3 Min

4 เหตุผลทำไมเจน Y ไม่อยากมีเบบี๋

3 Min
1082 Views
29 Aug 2022

วันนี้เราจะหยิบยกประเด็นที่กำลังเป็นปัญหาของประเทศชาติของเราอยู่ ที่ทุกคนได้มองข้ามมันไป เพราะคิดว่าเป็นเรื่องเล็กๆ แต่ใครจะไปรู้ล่ะว่าเรื่องเล็กๆ แบบนี้แหละที่สามารถกลายเป็นวิกฤตของประเทศชาติได้

เราเชื่อว่าทุกคนคงจะเคยได้ยินปัญหาเหล่านี้มาบ้างว่าประเทศไทยกำลังเดินหน้าเข้าสู่สังคมสูงวัยโดยสมบูรณ์ (Aged Society) คือสังคมที่มีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปร้อยละ 20 ของประชากรทั้งหมด ภายในปี 2574 จึงเป็นที่น่ากังวลว่าในอนาคตประเทศไทยจะประสบปัญหาขาดแคลนแรงงาน เพราะในขณะที่จำนวนสัดส่วนของผู้สูงวัยเพิ่มสูงขึ้น แต่จำนวนและสัดส่วนของคนวัยทำงานและเด็กเกิดใหม่กลับลดลง

จากงานวิจัยชี้ให้เห็นว่า คน Gen Y หรือประชากรที่เกิดในช่วงปี 2523-2540 ไม่อยากมีลูกมาก รวมไปถึงการมีลูกช้าด้วย และต่อไปนี้คือ ‘4 เหตุผลทำไมคน Gen Y ไม่อยากมีเบบี๋

งานยุ่งจนไม่มีเวลา

ทุกคนคงรู้มาเหมือนกันว่าโดยค่านิยมของสังคมไทยจะกำหนดให้ผู้หญิงมีหน้าที่เลี้ยงลูกและทำงานบ้าน ส่วนผู้ชายมีหน้าที่ทำงานหาเลี้ยงครอบครัวเป็นเสาหลักของบ้าน ดังนั้นหากไม่สามารถแบ่งเวลานอกเหนือจากการทำงานได้ การคิดจะสร้างครอบครัวหรือมีลูกก็จะลดลง ถึงแม้ว่าคนรุ่นใหม่จะคาดหวังให้ผู้ชายทำหน้าที่เลี้ยงลูกและทำงานบ้านบ้าง แต่ในปัจจุบันประเทศไทยให้พ่อมีสิทธิ์ลาหยุดเพื่อดูแลลูกหลังคลอดแค่ 15 วัน โดยได้รับเงินเดือน แต่นั่นก็ยังไม่เพียงพอที่จะช่วยแบ่งเบาภาระของแม่ในการเลี้ยงลูกได้

เลี้ยงได้ไม่ดี ไม่มีดีกว่า

และดูเหมือนว่า ค่านิยมของคน Gen Y แตกต่างไปจากคนเจนอื่น คือคน Gen Y มีค่านิยมที่อยากมีลูกเพื่อพึ่งพาในยามชราน้อยลง โดยหวังพึ่งพาตนเองมากกว่า คน Gen Y คาดหวังชีวิตที่มีอิสระดังนั้นการสร้างครอบครัวหรือมีลูกจึงไม่ใช่เป้าหมายสำคัญของชีวิต

นอกจากนี้ หากจะมีลูกภายใต้แรงกดดันของสังคมที่เน้นการแข่งขัน จะต้องเลี้ยงลูกให้เป็นเลิศ หรือพูดง่ายๆ คือถ้าเลี้ยงได้ไม่ดี ก็ไม่มีดีกว่า

และสุดท้าย เป็นอิทธิพลที่เราคาดไม่ถึงว่าจะเกี่ยวข้องกัน แต่งานวิจัยดันบอกว่ามันเกี่ยวซะงั้น ก็คืออิทธิพลจากเพื่อนหรือญาติสนิท เช่น หากเพื่อนในกลุ่มยังไม่แต่งงาน หรือมีชีวิตครอบครัวที่ไม่ดีนักเป็นตัวอย่าง คน Gen Y ก็มีแนวโน้มจะแต่งงานหรืออยากมีลูกน้อยลงด้วย

สวัสดิการพนักงานที่เป็นพ่อแม่ยังไม่มากพอ

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า สำหรับคน Gen Y ที่กำลังอยู่ในช่วงวัยทำงาน ปัจจัยด้านนี้มีอิทธิพลสูงสุดในการตัดสินใจสร้างครอบครัวและมีลูก งานของคน Gen Y เรียกร้องให้ทุ่มเทเวลาเพื่อประสบความสำเร็จ จึงต้องให้ความสำคัญกับงานมากกว่าเรื่องอื่น

แล้วงานวิจัยยังเผยว่า หากที่ทำงานมีทรัพยากรไม่เพียงพอและไม่มีนโยบายที่เอื้อต่อสวัสดิการของพนักงาน เช่น ความยืดหยุ่นในการลาคลอดและเลี้ยงลูก จะทำให้พนักงานไม่เกิดความสมดุลในการใช้ชีวิต และตัดสินใจมีลูกช้าลง โดยประเทศไทยนั้น แม่สามารถลาคลอดได้ไม่เกิน 90 วัน และจ่ายค่าจ้างเท่าวันทำงานไม่เกิน 45 วัน หากพ่อเป็นข้าราชการจะสามารถลาได้ 15 วันเท่านั้น

ในขณะที่ประเทศอื่น ยกตัวอย่างเช่น ประเทศสวีเดน ถ้าพูดถึงสิทธิ์ลาคลอดของประเทศนี้ คุณพ่อคุณแม่หลายคนต้องอิจฉา เพราะประเทศสวีเดนให้ความสำคัญกับสถาบันครอบครัวมาก เด็กๆ ควรได้รับความอบอุ่นจากพ่อแม่ตั้งแต่คลอดออกมาลืมตาดูโลก เพื่อพัฒนาการที่ดีทั้งร่างกายและจิตใจ รัฐบาลสวีเดนจึงส่งเสริมให้พ่อแม่ได้มีเวลาอยู่กับลูก โดยลาหยุดรวมกันได้ และสามารถรับเงินชดเชยได้นาน 480 วัน สำหรับคนเป็นพ่อสามารถลาได้ถึง 60 วันเลยทีเดียว

การเลี้ยงลูกมีราคาแพง

อย่างไรก็ตามจากการวิจัยเผยว่า คน Gen Y ในกรุงเทพมหานคร ไม่ว่าจนหรือรวย มองว่าการมีลูกมีราคาแพง ไม่ว่าจะเป็นค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่ต้องเพิ่มมากขึ้นในการเลี้ยงลูก เช่น ค่าเลี้ยงดู ค่าเล่าเรียน ค่ารักษาพยาบาล และการมีลูกยังทำให้เสียโอกาสในการทำงาน การใช้ชีวิตตามที่ตัวเองต้องการ เช่น การไปเที่ยว การตอบแทนบุญคุณพ่อแม่ การเรียนต่อ และการใช้เวลาส่วนตัว คน Gen Y จึงมีความคิดที่จะชะลอการมีลูกออกไปจนกว่าชีวิตการทำงานและชีวิตส่วนตัวจะลงตัวมากกว่านี้

แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม การเลือกที่จะมีลูกหรือไม่มี มีช้าหรือเร็ว ไม่ใช่เรื่องที่น่าเสียหาย แค่คิดทบทวนให้ดีก่อนถึงความพร้อมของคู่เราว่าพร้อมแล้วหรือยังที่จะมอบชีวิตดีๆ ให้เด็กคนหนึ่งได้มากพอ หากเรายังไม่พร้อมก็เลื่อนแผนการมีลูกออกไปก่อนจนถึงวันที่เราพร้อมก็ยังได้ การเลี้ยงลูกไม่ใช่เรื่องเล็กๆ ต้องมีการวางแผนที่ดี เพราะนั่นหมายถึงคุณภาพชีวิตของเด็กคนหนึ่งเลยล่ะ

อ้างอิง

  • รายงาน: งานวิจัย สกว. ไขปริศนา ทำไมคนเจนวายไม่อยากมีลูก. https://bit.ly/2Trs3cG