3 Min

‘ไบรอัน’ หนุ่มเกาหลี วัย 24 ปี ปล่อยซิงเกิลใหม่ ‘ไก่กินช้าง’ เนื้อเพลงมากมาย ความหมายอาจจะยัง แต่ทำไมคนถึงชอบฟังกันนะ?

3 Min
146 Views
24 Oct 2025

ทุกวันนี้ เชื่อว่าหลายคนต้องคุ้นหูกับบุคคลที่มีชื่อว่า ‘Joke iScream’ กันมาบ้างแล้ว เพราะนี่คือศิลปินชื่อดังชาวเกาหลี…เอ้ย! ชาวไทย ที่ปัจจุบันมีเพลงปล่อยออกมาแล้วถึง 2 ซิงเกิล อย่าง ‘My name is Brian’ ผลงานเดบิวต์ชิ้นแรกที่บอกเล่าถึงเรื่องราวของ ‘ไบรอัน’ ชายหนุ่มสัญชาติเกาหลี อายุ 24 ปี และล่าสุด เขากลับมาพร้อมกับเพลงสุดปั่นอย่าง ‘Chicken Eats Elephant’ ที่เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับไก่กินช้าง และยุงที่กินจระเข้!

Joke iScream หรือชื่อจริงว่า ‘อรรถวุฒิ อินทอง’ เป็นครีเอเตอร์หรือศิลปินชื่อดังจากประเทศไทย เขาเริ่มต้นจากการเป็นยูทูบเบอร์ ที่ตอนแรกมักจะผลิตคอนเทนต์แนวตลก จนเกิดเป็น ‘มีม’ ที่คุ้นหน้าคุ้นตากันอยู่หลายครั้ง ยกตัวอย่าง มีมอันโด่งดังมากที่สุดอย่าง ‘ห้ามขีดเขียน’ 

มีมนี้เกิดจากคลิปวิดีโอที่คุณโจ๊กได้เข้าไปสำรวจบ้านร้าง และเจอกำแพงที่มีข้อความระบุเป็นหมึกสีแดงว่า ห้ามขีดเขียน พร้อมกับภาษาอื่นๆ อีก 2 ภาษา และคุณโจ๊กก็ได้โชว์สกิลภาษาไปหนึ่งกรุบ ไม่ว่าจะเป็น

“ฉีหน่าตี๋ฉีเช่า ฉีหน่าคั้นอีโตเกะ” หรือ
“อิสเดรกะบอยฟรานซ์เดอะเทคกิ้งเดอะเว็ท สเตรย์ดิ้งอะบรอดเอาท์ดิสตาร์คอินเดอะเวิร์ค”

นอกจากนี้ คุณโจ๊กก็ยังมีคาแรกเตอร์ที่โดดเด่นอีกอย่างคือ ‘ไบรอัน หนุ่มเกาหลี วัย 24 ปี’ โดยเกิดจากคลิปวิดีโอที่คุณโจ๊กได้ออกมาตั้งกล้องถ่ายทอดสด คุยกับชาวต่างชาติ โดยภาษาที่ใช้ในการสนทนาก็จะเป็นไปอย่างที่เหล่าแฟนคลับชอบแซวกันว่า ‘พูดมากมาย ความหมายอีหยังวะ’ 

ซึ่งเมื่อคุยกันไปได้สักพัก คุณโจ๊กก็เริ่มแนะนำชื่อของตนเองให้กับชาวต่างชาติที่ถ่ายทอดสดอยู่ด้วยกันว่า ชื่อ ‘ไบรอัน’ นี่จึงกลายเป็นเหตุผลหลักที่ทำให้คุณโจ๊กตัดสินใจเริ่มแต่งเพลงสุดแปลกออกมาอย่าง My name is Brian และ Chicken Eats Elephant ที่กล่าวไปข้างต้นนั่นเอง

ทั้งนี้ เพลงทั้งสองเพลงของคุณโจ๊ก มองผิวเผินอาจดูเหมือนงานทดลองของศิลปินนอกกระแสที่อยากจะเล่นสนุกกับความแปลกใหม่ของภาษา แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่าคือ ‘คนฟัง’ ไม่ได้รู้สึกว่าพวกเขากำลังถูกทดสอบ กลับรู้สึกว่านี่คืออะไรบางอย่างที่ฟังแล้วสบายใจ หัวเราะได้ ติดหูโดยไม่รู้ตัว และอยากเปิดฟังซ้ำอีก

ซึ่งถ้าหากมองผ่านมุมจิตวิทยาดนตรี จะถือว่าไม่ใช่เรื่องบังเอิญเลย เพราะเพลงของคุณโจ๊กนั้น ถึงแม้จะแปลกแค่ไหน แต่มันก็มีฮุคที่แข็งแรง ทั้งในเชิงโครงสร้างทางเสียง เมโลดี้สั้นๆ ที่จังหวะเหมาะเจาะ และคำที่ฟังง่ายแต่สะดุดหู

สิ่งเหล่านี้ ล้วนกระตุ้นให้สมองปล่อยโดปามีนเล็กๆ เหมือนเวลาเราจำท่อนหนึ่งของเพลงได้โดยไม่ตั้งใจ หรือที่นักวิทยาศาสตร์เรียกว่า ‘Earworm’ หรือ เสียงที่วนกลับมาในหัวแม้เราจะไม่ได้ตั้งใจฟังแล้วก็ตาม

ทว่าเบื้องหลังดนตรีที่มีเนื้อเพลงแปลกๆ นั้น เชื่อหรือไม่ว่า ถ้าหากมองในมุมมองของการตลาด หรือว่าเชิงเศรษฐกิจ มันจะมีบางอย่างที่สะท้อนยุคสมัยได้อย่างหนึ่ง คือ เรากำลังอยู่ในช่วงเวลาที่ ‘ดนตรีไทย’ หรือ T-POP ไม่ได้มีหน้าตาแบบเดียวอีกต่อไป

ดนตรีไทยมันกำลังแตกแขนงออกไปอย่างหลายทิศทาง และคนฟัง รวมถึงผู้จัดคอนเสิร์ตก็เริ่มเปิดรับแนวดนตรีที่หลากหลายและแปลกใหม่มากขึ้น มันจึงมีพื้นที่สำหรับดนตรีทางทดลองอย่างที่คุณโจ๊กกำลังทำอยู่

ยกตัวอย่าง งานคอนเสิร์ตเฟสติวัลที่เพื่อนๆ ต้องวิ่งเต้นกัน เพื่อรีบเปลี่ยนเวทีในการไปดูศิลปินที่เรารัก ภายในงานคอนเสิร์ตเฟสติวัลเหล่านี้ มักจะมีเวที ‘เล็ก’ หรือเวที ‘ลับ’ สำหรับศิลปินนอกกระแส หรือศิลปินสายอินดี้อยู่เสมอ ซึ่งนี่ถือเป็นพื้นที่และการให้เกียรติสำหรับดนตรีสายทดลองนั่นเอง

กล่าวคือ ในยุคที่อุตสาหกรรมดนตรีเริ่มมีภาพที่ชัดเจนขึ้น โปรดักชันแน่นขึ้น และภาพรวมของวงการดูสากลขึ้นมาบ้างแล้ว ‘ความแตกต่าง’ แบบที่คุณโจ๊กทำ จึงยิ่งโดดเด่นในฐานะตัวแทนของเสียงอีกประเภทหนึ่งได้เป็นอย่างดี บวกกับคนฟังก็พร้อมเปิดรับเพลง นั่นจึงอาจเป็นเหตุผลว่าทำไมเพลงของเขาถึงยังวนอยู่ในหัวใครหลายคน…เพราะเขาไม่พยายามทำให้มัน ‘ถูกใจทุกคน’ แต่เขาทำให้มัน ‘เป็นตัวเอง’ อย่างสุดทาง

สุดท้ายแล้ว บางทีผู้ฟังอย่างพวกเรา อาจไม่ได้เลือกฟังเพลงจากความเข้าใจ หรือความแปลกเพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่เลือกจาก ‘ความรู้สึกที่เชื่อมโยงได้’ ในแบบของตัวเอง หรือพูดเป็นภาษาชาวบ้านง่ายๆ ก็คือ ‘ตรงเทส’ ซึ่งอย่างที่เห็นก็คือ เพลงแปลกๆ ของคุณโจ๊กก็เหมือนจะพูดภาษานั้นได้ตรงใจใครหลายๆ คนเลยทีเดียว

อ้างอิง: