว์ตัวเล็ก จะหาอาหารได้ง่าย ทำให้ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่าเจ้าวาเลอรี่ก็น่าจะรอดด้วยการกินแมลง หรือสัตว์เล็กๆ หรือแม้แต่การกินพืชบางชนิดเพื่อความอยู่เช่นกัน
จากทั้งหมดที่กล่าวมา ทำให้จากมุมของหมาตัวเล็กๆ ตัวนี้ ธรรมชาติไม่ใช่แค่พื้นที่น่ากลัว แต่คือบุฟเฟต์ที่กินได้ไม่จำกัด (ไม่แปลกที่วาเลอรี่กลับมาแล้วจะ ‘อ้วนขึ้น’) ซึ่งนี่คือจุดแข็งของหมานั่นเอง
ถ้าจะสรุปอย่างให้เห็นภาพชัดเจน คงจะต้องอธิบายว่า ในขณะที่หมาป่าต้องกินเนื้อสัตว์เพื่ออยู่รอด แต่เมื่อนักล่าเหล่านี้วิวัฒนาการมาเป็น ‘หมาบ้าน’ ระบบทางเดินอาหารก็เปลี่ยนไปหมด ในทางชีววิทยา มีการยอมรับกันแน่นอนว่าหมาบ้านไม่ได้กินอาหารเหมือนหมาป่า และหมาบ้านสามารถย่อยพืชเป็นสารอาหารได้ดีกว่าด้วย เพราะพวกมัน ‘กินอาหารได้เหมือนมนุษย์’ เนื่องจากการจะเป็นหมาบ้านนั้น พวกมันต้องวิวัฒนาการมากับการกิน ‘ของเหลือจากมนุษย์’ มาเป็นหมื่นปีด้วย
ดังนั้นการ ‘กินได้หลากหลาย’ คือจุดแข็งของหมาบ้านที่คนมักจะลืมกันไป และนั่นคือความสามารถระดับสุดยอดแล้วในการเอาตัวรอดตาม ‘ธรรมชาติ’
สำหรับคนที่คิดว่ามนุษย์เป็นเพียงที่พึ่งเดียวของหมาก็ขอแสดงความเสียใจด้วย เพราะจริงๆ แล้วเจ้าตูบน่าจะ ‘อยู่รอดได้โดยไม่ต้องมีมนุษย์’ แน่นอนถ้าพูดในเชิง ‘เผ่าพันธุ์’
แต่อีกด้านหนึ่ง ถ้าเรามองพวกมันเป็น ‘ลูก’ แล้ว การที่ ‘ลูก’ สามารถอยู่รอดบนโลกนี้ได้โดยไม่ต้องมีเรา มันก็ควรจะเป็นเรื่องน่าดีใจมากกว่าเศร้าใจ
อ้างอิง:
- National Geographic. Do dogs need people to survive? The truth might hurt. https://shorter.me/pEIpg