Beyond the Vote 69: กกต. ประกาศชัด ‘ประชาชน-พรรคการเมือง- หน่วยงานรัฐ’ สามารถรณรงค์ประชามติได้ แต่ห้ามเผยแพร่ข้อมูลเท็จ
หากย้อนกลับไปในช่วงแรกของประเด็นการรณรงค์ ‘ประชามติ’ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. เราจะได้เห็นท่าทีกังวลของ กกต. ในลักษณะของการออกมาส่งเสียงเตือนพรรคการเมืองที่พยายามสื่อสารกับประชาชน ให้ระมัดระวังกับการสื่อสารที่เป็นไปในลักษณะชี้นำการโหวต
เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2568 แสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. เคยให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับเลือกตั้งทั่วไปปี 2569 ว่า พรรคการเมืองสามารถพูดเรื่องนโยบายหรือแนวคิดได้ แต่ไม่ควรไปถึงขั้นบอกประชาชนว่า ควรโหวต ‘เห็นด้วย’ หรือ ‘ไม่เห็นด้วย’ เพราะการเลือกตั้งกับประชามติจะเกิดขึ้นควบคู่กัน ความกังวลคือ ถ้าเปิดให้พูดกันแบบไม่มีกรอบ อาจทำให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบทางการเมือง
จึงทำให้เกิดคำถามจากทั้งพรรคการเมือง นักวิชาการ และภาคประชาชนว่า ตกลงแล้วประชาชนและพรรคการเมืองสามารถพูดเรื่องประชามติได้มากน้อยเพียงใด พร้อมยกข้อกฎหมายเกี่ยวกับการทำประชามติว่าแท้จริงแล้วกฎหมายไม่ได้ห้ามพรรคการเมืองและประชาชนในการรณรงค์
ล่าสุดในวันที่ 15 มกราคม 2569 กกต. ได้เผยเพร่เอกสาร ‘แนวทางการรณรงค์เพื่อการออกเสียงประชามติ’ ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ. 2564 และที่แก้ไขเพิ่มเติมถึง (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 ออกมาอย่างเป็นทางการ เพื่อแจ้งให้ชัดว่า ใครสามารถทำสิ่งใดได้บ้าง โดยบุคคลที่สามารถดำเนินการเกี่ยวกับการรณรงค์ออกเสียงประชามติได้ มีดังนี้
- ประชาชน พรรคการเมือง องค์กรเอกชน และกลุ่มต่างๆ ในสังคม
- หน่วยงานของรัฐ
- สถานีวิทยุกระจายเสียงหรือสถานีวิทยุโทรทัศน์
[สิ่งที่สามารถกระทำได้]
- ประชาชน พรรคการเมือง องค์กรเอกชน และกลุ่มต่างๆ ในสังคม สามารถจัดกิจกรรมรณรงค์เพื่อการออกเสียงได้โดยเสรี เสมอภาค และเท่าเทียมกัน
- หน่วยงานของรัฐสามารถจัดกิจกรรมเพื่อให้ข้อมูลในการออกเสียงแก่ประชาชน พรรคการเมือง องค์กรเอกชน และกลุ่มต่างๆ ในสังคมได้เข้าร่วมอย่างเสรี และเท่าเทียม
- การจัดให้มีการแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องที่จะจัดให้มีการออกเสียงผ่านทางสถานีวิทยุกระจายเสียงหรือสถานีวิทยุโทรทัศน์ โดยผู้ประกอบกิจการกระจายเสียงหรือกิจการโทรทัศน์ตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ จะต้องเปิดโอกาสให้มีการแสดงความคิดเห็นอย่างเท่าเทียมกัน
[สิ่งที่ไม่สามารถกระทำได้]
การรณรงค์ออกเสียงประชามติจะต้องไม่มีลักษณะเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ. 2564 และที่แก้ไขเพิ่มเติมถึง (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 รวมทั้งระเบียบและประกาศที่เกี่ยวข้อง เช่น ให้ เสนอให้หรือสัญญาว่าจะให้ เพื่อจะจูงใจให้ผู้มีสิทธิออกเสียงไม่ไปใช้สิทธิออกเสียง หรือออกเสียงอย่างใดอย่างหนึ่งหรือไม่ออกเสียง หลอกลวง บังคับ ขู่เข็ญ เพื่อให้ผู้มีสิทธิออกเสียงไม่ไปใช้สิทธิออกเสียง หรือออกเสียงอย่างใดอย่างหนึ่งหรือไม่ออกเสียง เผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องที่จะออกเสียงประชามติอันเป็นเท็จ เป็นต้น
ทั้งนี้ ห้ามมิให้เจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งมีหน้าที่หรือได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ. 2564 และที่แก้ไขเพิ่มเติมถึง (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 ใช้ตำแหน่งหน้าที่ หรือปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ หรือกระทำการใดๆ อันเป็นเหตุให้การออกเสียงไม่เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม
ท้ายที่สุด เรื่องนี้กำลังสะท้อนว่า ‘ประชามติ’ ไม่ได้เป็นเพียงขั้นตอนทางกฎหมายเท่านั้น แต่เป็นกระบวนการที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย เพื่อเปิดพื้นที่ให้ประชาชนได้ตัดสินใจอย่างอิสระ
อ้างอิง:
- สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งเผยแพร่ข่าวเลขที่ 54/2569 https://n9.cl/4u3egp
- ไอลอว์เตือน คนที่กฎหมายห้ามชี้นำประชามติคือ กกต. ไม่ได้ห้ามนักการเมือง-ประชาชน https://n9.cl/5h8mh
- กกต. เตือนพรรคหาเสียงห้ามชี้นำโหวตประชามติ โยน ครม. เคาะวัน https://n9.cl/0r4jq