Beyond Weight Loss คุยกับ ‘ภญ.สรีน่า คริสต์โตดูราคริส’ Director of Market Access, Public Affairs and Sustainability Novo Nordisk Thailand
เมื่อพูดถึงปัญหาโรคอ้วนและเบาหวานในประเทศไทย เราไม่ได้พูดถึงแค่ตัวเลขบนเครื่องชั่งน้ำหนัก แต่กำลังกล่าวถึงวิกฤตสุขภาพที่เชื่อมโยงกับระบบสาธารณสุข สภาพแวดล้อม และพฤติกรรมในชีวิตประจำวันที่มีความซับซ้อน ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อคุณภาพชีวิตของคนไทยอย่างร้ายแรง และกลายเป็นภาระที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วต่อระบบเศรษฐกิจและสังคมโดยรวม

ภญ.สรีน่า คริสต์โตดูราคริส Director of Market Access, Public Affairs and Sustainability Novo Nordisk Thailand กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า
“คำว่า ‘อ้วน’ พอพูดขึ้นมา หลายคนจะรู้สึกแง่ลบ ส่วน ‘เบาหวาน’ กลับดูเป็นคำที่ฟังแล้วไม่รู้สึกลบเท่าไหร่ ทั้งๆ ที่จริงแล้ว ทั้งเบาหวาน และ ‘อ้วน’ ก็เป็นโรคเหมือนกัน”
เธอเน้นย้ำว่า องค์การอนามัยโลก (WHO) รับรองว่า ‘โรคอ้วน’ คือโรคชนิดหนึ่งที่ต้องได้รับการดูแลอย่างเหมาะสมจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ตั้งแต่ผู้มีภาวะอ้วนเอง ครอบครัว ไปจนถึงบุคลากรทางการแพทย์ เนื่องจากความอ้วนไม่ใช่แค่เรื่องของรูปร่าง แต่เป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่นำไปสู่โรคร้ายแรงกว่า 200 โรค เช่น มะเร็ง ความดันโลหิตสูง เบาหวาน หรือภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (Sleep apnea)
Novo Nordisk บริษัทด้านการดูแลสุขภาพระดับโลกจากประเทศเดนมาร์ก ที่มีนวัตกรรมในการค้นคว้าและพัฒนาการรักษาโรคเรื้อรังที่ร้ายแรง เช่น โรคเบาหวานและโรคอ้วน จึงไม่ได้วางบทบาทตัวเองเพียงในฐานะ ‘ผู้ผลิตนวัตกรรมทางการแพทย์’ เท่านั้น แต่ยังขยายบทบาทเป็น ‘พันธมิตรของสังคมไทย’ ที่ทำงานร่วมกับทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน และชุมชน เพื่อผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในทุกระดับอย่างยั่งยืน
“สิ่งที่สำคัญคือการดูแลตัวเองให้มีระบบภายในที่สมดุลในแบบของตัวเอง แล้วก็ต้องเข้าใจด้วยว่า คนผอมก็เป็นโรคหัวใจ เป็นเบาหวานได้เหมือนกัน เพราะฉะนั้นเราควรโฟกัสที่สุขภาพที่แข็งแรง มีชีวิตที่ยืนยาว และมีคุณภาพชีวิตที่ดีมากกว่าหน้าตา หรือรูปร่างตามบิวตี้สแตนดาร์ดของใคร” – สรีน่า กล่าวย้ำถึงแก่นแท้ของการดูแลสุขภาพ
มุมมองนี้สะท้อนถึงแนวทางของ Novo Nordisk ที่เน้นย้ำว่าสุขภาพไม่ได้เริ่มต้นแค่ที่โรงพยาบาล แต่เริ่มจากบ้าน โต๊ะอาหาร โรงเรียน และทุกการตัดสินใจในชีวิตประจำวัน การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและสภาพแวดล้อมจึงสำคัญไม่น้อยไปกว่าการใช้นวัตกรรมทางการแพทย์

คุณมองว่าสุขภาพของคนไทยตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง
ในฐานะที่เกิดและโตในประเทศไทย เราเห็นการพัฒนาของระบบสาธารณสุขไทยมาค่อนข้างไกลมาก ทั้งด้านภาครัฐและเอกชน โดยเฉพาะฝั่งภาครัฐที่ทำให้ประชาชนเข้าถึงสิทธิการรักษาพยาบาลได้ค่อนข้างดี
แต่ระบบภายในที่พัฒนาแล้วก็ต้องสอดคล้องกับสิ่งแวดล้อมภายนอกในสังคมด้วย ยิ่งตอนนี้ประเทศไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุที่กำลังจะกลายเป็น ‘สังคมผู้สูงอายุระดับสุดยอด’ (Super Aging Society) แบบญี่ปุ่น ถ้าโครงสร้างพื้นฐานของระบบสุขภาพไม่พร้อมรองรับ ก็จะส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ ไม่ใช่แค่ระดับบุคคลหรือครอบครัว แต่รวมไปถึงเศรษฐกิจระดับประเทศด้วย
ยกตัวอย่าง ปี 2019 ประเทศไทยสูญเสียโอกาสทางเศรษฐกิจไปประมาณ 1.2 เปอร์เซ็นต์ ของ GDP จากภาวะอ้วน และถ้าเราไม่ทำอะไรเลย ตัวเลขนี้อาจพุ่งสูงถึง 5 เปอร์เซ็นต์ ของ GDP ในอนาคต
แปลว่าเราต้องเริ่มจาก ‘การป้องกัน’ ใช่ไหม ไม่ใช่แค่รักษา
ใช่เลย ตอนนี้รัฐบาลไทยก็เริ่มขยับจากแนวทาง ‘การรักษา’ มาเป็น ‘การป้องกัน’ มากขึ้นแล้ว ‘โรคอ้วน’ ก็กลายเป็นวาระสำคัญของกระทรวงสาธารณสุขไปแล้วเหมือนกัน
แม้หลายคนยังเข้าใจผิดว่า ‘อ้วน’ เป็นเรื่องของพฤติกรรมส่วนตัว “ก็เธอกินเยอะเองนี่” แต่จริงๆ แล้ว ภาวะอ้วนไม่ได้เกิดจากพฤติกรรมส่วนบุคคลเพียงอย่างเดียว มันเป็นผลสะท้อนจากสิ่งแวดล้อม สังคม ครอบครัว และระบบโดยรวมเลย
ถ้าเป็นบุคลากรทางการแพทย์จะเข้าใจโรคอ้วนดี พวกเขาจะรู้ดีว่าเราต้องมองภาพรวม ต้องมีการรับผิดชอบร่วมกันของทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน โรงเรียน ครอบครัว ทุกคนในสังคม
แล้วส่วนตัวคุณเคยมีปัญหาสุขภาพด้านนี้หรือเปล่า
เคยนะ ตอนนั้นเราท้องลูกคนแรก น้ำหนักก่อนเดิมอยู่ที่ 55 กิโลกรัม แต่ตอนท้องเดือนที่ 8 น้ำหนักขึ้นไปถึง 85 กิโลกรัม ขึ้นมาถึง 30 กิโลเลย เพราะช่วงแรกแพ้ท้อง ไม่ค่อยกินอะไร แต่พอเริ่มกินได้ เราก็กินเต็มที่เลย
จนสามีเริ่มทักว่าเรานอนกรน เขานอนไม่หลับ เราเลยไปปรึกษาหมอ หมอก็บอกว่าเดี๋ยวคลอดแล้วก็หาย แต่ผ่านไป 1 ปี น้ำหนักลดลงแค่ 5 กิโล ยังมีภาวะนอนกรนอยู่ แล้วก็เริ่มมีภาวะความดันโลหิตสูง หมอเตือนว่า ถ้าไม่ดูแลตอนนี้ จะเสี่ยงโรคหัวใจ เพราะคุณแม่และคนในครอบครัวเรามีประวัติเป็นโรคหัวใจและเบาหวาน
พอถึงจุดนั้น เรารู้เลยว่าต้องเปลี่ยนพฤติกรรม จึงตัดสินใจเข้าโปรแกรมดูแลสุขภาพอย่างจริงจัง ทั้งเรื่องการกิน การนอน การออกกำลังกาย และปรึกษาหมอประกอบด้วย เพื่อให้สุขภาพกลับมาดีอีกครั้ง
เพราะการปรับพฤติกรรมมันยากมาก เราต้องบังคับตัวเองให้มีวินัยในการปรับพฤติกรรมให้เหมาะสม และที่สำคัญคือต้องปรึกษาผู้เชี่ยวชาญที่เป็นมืออาชีพจริงๆ เพราะการดูแลสุขภาพมันต้องใช้เวลา เป็นการเดินทางระยะยาว (Long-term journey) สำหรับเราใช้เวลากว่า 3 ปีเลย กว่าน้ำหนักจะค่อยๆ ลดลงมา
แม้ตอนนี้น้ำหนักไม่ได้เท่าเดิมเหมือนเมื่อก่อน แต่เราดูแลตัวเองได้ดีขึ้น ภาวะนอนกรนหายแล้ว ความเสี่ยงโรคหัวใจก็ลดลง หมอบอกว่าเราออกจากจุดอันตรายมาไกลมากแล้ว ที่สำคัญคือ เรากลับมามีคุณภาพชีวิตที่ดี และมีแรงอยู่กับลูกได้นานเลย
ทีนี้พอพูดถึงคำว่า ‘อ้วน’ กับการดูแลตัวเอง มันก็ไปเชื่อมโยงกับเรื่อง Beauty Standard อยากทราบว่าคุณมองเรื่องนี้อย่างไร
เราอยู่ในสังคมที่มักผูกคำว่า ‘ผอม เท่ากับ สวย’ แต่ส่วนตัวมองว่าไม่ควรนิยามแบบนั้น เราอยากให้กลับมาถามตัวเองว่า “เราสุขภาพดีจริงหรือเปล่า”
อย่างตอนเราท้อง น้ำหนักขึ้นเยอะ ถ้าหลังคลอดแล้วลดน้ำหนักลงอย่างรวดเร็วจนกลับไป 55 กิโลกรัมเลย ก็ไม่ได้แปลว่าดี เพราะหมอบอกว่าการลดน้ำหนักเร็วเกินไปก็อาจเสี่ยงอย่างอื่นเพิ่ม เพราะฉะนั้นมันต้องอยู่ในการดูแลของแพทย์ และค่อยๆ ลดลงอย่างเหมาะสมที่สุด
เพราะรูปร่างของแต่ละคนไม่เหมือนกันอยู่แล้ว ‘ผอม’ ไม่ได้แปลว่าสวยเสมอไป สิ่งที่สำคัญคือการดูแลตัวเองให้มีระบบภายในที่สมดุลในแบบของตัวเอง แล้วก็ต้องเข้าใจด้วยว่า คนผอมก็เป็นโรคหัวใจ เป็นเบาหวานได้เหมือนกัน ดังนั้นคนที่มีภาวะโรคอ้วนด้วยยิ่งมีความเสี่ยงที่สูงขึ้นมาก เพราะฉะนั้นเราควรโฟกัสที่สุขภาพที่แข็งแรง มีชีวิตที่ยืนยาว และมีคุณภาพชีวิตที่ดีมากกว่าการมีรูปร่างหน้าตาตามบิวตี้สแตนดาร์ดของใคร

ในฐานะที่คุณทำงานในแวดวงสุขภาพ คุณมองเรื่อง ‘ความยั่งยืน’ ของอุตสาหกรรมสุขภาพในไทยอย่างไรบ้าง
สำหรับเราความยั่งยืนในอุตสาหกรรมสุขภาพไม่ได้หมายถึงแค่การทำธุรกิจ แต่หมายถึงการสร้างทางออกที่ครบวงจรให้กับทุกฝ่าย ทั้งผู้ป่วย บุคลากรทางการแพทย์ และคนในสังคมด้วย
ยกตัวอย่างเช่น โรคอ้วน ไม่ใช่แค่การลดน้ำหนัก หรือแค่การรักษาผู้ป่วย แต่ต้องเริ่มจาก ‘การให้ความรู้ที่ถูกต้องกับสังคม’ ก่อนเลยค่ะ
เราต้องทำให้คนในสังคมเข้าใจว่า ‘โรคอ้วนคืออะไร’ ไม่ใช่แค่โฟกัสที่น้ำหนักตัวอย่างเดียว แต่ต้องเข้าใจกลไกของโรคและผลกระทบที่ตามมา การให้ความรู้จะช่วยให้คนสามารถเลือกวิธีดูแลตัวเองที่เหมาะสมได้จริง และช่วยป้องกันไม่ให้เกิดภาวะแทรกซ้อนในระยะยาวได้
เพราะฉะนั้น เราไม่ควรคิดว่าคนคนเดียวจะเปลี่ยนแปลงได้ทั้งหมด แต่ต้องมีการร่วมมือกันของหลายภาคส่วน ตั้งแต่ครอบครัว โรงเรียน สังคม จนถึงระบบนโยบาย
และความยั่งยืนที่แท้จริงก็คือการที่นวัตกรรม ยา และการปรับพฤติกรรมสามารถทำงานควบคู่ไปกับ ‘การให้ความรู้’ อย่างเป็นระบบและต่อเนื่องค่ะ
ถ้าเราจะใช้ ‘ตัวช่วย’ ในการดูแลสุขภาพ เช่น นวัตกรรมหรืออาหารเสริม เราควรเข้าใจมันอย่างไรถึงจะถูกต้อง
ต้องเข้าใจก่อนว่า ‘ตัวช่วย’ ไม่ได้แปลว่าเราจะพึ่งพามันอย่างเดียวแล้วทุกอย่างจะยั่งยืนเลย ตัวช่วยอาจจะช่วยให้การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นง่ายขึ้น เร็วขึ้น แต่สุดท้ายมันอยู่ที่ตัวเราค่ะ ว่าเราจะสามารถปรับพฤติกรรมได้หรือเปล่า
นวัตกรรมเป็นแค่ส่วนหนึ่งที่เข้ามาช่วยกระตุ้นให้เราเริ่มต้นเท่านั้น แต่ถ้าเราไม่เปลี่ยนพฤติกรรม ไม่บาลานซ์การใช้ชีวิต ยังไงก็กลับไปสู่วงจรเดิมได้อยู่ดี

แล้วสำหรับพฤติกรรมของผู้บริโภคที่บางคนคิดว่า “ใช้แค่ตัวช่วยก็พอ” ไม่เปลี่ยนพฤติกรรมเลย Novo Nordisk จะสื่อสารให้เขาเข้าใจถูกต้องอย่างไร
เรื่องนี้สำคัญมากค่ะ Novo Nordisk เชื่อในพลังของการ ‘ให้ความรู้’ เพราะนั่นคือจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน
Novo Nordisk จึงทำหลายแคมเปญมาก เช่น แคมเปญร่วมกับโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ในชื่อ Obesity Connect ที่อยู่ในรูปแบบ Line Official Account คนที่มีภาวะโรคอ้วนสามารถแอดไลน์ แล้วเข้าไปอ่านข้อมูลหรือแชตพูดคุยเพื่อขอคำแนะนำ เช่น ถ้าต้องการลดน้ำหนักแบบยั่งยืน ควรปรับพฤติกรรมยังไง ใช้ยาอย่างไรควบคู่กับการเปลี่ยนไลฟ์สไตล์
แคมเปญแบบนี้เป็นการทำงานร่วมกับภาครัฐค่ะ และเราก็ทำร่วมกับภาคเอกชนด้วย เช่น โรงพยาบาล คลินิก และ Wellness Center ที่เน้นการให้คำปรึกษากับคนที่อาจยังไม่ใช่ผู้ป่วย แต่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง เช่น น้ำหนักเกินแต่ยังไม่มีโรคร่วม แบบนี้เขาอาจจะรู้สึก ‘ยังไม่ถึงขั้นต้องไปโรงพยาบาล’ แต่สามารถไปที่คลินิกหรือ Wellness Center ได้ เพื่อป้องกันไว้ก่อน

แล้ว Novo Nordisk มีโครงการหรือความร่วมมือใหม่ๆ ที่กำลังเกิดขึ้นในประเทศไทยนอกจากนี้อีกหรือเปล่า
เรากำลังจะพูดคุยในโครงการ ‘Cities for Better Health’ ซึ่งเป็นแคมเปญของ Novo Nordisk ที่ทำงานร่วมกับกรุงเทพมหานคร (BMA) เช่น การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของเด็กในโรงเรียน โดยเฉพาะเรื่องอาหารกลางวัน เราเข้าไปช่วยออกแบบเมนูให้น่าสนใจมากขึ้น เช่น ใช้ผักในรูปแบบที่เด็กกินง่าย สนุกกับอาหารมากขึ้น ไม่ใช่แค่ใส่ผักแล้วเด็กไม่กิน รวมถึงกลุ่มเด็กที่ถูกระบุว่ามีภาวะอ้วน ที่จะมีจัดการดูแลกลุ่มนี้อย่างใกล้ชิด ป้องกันไม่ให้เกิดโรคแทรกซ้อนในอนาคต
นอกจากนี้ เรายังมีแผนทำเรื่องของพื้นที่สีเขียวในกรุงเทพฯ ด้วย เราอยากเข้าไปมีส่วนช่วยให้พื้นที่เหล่านี้เหมาะกับการใช้ชีวิตและการออกกำลังกายของคนเมืองมากขึ้น เพื่อเป็นทางเลือกให้คนเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะในเมืองที่มีความเร่งรีบอย่างกรุงเทพฯ
โครงการ Affordability Project คืออะไร
โครงการนี้เราทำร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข โดยมีจุดประสงค์คือเพื่อช่วยให้คนไข้ที่อยู่ในกลุ่มเปราะบางและเข้าไม่ถึงการรักษา ได้รับการดูแล
แม้ว่ายาบางตัวของเรา เช่น ยาเบาหวาน จะถูกบรรจุอยู่ในบัญชียาหลักแห่งชาติ และสามารถเบิกจ่ายได้แล้ว แต่ในความจริง คนไข้บางกลุ่มยังเข้าไม่ถึง เพราะอาจเดินทางไม่ได้ หรือไม่รู้ว่าสิทธิ์นี้มีอยู่ Novo Nordisk จะจึงเข้ามาช่วย ‘เชื่อมต่อ’ จุดนี้
Novo Nordisk นำพันธกิจของเข้ามาเชื่อมโยงกับเรื่อง ‘ความยั่งยืนของระบบสาธารณสุขไทย’ ในด้านไหนบ้าง
ความยั่งยืนในมุมของเราที่ Novo Nordisk ไม่ได้หมายถึงแค่เรื่องสิ่งแวดล้อมอย่างเดียวนะคะ เรามองเป็นแบบ Triple Bottom Line คือยั่งยืนใน 3 มิติ
Society – อย่างที่พูดไป เราทำงานร่วมกับพันธมิตร เช่น กระทรวงสาธารณสุข, จุฬาลงกรณ์, BMA รวมถึงชมรมผู้ป่วย เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจในโรคต่างๆ ให้กับสังคม เช่น Obesity Line Connect, Affordability, Cities for Better Health
Environment – เราสนับสนุนพนักงานใช้รถ EV และให้การสนับสนุนการใช้รถพลังงานสะอาด อีกทั้งการใช้พลังงานภายในองค์กรของเราก็ซื้อกลับมาจากพลังงานหมุนเวียน 100 เปอร์เซ็นต์ พร้อมมีการรับรอง (certificate) อย่างถูกต้อง
Financial – เราลงทุนในเรื่อง Research & Development อย่างต่อเนื่อง หลายร้อยล้านบาทต่อปี เพื่อให้คนไทยได้เข้าถึงนวัตกรรมทางการแพทย์ก่อนประเทศอื่น ๆ เรามีศูนย์วิจัยหลายแห่งที่ทำให้นวัตกรรมใหม่ ๆ มาทดลองใช้กับผู้เชี่ยวชาญในไทย ช่วยให้แพทย์ไทยเข้าใจแนวโน้มของโลก
แล้วถ้าให้พูดถึงความสมดุลระหว่าง ‘Self-love’ กับ ‘การดูแลสุขภาพ’ คุณมองว่าสมดุลนั้นอยู่ตรงไหน
เราเชื่อว่า Self-love เป็นจุดเริ่มต้นของทุกอย่าง ถ้าเราไม่รักตัวเอง เราจะลืมดูแลสุขภาพตัวเอง พอไม่แข็งแรงทั้งกายและใจ เราก็จะดูแลคนรอบข้างไม่ได้เลย
เราเองมีครอบครัว มีทีมงานที่ต้องดูแล เราต้องเอาตัวเองให้รอดก่อนถึงจะดูแลคนอื่นได้ บางทีทีมงานต้องเตือนว่า “พี่แอนกินข้าวหรือยัง” ซึ่งเป็นสัญญาณว่าเราต้องหันกลับมาดูแลตัวเองมากขึ้น เพราะถ้าเราไม่ดูแลตัวเอง เราก็จะดูแลทีมไม่ได้เช่นกัน
ทุกอย่างต้องมี ความสมดุล เพราะธรรมชาติของมนุษย์ถูกออกแบบมาให้สมดุล ถ้าเราเอียงไปด้านใดด้านหนึ่งมากเกินไป มันก็จะส่งผลกลับมา ไม่ว่าจะเป็นร่างกายหรือจิตใจ เราไม่ต้องสุดโต่ง ไม่ต้องตามใคร แค่บาลานซ์ให้เหมาะกับตัวเอง นั่นแหละค่ะ คือ Self-love ที่แท้จริง

อย่างคนบางกลุ่มเชื่อว่า ‘รักตัวเอง’ คือการกินทุกอย่างที่อยากกิน ใช้ชีวิตให้เต็มที่ แบบนี้เราจะสื่อสารอย่างไรดี
ไม่ง่ายเลยนะ การเปลี่ยนทัศนคติต้องใช้เวลา และต้องพูดอย่างสม่ำเสมอในทุกช่องทาง ทั้งภาครัฐ เอกชน สื่อ และคนรอบข้าง การพูดแค่ครั้งเดียวไม่พอ เราต้องกลับไปที่คำว่า ‘การศึกษา’ (education)’ ต้องให้คนเข้าใจว่าในระยะยาว การดูแลสุขภาพสำคัญกับเขาเองและคนรอบข้างยังไง เพราะสุขภาพที่ไม่ดีไม่ได้ส่งผลแค่ตัวเรา แต่เป็นภาระกับคนอื่นด้วย
สุดท้ายนี้ ในฐานะตัวแทนจาก Novo Nordisk คุณมองภาพอนาคตอีกประมาณ 3-5 ปีข้างหน้า ว่าอยากเห็นอะไรในประเทศไทย ทั้งในแง่ของบริษัท และสุขภาพของคนไทย
ถ้าให้พูดจากหัวใจเลยนะคะ ถ้า Novo Nordisk จะประสบความสำเร็จในสิ่งที่เราพยายามทำ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการสื่อสาร การให้ความรู้ หรือการสนับสนุนนวัตกรรม เราอยากเห็นคนไทยหันมาใส่ใจสุขภาพตัวเองมากขึ้น
เราน่าจะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงชัดเจน เช่น คนไทยหันมาใช้ชีวิตแบบทางสายกลางมากขึ้น มีความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับโรคอ้วนมากขึ้น รู้ว่าไม่ใช่แค่เรื่องของ ‘การลดน้ำหนัก’ เท่านั้น แต่ยังรวมถึงการดูแลอวัยวะภายในต่างๆ ที่อาจได้รับผลกระทบจากภาวะอ้วน เช่น หัวใจ ไต ตับ และระบบหลอดเลือด
เราเรียกสิ่งนี้ว่า ‘Beyond Weight Loss’ เพราะเป้าหมายจริงๆ ไม่ใช่แค่ลดน้ำหนัก แต่เป็นการปกป้องอวัยวะที่สำคัญ และลดความเสี่ยงของโรคร้ายแรงในอนาคต
ในขณะเดียวกัน เราก็น่าจะเห็นกลุ่มคนที่สามารถดูแลตัวเองได้ดีขึ้น มี Self-care มากขึ้น เข้าถึงแหล่งข้อมูล เข้าถึงนวัตกรรมสุขภาพ และใช้ชีวิตได้อย่างมีคุณภาพ
แต่แน่นอนว่าก็ยังจะมีกลุ่มคนที่ ‘หลุด’ ออกไปจากโอกาสตรงนั้น กลุ่มที่ปัจจัยสะสมต่างๆ ทำให้เขาเดินมาถึงจุดที่ต้องเข้าสู่ระบบการรักษาแล้ว เพราะป้องกันไม่ทันแล้ว เช่น มีโรคหัวใจ โรคไต ความดันสูง ฯลฯ
สำหรับคนกลุ่มนี้ เราเชื่อว่า Novo Nordisk จะยังคงมีบทบาทในการทำงานร่วมกับรัฐบาลไทย เพื่อให้เขาเหล่านั้นได้ ‘เข้าถึงนวัตกรรม’ ที่ไม่ใช่แค่ช่วยเรื่องน้ำหนัก แต่ช่วยรักษาโรคที่เกี่ยวข้องไปพร้อมกันด้วย เพราะสุดท้ายแล้วเราทำทุกอย่างอย่างเต็มที่เพื่อคนไทย