ฟังชีวิต…ให้ได้ยินเสียงหัวใจ ชวน ‘บอย โกสิยพงษ์’ มองชีวิตวัย 58 ปี ผ่านเพลย์ลิสต์ ความคิด และความศรัทธาบนเส้นทางดนตรี
กว่าสามทศวรรษบนเส้นทางดนตรีของผู้ชายที่ชื่อว่า ‘ชีวิน โกสิยพงษ์’ หรือที่คนทั้งประเทศรู้จักกันในนาม ‘บอย โกสิยพงษ์’ นั้นเขาไม่เพียงสร้างบทเพลงที่กลายเป็นเสียงประกอบชีวิตของผู้คน แต่ยังสร้าง ‘โลกของบทเพลงและเสียง’ ที่เต็มไปด้วยความจริงใจและความศรัทธาในสิ่งที่ทำ
จากศิลปินผู้อยู่เบื้องหลังดนตรีแห่งยุค
สู่ผู้เปิดพื้นที่และช่วยสร้างเส้นทางให้ศิลปินรุ่นใหม่ได้เติบโต
จากนักแต่งเพลงที่พูดผ่านท่วงทำนอง
สู่ผู้นำทางทางจิตวิญญาณของคนทำงานสร้างสรรค์หลายรุ่น
ในวัย 58 ปี บอย โกสิยพงษ์ ยังคงเชื่อในพลังของ ‘บทเพลง’ และ ‘เสียงดนตรี’ ที่ซื่อตรงต่อหัวใจ จนกลายเสียงเพลงที่เยียวยาจิตใจของคนฟังโดยไม่ต้องอธิบายอะไรเพิ่มเติม และสิ่งเหล่านี้ยังคงเป็น ‘นาฬิกาปลุก’ ที่ทำให้เขาตื่นขึ้นมาทุกวันเพื่อเรียนรู้สิ่งใหม่
เพราะสำหรับเขา ดนตรีไม่ใช่งาน ไม่ใช่อาชีพ แต่มันคือ ‘ชีวิตที่ยังเติบโตอยู่เสมอ’
และถ้าชีวิตของบอย โกสิยพงษ์ เป็นเพลย์ลิสต์สักชุดหนึ่ง แต่ละเพลงอาจไม่ถูกเรียงตามลำดับเวลา แต่อาจเรียงตาม ‘ความรู้สึก’ จากหัวใจในแต่ละช่วงชีวิตของผู้ชายคนนี้

[เพลย์ลิสต์ที่ร้อยเรียงชีวิต บอย โกสิยพงษ์]
“Stevie Wonder อยู่ในทุกเพลย์ลิสต์ของชีวิตผมครับ
Sting ก็อยู่ในทุกเพลย์ลิสต์ของผมด้วย”
เมื่อลองชวนบอย โกสิยพงษ์ จัดเพลย์ลิสต์เพลงตามแต่ละช่วงชีวิตของตนเอง เขาเอ่ยปากว่า เพลย์ลิสต์อาจไม่ต่างจากเพลย์ลิสต์ยาวเหยียด มีหลากหลายบทเพลง ที่บางเพลงถูกเปิดซ้ำ บางเพลงก็อาจเงียบหายไปแล้ว แต่ทุกเพลงยังคงอยู่ในใจของเขาเสมอ และอีกหลายเสียงหลังจากนั้น…ก็กลายเป็นท่วงทำนองที่คนไทยร้องได้โดยไม่รู้ตัว
“ตอนเด็กผมฟังเพลงพี่ป้อม พี่โต๊ะ (อัสนี-วสันต์), The Innocent, Earth Wind & Fire, George Benson, Boyz II Men, Babyface แล้วเพลงพวกนี้อยู่กับผมมาตลอดทั้งชีวิต”
เขาหัวเราะเบาๆ ขณะพูดถึงชื่อนักดนตรีเหล่านั้น เหมือนกำลังนึกถึงเพื่อนเก่าที่เคยอยู่ด้วยกันในทุกช่วงวัย เพราะในชีวิตของบอย โกสิยพงษ์ ดนตรีไม่เคยเป็นเพียงเสียงเพลง แต่คือ เพื่อนสนิท ที่ไม่เคยทิ้งกันไปไหน ก่อนจะพูดต่อว่า “ผมเป็นคนชอบฟังเพลงมากครับ ถ้าวันไหนไม่ได้ฟังก็จะรู้สึกเหมือนขาดอะไรไป”
ดนตรีแต่ละยุคคือภาพจำของชีวิตบอย โกสิยพงษ์ จากความสดใสของ Motown ที่เปี่ยมไปด้วยพลัง สู่เพลงแจ๊สและคลาสสิกที่ฟังเพื่อหาความสงบในวัยห้าสิบกว่า ไม่ว่าจะอยู่ช่วงไหนของชีวิต เสียงเพลงก็ยังคงเป็นเหมือนเงาที่เดินตามเขามาเสมอ

และเมื่อถามว่า ถ้าต้องเลือกเพลงของตัวเองมาบันทึกเรื่องราวของตัวเอง บอย โกสิยพงษ์ ตอบโดยไม่ต้องคิดเลยว่าต้องมีเพลง รักคุณเท่าฟ้า, Season Change (ฤดูที่แตกต่าง), Live and Learn, เจ้าหญิง ฯลฯ
“เพลง ‘รักคุณเท่าฟ้า’ ตอนนั้นอาจารย์สมาน กาญจนผลิน กับอาจารย์ชลธี ธารทอง เขียนไว้ แล้วให้ผมช่วยเรียบเรียงเพิ่มเติม ถือเป็นเกียรติมากครับ” บอย โกสิยพงษ์ เล่า “แต่ในอีกแง่หนึ่ง เพลงนี้ผมก็แต่งให้แฟนในตอนนั้น ซึ่งตอนนี้ เธอก็เป็นภรรยาของผมจริงๆ”
ชายที่อยู่ตรงหน้าหัวเราะขณะพูด หากแต่ในแววตาเต็มไปด้วยความอ่อนโยน เพราะทุกเพลงไม่เพียงเล่าเรื่องราวของใครบางคน แต่ยังสะท้อนสิ่งที่เขาได้เรียนรู้ในแต่ละช่วงชีวิตด้วย
“อย่าง ‘Season Change’ ก็มาจากคำที่แม่สอน ตอนนั้นแม่บอกว่า ไม่มีอะไรอยู่กับเราตลอดไป ทุกอย่างเปลี่ยนได้หมด ส่วน ‘Live and Learn’ มาจากคำพูดของพ่อ ที่สอนให้เราลุกขึ้นจากความผิดพลาด แล้วเรียนรู้ต่อไป”
ทุกเพลงที่เขาแต่งจึงมี ‘คนสำคัญ’ อยู่เบื้องหลังเสมอ และทุกท่วงทำนองคือวิธีที่บอย โกสิยพงษ์ เก็บความทรงจำนั้นไว้กับตัวเอง
“ผมแต่งเพลงเพราะอยากเยียวยาตัวเองก่อนครับ แล้วค่อยส่งต่อความรู้สึกนั้นให้คนอื่น”
[ให้เสียงเพลงนำทางไป]
ถ้าทุกเพลงคือบันทึกชีวิต ‘เสียง’ แต่ละท่วงทำนองก็คือหมึกที่ใช้เขียนบันทึกนั้นลงไป
สำหรับบอย โกสิยพงษ์ การแต่งเพลงไม่มีสูตรสำเร็จตายตัว แต่มักเริ่มจาก ‘เสียงเล็กๆ’ ที่ทำให้หัวใจขยับ อาจเป็นเสียงกลอง เสียงคอร์ดเปียโน หรือแม้แต่เสียงในหัวที่ยังไม่มีชื่อเรียกก็ตาม
“ผมไม่เคยเริ่มทำงาน (เขียนเพลง) จากแผนใหญ่ครับ ทุกอย่างเริ่มจากเสียงที่ตัวเองรู้สึกได้กับมันจริงๆ”
เขายกตัวอย่างอัลบั้ม RHYTHM&Boyd ที่เกิดจากเสียงกลองสแนร์ที่มี Reverb หนาๆ แบบ Phil Collins ซึ่งในวันนั้น บอย โกสิยพงษ์เล่าให้ฟังว่า “พอได้ยินเสียงนั้น ก็อยากแต่งเพลงแนวยุค 80s ขึ้นมาเลย”
เสียงนั้นเหมือนจุดประกายไฟเล็กๆ ให้โชนขึ้นในห้องดนตรี และจากจุดนั้น ผู้ชายคนนี้ก็ปล่อยให้มันพาทุกอย่างดำเนินไปอย่างที่ใจรู้สึก และตามเสียงนั้นให้สุดทาง
“บางทีผมก็ไม่รู้หรอกครับว่าจะไปถึงไหน แต่พอปล่อยให้เสียงมันพาไป เราก็จะเจอทางของมันเอง” บอย โกสิยพงษ์ กล่าว

บอย โกสิยพงษ์ เปรียบการทำเพลงเหมือนการเดินป่าที่ไม่มีแผนที่ ทุกครั้งที่เขาเริ่มโปรเจกต์ใหม่ เขาจะไม่คิดถึง ‘ยอดเขา’ แต่สนใจแค่ ‘ก้าวแรก’ ที่เสียงพาไป บางครั้งก้าวแรกนั้นคือการเห็นภาพบางภาพในผุดขึ้นมาในหัว เพราะเขาเชื่อว่า…ภาพกับเสียงเชื่อมโยงกันเสมอ
“ผมมักเริ่มจากภาพก่อนนะครับ” บอย โกสิยพงษ์ เล่า “บางทีเห็นภาพแล้วรู้เลยว่าเพลงจะออกมาอารมณ์แบบไหน อย่างตอนทำเพลงประกอบภาพยนตร์ ผมจะลองหาภาพปก หรือถ่ายภาพที่มันสื่ออารมณ์ไว้ก่อน แล้วให้ภาพพาเพลงไป”
การทำเพลงสำหรับบอย โกสิยพงษ์ จึงไม่ใช่การควบคุม รีดเค้น ให้เกิดความคิดหรือท่วงทำนอง แต่คือการร่วมเดินทางไปกับเสียงเหล่านั้น เขาไม่ได้บังคับให้เสียงดนตรีอยู่ในรูปแบบที่ต้องการ แต่ให้มันค่อยๆ เผยตัวตนออกมา ผ่านความคิด ผ่านหัวใจ ผ่านความเงียบระหว่างท่วงทำนอง
“เราต้องรู้จักฟังเสียงที่เราทำด้วยนะครับ เพราะบางทีเพลงที่ดีไม่ได้มาจากการเสริมเติมแต่งที่เยอะ แต่มาจากการรู้ว่าเมื่อไหร่ควรเริ่ม หรือเมื่อไหร่ควรที่จะหยุด”
เมื่อพูดถึงปัจจุบัน ในยุคที่เทคโนโลยีทำให้ใครๆ ก็ทำเพลงได้ บอย โกสิยพงษ์ กลับมองว่านั่นคือ ‘โอกาส’ ไม่ใช่การแข่งขัน
“แต่ละยุคก็มีวิธีการ มีเสน่ห์ และมีข้อจำกัดในแบบของตัวเอง เราไม่จำเป็นต้องบีบเค้นให้ตัวเองย้อนกลับไปหายุคเก่าหรือพยายามวิ่งตามยุคใหม่จนเหนื่อยเกินไป แค่ทำความเข้าใจกับปัจจุบันที่เป็นอยู่ก็พอ
“ตอนนี้มีเครื่องมือมันเยอะมาก แต่สิ่งสำคัญยังเป็นเรื่องเดิม คือ ‘หัวใจของคนทำเพลง’
“ผมยังคงเรียนรู้ ทดลองทำงานกับสิ่งใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา ทั้งใช้โปรแกรมทำเพลงรุ่นใหม่ และแม้แต่เรียนรู้จาก AI เพื่อเข้าใจวิธีคิดของศิลปินต่างชาติ” บอย โกสิยพงษ์ อธิบาย
“ผมเคยใช้ ChatGPT ช่วยแปลเพลงญี่ปุ่นครับ เพราะอยากเข้าใจว่าคนญี่ปุ่นเขาใช้ภาษายังไงเพื่อสื่อสารอารมณ์ต่างๆ ออกมา พอได้อ่านคำแปลแล้วก็ได้เรียนรู้วิธีคิดอีกรูปแบบหนึ่ง” บอย โกสิยพงษ์ อธิบายต่อ
“ถึงเทคโนโลยีจะเปลี่ยนไปไกลแค่ไหน แต่สิ่งที่ผมยังยึดมั่นไม่เปลี่ยนในการทำงานมาทั้งชีวิต คือ ‘หัวใจของเสียงดนตรี’ มันมีความรู้สึกของตัวเองจริงๆ ที่อยู่ในทุกโน้ต
“ผมมองว่า AI มันเป็นแค่เครื่องมือ ไม่ใช่คู่แข่ง เทคโนโลยีช่วยเราได้ในบางเรื่อง แต่สิ่งที่มันไม่มีคือ ‘จิตใจ’ แบบมนุษย์อย่างผมหรือคุณ”

นอกจากนี้ ในมุมมองของบอย โกสิยพงษ์ เชื่อว่าทุกเสียงดนตรีที่เขาสร้างสรรค์ขึ้นมา ไม่ได้เกิดจากความตั้งใจที่อยากจะประสบความสำเร็จ แต่เกิดจากความเชื่อว่า ดนตรีคือของขวัญจากพระเจ้า
“ผมเชื่อว่าพระเจ้าเป็นผู้มอบเสียงนี้ให้เรา แล้วหน้าที่ของผมคือใช้มันให้ดีที่สุด เพื่อสื่อสารความรู้สึกดีๆ กลับไป
“ผมแค่ทำเท่าที่ผมรู้สึกครับ ผลลัพธ์ออกมาแล้วเพลงจะดังหรือไม่ดังไม่สำคัญ
ที่สำคัญคือเราซื่อสัตย์กับเพลงเหล่านั้นไหม”
[กระจกสะท้อนชีวิตชื่อว่า ‘เพลง’]
สำหรับบอย โกสิยพงษ์ เพลงไม่ใช่เพียงเสียงดนตรีหรือถ้อยคำที่เรียงต่อกัน แต่คือ ‘กระจก’ ที่สะท้อนทุกช่วงของชีวิตเขา ทั้งความสุข ความเศร้า ความศรัทธา และความสงสัยในตัวเอง
“ผมชอบใช้เพลงในการสื่อสาร โดยเฉพาะสิ่งที่ต้องใช้สมาธิเยอะๆ เพลงจะช่วยให้ผมโฟกัสได้ดีกว่า”
ทุกครั้งที่บอย โกสิยพงษ์ เอานิ้วแตะเปียโน หรือจับปากกาสักครั้ง เขาไม่ได้ตั้งใจจะสร้างบทเพลงใหม่ แต่กำลังพูดคุยกับบางสิ่งในใจ
บางครั้งคือการขอบคุณ
บางครั้งคือการให้อภัย
และบางครั้งคือการยอมรับสิ่งที่เปลี่ยนไป
“บางเพลงเกิดขึ้นเพราะผมอยากขอบคุณพระเจ้า บางเพลงเกิดขึ้นตอนที่ผมไม่รู้จะพูดยังไงดี เลยขอพูดกับพระเจ้าผ่านเสียงเพลงแทน” บอย โกสิยพงษ์ เล่า พร้อมกล่าวว่าการแต่งเพลงสำหรับเขาไม่ต่างจากการสวดภาวนาต่อหน้าเบื้องบน และเป็นพื้นที่เงียบๆ ที่เปิดให้หัวใจได้ซื่อสัตย์กับตัวเอง
ในวันที่มีความสุข เพลงของเขาก็เต็มไปด้วยความอบอุ่นและความรัก
ในวันที่เศร้า เพลงก็กลายเป็นที่พักใจ
และในวันที่ไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหน เสียงดนตรีก็จะเริ่มปลอบประโลมชายคนนี้เสมอ

“ผมแต่งเพลงเพื่อเยียวยาตัวเองก่อนครับ แล้วค่อยส่งต่อความรู้สึกนั้นให้คนอื่น”
นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมเพลงของบอย โกสิยพงษ์ ถึงไม่เคยเก่า เพราะบทเพลงเหล่านั้นถูกแต่งด้วยอารมณ์ ความรู้สึกที่เกิดขึ้นจริง และพูดแทนสิ่งที่คนฟังหลายคนอยากพูดแต่ไม่รู้จะเริ่มพูดยังไง ทุกเพลงของบอย โกสิยพงษ์ จึงเป็นเหมือนกระจกเงาที่ผู้ฟังได้มองตัวเอง ที่บางคนเห็นความทรงจำเก่าๆ บางคนเห็นความหวังใหม่ แต่ทุกคนจะเห็น ‘ความจริงใจ’ ที่ซ่อนอยู่ในเสียงนั้น
“ผมเชื่อว่าพระเจ้ามอบเพลงให้เรา เพื่อสื่อสารสิ่งที่เราอาจพูดไม่ได้ด้วยคำพูด
“ผมชอบช่วงเวลาที่ทุกคนฟังเพลงจนเงียบไปหมดเลยครับ ไม่มีเสียงอะไรเลย
มันเป็นช่วงที่เรารู้ว่าดนตรีกำลังพูดแทนเราโดยที่ไม่ต้องพูดอะไรเลย
“ผมไม่รู้หรอกครับว่าเพลงแต่ละเพลงจะไปถึงใครบ้าง แต่ถ้าเพลงเพลงนั้นทำให้คนคนหนึ่งรู้สึกดีขึ้น ผมถือว่าพระเจ้าทำงานผ่านตัวผมแล้ว
“เสียงดนตรีจะมีความหมายก็ต่อเมื่อมันได้เชื่อมคนฟังไปกับความรู้สึกลึกๆ ข้างในของตัวเอง และเชื่อมจิตใจของคนหนึ่ง ไปสู่อีกคนหนึ่ง”
[จากพ่อสู่ลูก ผ่านเพลย์ลิสต์]
เมื่อพูดถึงความสัมพันธ์ระหว่างพ่อกับลูก หลายคนอาจนึกถึงบทสนทนา การสอน หรือคำเตือนจากความปรารถนาดี แต่สำหรับบอย โกสิยพงษ์ เขากลับสื่อสารกับลูกผ่าน ‘เสียงเพลง’ และ ‘เพลย์ลิสต์’ ที่สร้างร่วมกันและใช้ฟังในวันที่ต้องอยู่ไกลกัน
“ลูกสาวผมส่งเพลย์ลิสต์มาให้ทุกสัปดาห์ครับ ผมก็เปิดฟังในรถตอนขับไปทำงาน เป็นเพลย์ลิสต์ที่เขาจัดให้พ่อโดยเฉพาะ” บอย โกสิยพงษ์หัวเราะเบาๆ ตอนเล่า น้ำเสียงอบอุ่นคล้ายคนที่เพิ่งเปิดของขวัญที่ลูกส่งพัสดุมาให้ เพราะสำหรับเขา เพลงไม่ใช่แค่งานที่เขาทำ แต่กลายเป็นภาษาที่ครอบครัวใช้พูดคุยกัน
“ผมชอบการสร้างเพลย์ลิสต์ (Playlist) กับลูกสาว และขอเพลย์ลิสต์ของเขามาฟัง เพื่ออัพเดทชีวิตของเขาว่า…ช่วงนี้เป็นอย่างไรบ้าง”

จากวันที่พ่อเคยเปิดเพลงให้ลูกฟังในรถ มาถึงวันที่ลูกส่งเพลงให้พ่อฟังจากอีกซีกโลก และแม้วันเวลาจะผ่านไปหลายสิบปี แต่บทสนทนานั้นไม่เคยขาดตอน และบอย โกสิยพงษ์ ยังจำได้ดีว่าสมัยก่อน เพลงเป็นอีกเครื่องมือในการสื่อสารความรู้สึก ความเชื่อ และคำพูดต่างๆ ที่ส่งให้ลูกๆ ไม่ว่าจะเป็นเพลงที่แต่งขึ้นเอง หรือเพลงที่เลือกเปิดในบ้าน
“ผมพยายามปลูกฝังให้พวกเขารักเสียงเพลงเหมือนที่ผมรัก เพราะผมเชื่อว่าดนตรีสอนคนได้หลายอย่าง ทั้งความอ่อนโยน ความอดทน และความเข้าใจคนอื่น”
และเมื่อถามต่อว่า ในตอนนี้ มีเพลงไหนที่ผู้ชายคนนี้อยากส่งกลับไปให้ลูกบ้าง
บอย โกสิยพงษ์ นิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนตอบด้วยรอยยิ้ม
“ผมคงเลือกเพลง ‘Live and Learn’ นี่แหละครับ เพราะมันคือสิ่งที่พ่อของผมเคยสอนผมเอาไว้ แล้วผมก็อยากส่งต่อให้ลูกๆ ของผมอีกที”
คำตอบสั้นๆ นี้สะท้อนสิ่งที่อยู่ในตัวตนของผู้ชายที่ชื่อว่าบอย โกสิยพงษ์ มาตลอด นั่นคือ ความเชื่อในพลังของการเรียนรู้ และการไม่หยุดเติบโต ไม่ว่ากี่ยุคกี่สมัย เขายังมองว่าหน้าที่ของ ‘เสียงเพลง’ ไม่ใช่แค่ให้ความบันเทิงเพียงอย่างเดียว แต่คือการปลอบโยนและเตือนใจคนที่กำลังเดินทาง ทั้งเส้นทางที่มองเห็นทอดยาวไปข้างหน้า และเส้นทางในใจ ที่หลายคนอาจกำลังแสวงหาคำตอบ ความพึงพอใจ หรือความสบายใจในตัวเอง
“ผมอยากให้ลูกเข้าใจว่า ชีวิตมันไม่ต้องรีบครับ ทุกคนมีจังหวะของตัวเอง เหมือนเพลงที่ต้องมีจังหวะพัก ถ้าเรารีบเกินไป เพลงมันก็ไม่เพราะ”
บอย โกสิยพงษ์ เชื่อว่าดนตรีคือของขวัญที่ส่งต่อถึงกันได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นนักดนตรีถึงจะให้กันได้ ขอแค่ ‘เปิดใจฟัง’ เพราะเมื่อหัวใจของคนหนึ่งเปิด อีกหัวใจหนึ่งก็จะได้ยินเสมอ
“ผมเชื่อว่าเพลงสามารถเชื่อม หัวใจหนึ่งไปสู่อีกหัวใจหนึ่งได้ เป็นมีเดียม (สื่อกลาง) ที่หาได้ยากมากที่จะสามารถทะลวงแตะถึง จิตใต้สำนึกของมนุษย์ ได้”
[ฟังชีวิตให้ได้ยินเสียงหัวใจ]
กว่าสามศตวรรษบนเส้นทางดนตรี บอย โกสิยพงษ์ ผ่านบทบาทมามากมาย จากนักแต่งเพลง โปรดิวเซอร์ ผู้บริหารค่าย จนถึงวันนี้ที่เขาเป็นครู เป็นผู้นำทาง และเป็นเพื่อนร่วมทางของศิลปินอีกหลายรุ่น
แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่เคยเปลี่ยน คือ ความตั้งใจจะเติบโตไปพร้อมกับเสียงดนตรี
“ผมไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองรู้พอครับ” บอย โกสิยพงษ์ สะท้อนความกระหายอยากจะเรียนรู้เสมอ แม้วัยจะใกล้แตะหลักเลข 6 แล้วก็ตาม
“ทุกวันนี้ ผมยังชอบที่จะเรียนรู้จากคนทุกๆ รุ่น ทั้งคนรุ่นใหม่ คนรุ่นผม และคนรุ่นก่อน รวมไปถึงความผิดพลาดของตัวเอง เพื่อที่จะเติมไฟให้อยากทำงานต่อ” บอย โกสิยพงษ์ พูดด้วยน้ำเสียงเรียบง่าย แต่แฝงความศรัทธาในชีวิตอย่างคนที่ไม่เคยหยุดเรียนรู้มาโดยตลอด ไม่กลัวความเปลี่ยนแปลง แต่เขากลัวเพียงอย่างเดียว…กลัวที่จะลืมฟังเสียงหัวใจตัวเอง

เมื่อถามถึง ‘ผลงานล่าสุด’ บอย โกสิยพงษ์เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนพูดเบาๆ และเริ่มเล่าให้ฟังว่า “ผมฝันถึงพ่อแม่ครับ…แล้วตื่นมาพร้อมน้ำตา”
จากความฝันนั้น บอย โกสิยพงษ์ แต่งเพลงหนึ่งขึ้นมาและตั้งชื่อให้ว่า ‘ฝัน’
เพลงที่พูดถึงการพบกันอีกครั้งในที่ที่ไม่แน่ใจว่าจะได้เจอกันไหม เป็นความรู้สึกที่สวยงามและประทับใจ แม้อาจจะเกิดขึ้นเพียงชั่วครู่หนึ่งในความฝันก็ตาม เพลงนี้เป็นซิงเกิลที่ 2 หลังจากที่เคยปล่อยซิงเกิลแรกอย่าง ‘I’m OK // Not OK’ ที่ประสบความสำเร็จอย่างงดงาม เพื่อสานต่อการเดินทางทางดนตรีในอัลบั้ม OST. Side B
“ผมอยากให้เพลงนี้เป็นเหมือนของขวัญให้คนที่เคยมีใครอยู่ในใจ ไม่ว่าจะยังอยู่หรือจากไปแล้ว เพราะบางทีสิ่งที่เราฝันถึง… มันอาจเป็นคำบอกลาที่อ่อนโยนที่สุดก็ได้
“ผมจำได้ว่าในฝันมันรู้สึกมีความสุขมากครับ เหมือนเรายังเป็นลูกคนเดิม พอตื่นมากลับร้องไห้ เพราะรู้ว่ามันคือความฝันจริงๆ
“ผมแต่งเพลงนี้ตอนที่รู้สึกว่าอยากขอบคุณพ่อแม่ และอยากให้ทุกคนที่ยังมีใครสักคนอยู่ในชีวิตได้รู้ว่าความรักไม่เคยหายไปไหนเลย”
เพลง ‘ฝัน’ จึงอาจเปรียบได้กับบันทึกแห่งการปล่อยวางแบบบอย โกสิยพงษ์ เมื่อถามว่า เพลงนี้สะท้อนเรื่องราวอะไรในตัวผู้ชายคนนี้ เขายิ้มบางๆ ก่อนตอบว่า
“ผมเข้าใจคำว่าปล่อยวางมากขึ้นครับ
“เมื่อก่อนผมเคยคิดว่าปล่อยวางคือการไม่รู้สึก ตอนนี้ถึงรู้ว่ามันคือการรู้สึกให้สุด แล้วค่อยยอมรับว่าไม่มีอะไรอยู่กับเราได้ตลอดไป”
และเมื่อถามถึงคอนเสิร์ตที่กำลังจะจัดในปีหน้า เขาหัวเราะเบาๆ ก่อนจะตอบว่า “ผมไม่ได้จัดคอนเสิร์ตมานานมากครับ ถ้าจะมีอีกสักครั้ง ผมอยากให้เป็นช่วงเวลาที่พวกเราทุกคนมานั่งร้องเพลงด้วยกัน เพลงที่ทุกคนร้องได้ มีความรู้สึก มีความทรงจำบางอย่างให้นึกถึงในเพลงนั้นๆ
“ผมอยากให้คอนเสิร์ตครั้งนี้เป็นเหมือนการบอกว่า ขอบคุณที่เดินมาด้วยกันนะครับ แล้วไม่ว่าเราจะเจอกันอีกเมื่อไหร่ เพลงพวกนี้จะยังอยู่ตรงนี้เสมอ”

การเติบโตที่ไม่หยุดอยู่แค่ความสำเร็จ เมื่อมองย้อนกลับไปในวัย 58 ปี บอย โกสิยพงษ์ ยอมรับว่าเคยมีช่วงที่หลงไปกับความสำเร็จ แต่สิ่งที่ทำให้กลับมามีสมดุลในชีวิต คือการได้กลับไปฟังเสียงและความต้องการที่เรียบง่ายของตัวเอง
“ช่วงหนึ่งผมทำงานเยอะมากจนลืมถามตัวเองว่าเราทำไปเพื่ออะไร จนได้กลับมาเล่นเปียโน แล้วรู้สึกเหมือนกลับบ้าน ตอนนั้นถึงได้เข้าใจว่าความสุขไม่ได้อยู่ที่เราทำอะไรได้มากแค่ไหน แต่อยู่ที่เรายังรู้สึกกับสิ่งนั้นได้อยู่หรือเปล่า”
ก่อนจบบทสนทนาครั้งนี้ บอย โกสิยพงษ์ นิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดประโยคหนึ่งออกมาเบาๆ แต่ความหมายชัดเจนที่สุดในห้องที่เราสองคนนั่งคุยกัน
“ทุกช่วงชีวิตของผมมีเพลงอยู่ด้วยเสมอครับ และทุกเพลงก็เป็นเหมือนเพื่อนที่คอยบอกผมว่า…เราเติบโตขึ้นอีกนิดแล้วนะ”บอย โกสิยพงษ์ ยิ้มบาง เหมือนไม่ต้องการคำสรุปอะไรเพิ่มเติม เพราะรู้ดีว่าชีวิตก็เหมือนบทเพลง ไม่ต้องเข้าใจทุกท่อน แค่ฟังด้วยหัวใจก็พอ
เสียงดนตรีและบทเพลงของเขาเมื่อสามสิบปีก่อน ยังคงดังอยู่ในใจของผู้ฟังหลายรุ่น และแม้โลกจะเปลี่ยนไปอย่างไร บอย โกสิยพงษ์ ก็ยังคงเป็นนักเดินทางผู้ใช้ ‘บทเพลง’ เป็นแผนที่นำทางชีวิต จากวัยหนุ่ม สู่วันเวลาที่เขาเข้าใจชีวิตมากขึ้นทุกที
และสำหรับผู้ชายคนนี้ ดนตรีไม่เคยหยุดเติบโต และหัวใจของเขาก็เช่นกัน