ฐิติพัฒณ์ จันทร์แก้ว ผู้สมัคร สส.กทม. เขต 13 พรรครักชาติ จากอินฟลูเอนเซอร์สู่พรรคการเมืองน้องใหม่ กับเบื้องหลังเหตุผลของ ‘การเต้น’ สุดไวรัล
ภาพจำของการเมืองไทยที่เต็มไปด้วยความตึงเครียดและเข้าถึงยาก หนึ่งในผู้สมัครที่พยายามลบภาพเหล่านั้น ‘โฟล์ค-ฐิติพัฒณ์ จันทร์แก้ว’ ผู้สมัคร สส.กทม. เขต 13 เขตลาดพร้าว-เขตบึงกุ่ม เบอร์ 9 จากพรรครักชาติ พรรคการเมืองหน้าใหม่ที่ถูกพูดถึงอย่างมากโดยเฉพาะจาก ‘การเต้น’ ที่เป็นไวรัล
BrandThink จึงชวนผู้สมัครคนรุ่นใหม่วัย 26 ปี ที่ตัดสินใจก้าวเข้าสู่สนามการเมืองมาพูดคุยเพื่อทำความรู้จักกับเขาให้มากขึ้น พร้อมกับเรื่องราวเบื้องหลังวิดีโอไวรัลในโลกโซเชียลมีเดีย
[เส้นทางสู่การเมือง]
ก่อนหน้านี้ฐิติพัฒณ์เคยทำงานในหลากหลายบทบาท ตั้งแต่นักแสดง อินฟลูเอนเซอร์ รับรีวิวสินค้า ทำธุรกิจส่วนตัวด้านเครื่องประดับเงิน (silver) ไปจนถึงเบื้องหลังการจัดคอนเสิร์ต
การตัดสินใจของเขาในการเข้าสู่สนามการเมืองนั้น ไม่ได้เกิดขึ้นแบบฉับพลันแต่อย่างใด โดยระบุว่า “ผมรู้สึกว่ามันถึงเวลาแล้ว เราศึกษาเรื่องการเมืองมาตลอด แล้วก็เห็นภาพตัวเองมาตลอดเหมือนกันว่า สักวันหนึ่งเราต้องมาทำงานด้านนี้”
“การจะลงสมัคร สส. ได้ต้องมีอายุ 25 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป ประกอบกับพอดีช่วงเกิดการยุบสภาอย่างกะทันหัน กับการประเมินสถานการณ์การเมืองตั้งแต่ยุครัฐบาลคุณเศรษฐา (ทวีสิน) มาจนถึงยุคของคุณอุ๊งอิ๊งค์ (แพทองธาร ชินวัตร) ทำให้ผมรู้สึกว่าประเทศกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน”
[ทำไมต้อง ‘พรรครักชาติ’]
“รู้สึกว่าหลายๆ อย่าง อุดมการณ์ทางการเมือง แล้วก็ในสิ่งที่เราตั้งเป้าไว้มันตรงกับพี่ผู้ใหญ่ที่เรารู้จักครับ
“มันไม่ง่ายนะ ที่พรรคใหม่จะให้คนรุ่นใหม่เข้ามามีบทบาทในโครงสร้างบริหารพรรค อย่างตอนนี้ผมเป็นกรรมการบริหารพรรค ซึ่งมีไม่กี่พรรคมากๆ ที่กล้าให้เด็กหรือคนรุ่นใหม่ที่ประสบการณ์ทางการเมืองอาจยังไม่เยอะ เข้ามานั่งตรงนี้” ฐิติพัฒณ์กล่าว
[‘รักชาติ’ แบบ ‘รักชาติ’]
“ผมเข้าใจว่าคนรุ่นใหม่หลายคนอาจมีอคติกับคำว่า ‘รักชาติ’ เพราะเติบโตมาในช่วงที่คำนี้ถูกใช้เป็นวาทกรรมทางการเมือง แต่สำหรับผม คำว่า ‘ชาติ’ คือทุกสิ่งที่อยู่ในประเทศนี้ ตั้งแต่อากาศที่เราหายใจ ทรัพยากรธรรมชาติ ไปจนถึงตัวเราเองที่เติบโตมาจากผืนแผ่นดินนี้”
ในมุมมองของฐิติพัฒณ์ คำว่า ‘ชาติ’ จึงหมายถึงทุกสิ่งทุกอย่างในประเทศ ไม่ใช่แค่เพียงอุดมการณ์ทางการเมือง
“คำว่ารักชาติในความหมายของผมจึงไม่ต่างจากการรักประเทศ รักไทยและรักทรัพยากรของเรา ผมอยากให้ทุกคนเปิดใจกับคำนี้ และมองว่าการรักชาติคือการหวงแหน และรับผิดชอบต่อประเทศ ไม่ใช่แค่วาทกรรมทางการเมืองที่ใช้ตอบโต้กันไปมา”
[ทำไมถึงเลือกใช้ ‘การเต้น’]
หากกล่าวถึงกลยุทธ์ ‘การเต้น’ ของพรรครักชาติ ไม่ได้เกิดขึ้นเพื่อต้องการสร้างสีสันเพียงอย่างเดียว ฐิติพัฒณ์อธิบายว่า เกิดขึ้นจากข้อจำกัดของเวลาและเรื่องของงบประมาณในการเลือกตั้งหลังการยุบสภาฯ เกิดขึ้น
ขณะที่พรรคการเมืองอื่นใช้เวลาสร้างฐานเสียงมาหลายสิบปี ในฐานะพรรคใหม่ ฐิติพัฒณ์ในฐานะหนึ่งในกรรมการบริหารพรรคจึงมองหาวิธีสื่อสารที่ใช้ต้นทุนต่ำแต่สร้างผลลัพธ์รวดเร็ว
“พรรคเราเป็นพรรคเล็ก ไม่มีนายทุน แล้วก็มีแต่คนรุ่นใหม่ เราเลยต้องคิดว่าในเวลาแค่เดือนเดียว จะทำยังไงให้คนรู้จักพรรคเราให้ได้มากที่สุด”
ด้วยความรู้ในสาขานิเทศศาสตร์ เขามองเห็นว่าภาพลักษณ์ของการเมืองไทยนั้นมักดูเคร่งเครียด การเต้นจึงถูกเลือกมาเป็นเครื่องมือเพื่อช่วยล้างภาพจำและสอดแทรกแนวคิด ‘Soft Power’ ไปพร้อมกัน
จึงนำไปสู่การชวนหัวหน้าพรรค ‘ชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์’ เต้นในคลิปแรกของพรรค ซึ่งกลายเป็นภาพจำใหม่ของนักการเมืองที่ดูสบายๆ และร่วมสมัยตามทัศนะของฐิติพัฒณ์
[นโยบายที่ต้องการผลักดัน]
“คือผมมองว่าในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นมหาวิทยาลัยหรือสถาบันการศึกษาหลายๆ ที่ยังไม่ได้รองรับตลาดงานในอุตสาหกรรมบันเทิงมากขนาดนั้น เด็กหลายคนมีความฝัน อยากทำงานทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลัง แต่ไม่มีพื้นที่หรือโอกาสให้ไปต่อ ผมเลยอยากตั้ง T-Pop Academy ขึ้นมา เพื่อเสริมและส่งเสริมเด็กไทยที่อยากเข้ามาทางนี้จริงๆ”
สถาบันการศึกษาในประเทศไทยจำนวนมากไม่สามารถตอบโจทย์ตลาดแรงงานในอุตสาหกรรมบันเทิงได้อย่างแท้จริง จึงเกิดแนวคิดการจัดตั้ง T-Pop Academy ขึ้นมาเพื่อหวังเสริมสร้างและพัฒนาศักยภาพเยาวชนไทยที่มีความฝันในวงการบันเทิง ทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลัง
“ซึ่งสถาบันนี้ผมอยากให้มันอยู่ภายใต้การดูแลของรัฐ เปิดโอกาสให้เด็กที่ไม่มีทุนทรัพย์ หรือเด็กต่างจังหวัดที่ไม่มีโอกาส ได้เข้ามาเรียน เราจะมีสวัสดิการให้ทั้งเรื่องที่พัก ค่าอาหาร เพราะผมเจอปัญหานี้มากับตัวเลย อย่างการเรียนร้องเพลงหรือเรียนเต้น ชั่วโมงหนึ่งมันต้องใช้เงินอย่างน้อย 1,500-3,000 บาท ซึ่งมันสูงมาก”
[การลงพื้นที่-กระแสตอบรับ]
ด้วยความเป็นพรรคใหม่บวกกับการเป็นผู้สมัครหน้าใหม่ อาจจะมีข้อกังวลว่าคนในพื้นที่อาจจะไม่เปิดใจ แต่เมื่อลงพื้นที่จริงฐิติพัฒณ์กลับพบว่าชาวบ้านให้การต้อนรับดีมาก และให้ความสนใจเมื่อเห็นว่าเป็นพรรคใหม่
“แต่ในขณะเดียวกันมันก็ยังมีฟีดแบ็กจากชาวบ้านอยู่ตลอดว่า ครั้งที่แล้วเขาเคยเปิดใจให้คนรุ่นใหม่ไปแล้ว แต่รอบนี้เขาขอคิดก่อน เพราะที่ผ่านมาเลือกไปแล้ว บางคนก็หายไปเลย ไม่ได้กลับมาติดตามปัญหา หรือกลับมาแก้ไขอย่างต่อเนื่อง
“ก็เลยเป็นความรู้สึกที่มีทั้งด้านดีและด้านที่ต้องนำไปปรับปรุง แต่ภาพรวมผมมองว่ามันไปในทิศทางที่ดีมากๆ มากกว่าครับ”
[ผู้นำแบบ ‘เจษฎ์ โทณะวณิก’]
การเลือกตั้งในปี 2569 พรรครักชาติเสนอชื่อ ‘อาจารย์เจษฎ์-เจษฎ์ โทณะวณิก’ นักวิชาการด้านกฎหมาย เป็นแคนดิเดต อันดับ 1 ของพรรค
ในสายตาของฐิติพัฒณ์ อาจารย์เจษฎ์คือบุคคลที่มีทั้งความรู้เชิงวิชาการ ด้วยพื้นฐานความเป็นนักกฎหมายและนักวิชาการ เบื้องหลังภาพลักษณ์ที่ดูดุดัน อาจารย์เจษฎ์กลับเป็นคนที่เปิดใจรับคนรุ่นใหม่อย่างแท้จริง ไม่เพียงแค่รับฟังความคิดเห็น หากแต่ยังลงมือทำกิจกรรมร่วมกันเพื่อให้เข้าถึงประชาชนมากขึ้น
“ภาพที่หลายคนเห็นผ่านสื่อ อาจมองว่าอาจารย์เป็นคนเคร่งขรึม จริงจัง ดูดุ แต่เบื้องหลังอาจารย์เป็นคนที่เข้าใจและเห็นอกเห็นใจวัยรุ่นมาก อย่างบางครั้งผมบอกให้อาจารย์เต้น อาจารย์ก็ยังถามกลับว่า จะให้เต้นแบบไหน เต้นท่าอะไร เพลงอะไร”
“มันทำให้ผมรู้สึกว่าสิ่งที่เห็นกับสิ่งที่ได้เจอจริงแตกต่างกันมาก และผมเชื่อว่าการเมืองเบื้องหน้าอาจจะดูดุเดือด แต่เบื้องหลัง ทุกคนมีเป้าหมายเดียวกัน คืออยากทำสิ่งที่ดีให้ประเทศ”
[3 คำ นิยามตัวตน ‘โฟล์ค ฐิติพัฒน์’]
“ไม่จม ไม่หาย ไม่ตายทำงาน”
“ไม่จม คือถ้าผมได้รับเลือกเข้าไปเป็นตัวแทนของพี่น้องประชาชน ผมมั่นใจว่าผมไม่จมแน่นอน เพราะผมเป็นคนสู้ เป็นคนที่พร้อมเสนอหน้า
“ไม่หาย หมายถึงไม่หายไปจากพื้นที่ ไม่หายไปจากปัญหา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงานหรือเรื่องที่ประชาชนร้องเรียนเข้ามา ผมมีความรับผิดชอบต่อหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย และจะติดตามงานอย่างต่อเนื่อง
“ไม่ตายทำงาน คือไม่ยอมแพ้กับการทำงาน ผมเป็นคนทำงานเต็มที่ ด้วยความที่เป็นคนรุ่นใหม่ เพิ่งเรียนจบ มีไฟ มีพลัง อยากผลักดันและเปลี่ยนแปลงหลายอย่างให้เกิดขึ้นจริง ถ้ามีโอกาสได้ทำหน้าที่ตรงนี้ ผมตั้งใจจะทำเพื่อประเทศชาติอย่างจริงจัง”
สำหรับฐิติพัฒณ์แล้ว ‘การเมือง’ จำเป็นสำหรับคนรุ่นใหม่ที่จะเริ่มเข้าไปมีบทบาทในสังคม ในประเทศ พร้อมตั้งคำถามว่าหากไม่เริ่มต้นในวันนี้ แล้วจะรอไปถึงเมื่อไหร่ ถึงหลายคนจะมองว่าการตัดสินใจครั้งนี้อาจเร็วไป แต่เขาเชื่อมั่นว่าการเริ่มลงมือวันนี้ แม้จะยังไม่ประสบความสำเร็จ แต่จะเป็นการปูทางให้คนรุ่นใหม่มีโอกาสมากขึ้นในอนาคต