รู้จัก Palantir บริษัทสตาร์ทอัพหมื่นล้านที่ประกาศว่าจะเป็น “ระบบปฏิบัติการด้านข้อมูล” ของรัฐบาลสหรัฐ
ปลายเดือนกันยายน 2020 ในสหรัฐอเมริกามีการ “เข้าตลาดหุ้น” ที่เรียกได้ว่า “สำคัญที่สุดของปี” ของบริษัทหนึ่งนามว่า Palantir ซึ่งบริษัทนี้จริงๆ มันใหญ่โตมาตลอด
1.
ถ้าย้อนไปในอดีตสัก 3-4 ปีก่อน ในยุคที่โลกกำลังคลั่ง “Startup” แล้วพูดถึงความสำเร็จในการระดมทุนของบริษัทอย่าง Uber และ AirBnb ที่ถือว่าเป็น Startup อันดับ 1 กับ อันดับ 2 ของโลก เคยสงสัยไหมว่า อันดับที่ 3 คือบริษัทอะไร?
คำตอบคือ Palantir นี่แหละ และถึงแม้ว่าทุกวันนี้ อันดับ “มูลค่า” ของ Startup ในโลกนี้จะเปลี่ยนไปเยอะแล้ว แต่ Palantir ก็ยังไม่ตกจาก Top 10 และล่าสุดก็ดูจะประกาศ “แกรด” จากการเป็น Startup
โดยการเข้าตลาดหุ้น (หลักทั่วไปในโลกการลงทุน Startup คือบริษัทที่ปั่นมูลค่าสูงสุดเพื่อเข้าตลาดหุ้น และหลังจากเข้าตลาดหุ้น ก็จะถือว่าบริษัทนั้นสิ้นสถานะการเป็น Startup หรือถ้าพูดภาษาวัฒนธรรมไอดอลก็คือ “แกรด” นั่นเอง)
คนทั่วไปอาจจะงงว่า บริษัท Palantir นี่ทำอะไร ทำไมเราไม่รู้จักเลย? คนทั่วไปไม่รู้จักก็อาจไม่แปลกใจ แต่คนสนใจพวกการเงินการลงทุนในโลกส่วนใหญ่ ก็ยังไม่รู้จักบริษัท Startup สัญชาติอเมริกาที่มีมูลค่าหลักหมื่นล้านเหรียญนี้เลย
ซึ่งไม่แปลก เพราะบริษัทนี้ไม่ได้ขายสินค้าและบริการให้ผู้บริโภค และลูกค้าหลักก็ไม่ใช่บริษัทเอกชนด้วยซ้ำ แต่บริษัทนี้เป็น Startup ที่เน้นรับงานจากรัฐบาล หลักๆ ทำด้านข้อมูล และเป้าหมายของบริษัทคือจะเป็นบริษัทที่เป็น “ระบบปฏิบัติการณ์หลักด้านข้อมูลของรัฐบาลสหรัฐฯ”
2.
อยากรู้จัก Palantir ขึ้นมาหน่อยหรือยัง? มาทำความรู้จักบริษัทนี้กัน
บริษัทนี้ตั้งมาเมื่อปี 2003 ตัวตั้งตัวตีคือ Peter Thiel มหาเศรษฐีนักลงทุนใน Startup (เขาลงทุนในบริษัทเยอะ แต่ที่ดังสุดคือเขาเป็นนักลงทุนรายใหญ่รายแรกของ Facebook) โดยเขาได้ชวนเพื่อนสมัยปริญญาโทอย่าง Alex Karp มาเป็น CEO และเป็น CEO มาจนถึงทุกวันนี้
Alex Karp ไม่ใช่ CEO แบบ “ปกติ” ของ Startup ที่เป็น “วัยรุ่น Gen Y” เพราะอายุอานามของเขาปีนี้ก็ 52 ปีแล้ว (อายุเท่า Peter Thiel และแก่กว่า Elon Musk ซะอีก) ย้อนไปตอนตั้งบริษัท เขาก็อายุปาเข้าไป 35 ปี ตอนนั้นเขาก็เพิ่งเรียนจบปริญญาเอกด้านทฤษฎีสังคมมาหมาดๆ ซึ่งเป็นสาขาที่ “ปัญญาชนหอคอยงาช้าง” มาก
นี่ยังไม่ต้องนับว่า Karp เรียนจบจากเยอรมนี และเขียนวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกเป็นภาษาเยอรมันอีก
เรียกว่าพื้นเพ CEO ของ Palantir นี่ประหลาดมาก เพราะเขาไม่ใช่วัยรุ่น Gen Y ที่เรียนด้านคอมพิวเตอร์หรือบริหารธุรกิจ แต่เขาเป็น “คน Gen X” แท้ๆ ที่เรียนแบบคนที่จะเป็น “นักปรัชญา” ในสายตาคนทั่วไป แต่ดันโดนเพื่อนสมัยปริญญาโทชวนให้มาเป็น CEO ของ Startup แนวใหม่ที่ไม่มีที่ไหนในโลกทำ
3.
หลายคนได้ยิน Palantir อาจรู้สึกคุ้นแปลกๆ แต่ไม่รู้ได้ยินจากไหน
คำตอบ มันคือชื่อ “ลูกแก้ววิเศษ” ในนิยาย Lord of the Rings ซึ่งอันนี้ก็สื่อความถึงเป้าหมายของบริษัทได้ นั่นคือต้องการจะเป็น “ลูกแก้ววิเศษ” ให้กับรัฐบาล หรือเป็น “ระบบปฏิบัติการณ์หลักด้านข้อมูลของรัฐบาลสหรัฐ”
แม้ว่าจะตั้งบริษัทมา 17 ปี แต่คนก็รู้จักบริษัทนี้น้อยมาก ซึ่งก็ไม่แปลก เพราะบริษัทที่ “รับงานรัฐบาล” ที่ไหนในโลก เราก็ไม่ค่อยรู้จักชื่ออยู่แล้ว (เอาแค่บ้านเราเอง บริษัทที่รับงานรัฐบาลเป็นหลักจนร่ำรวย เราก็ไม่ค่อยรู้จักหรอก) แต่ที่มากกว่านั้น Palantir ไม่ได้รับงานธรรมดาแต่รับงานด้าน “ความมั่นคง”
เรารู้น้อยมากว่า Palantir รับงานอะไรรัฐบาลบ้าง แต่หลักๆ คือ Palantir พยายามจะเข้าถึงข้อมูลระดับลึกของรัฐบาล และเอาข้อมูลเหล่านี้มาวิเคราะห์ตอบทุกโจทย์ที่รัฐบาลต้องการ โดยเฉพาะเรื่องความมั่นคง
ตัวอย่างง่ายๆ คือ ถ้ารัฐบาลต้องการจะพยายามหา “เครือข่ายก่อการร้าย” สิ่งที่รัฐบาลทำก็คือโยนข้อมูลมาให้ Palantir แล้วทาง Palantir ก็จะเนรมิตให้ข้อมูลอันสะเปะสะปะดังกล่าวกลายเป็นข้อมูลที่รัฐบาลต้องการอย่างน่าอัศจรรย์ ผ่านพลังของ AI ประสานกับนักวิเคราะห์ของ Palantir
4.
อ่านมาถึงตรงนี้ คนที่ตามการเมืองอเมริกันก็คงจะระแวงว่า Palantir นั้นมีส่วนเกี่ยวข้องกับ “การสอดส่องประชาชน” อันฉาวโฉ่ของรัฐบาลสหรัฐหรือไม่
แต่ด้วย “ความลึกลับ” ของ Palantir ก็เลยไม่มีหลักฐานใดๆ ล่าสุดในปีสองปีที่ผ่านมา เรื่องก็แดงว่า Palantir มีส่วนเอี่ยวกับการจัดการข้อมูลให้ศูนย์กักกันและเนรเทศผู้อพยพอันฉาวโฉ่ของรัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์ และทำให้มีการประท้วงกันแพร่หลายตั้งแต่บริษัทที่ให้บริการด้านการจัดเก็บข้อมูลกับ Palantir อย่าง Amazon ไปจนถึงการประท้วงจากพนักงานของ Palantir เอง
แต่เรื่องก็เงียบไป และคนก็ไม่สนใจ เพราะความลึกลับของ Palantir
แล้วเรื่องประหลาดก็เกิดขึ้น เพราะในที่สุด Palantir หลังจากเปิดบริษัทมา 17 ปี ได้ยื่นเรื่องขอเข้าตลาดหุ้นในเดือนกันยายน 2020
สิ่งที่น่าสนไปอีกก็คือ จะมีการออกหุ้นใหม่หรือ “ระดมทุน” เพิ่ม แต่จะเป็นการเอาหุ้นของบริษัทที่มีอยู่แล้ว มาทำการซื้อขายในตลาด
พูดอีกแบบคือเปิดโอกาสให้นักลงทุนได้ “ถอนทุนคืน” บางส่วน นั่นเอง
โดยทางบริษัทก็ค่อนข้างชัดเจนว่า หุ้นที่เอามาขายจะไม่ไปทำลายสมดุลในการตัดสินใจต่างๆ ในบริษัท ที่ยังเป็นของบรรดาผู้ก่อตั้ง
5.
ปกติบริษัทที่ต้องการจะ “ลึกลับ” จะไม่เข้าตลาดหุ้น เพราะการเข้าตลาดหุ้น หมายความว่า ข้อมูลเรื่องงบการเงินต่างๆ ของบริษัทจะต้องเป็นข้อมูลสาธารณะ รวมถึงต้องมีการออกรายงานประจำปีทุกปีด้วย เพราะถือว่าการเอาหุ้นมาขายประชาชนทั่วไป บริษัทต้อง “โปร่งใส”
แต่ก็นั่นแหละ ถ้าเป็น Startup ไม่ช้าก็เร็ว ปลายทางยังไงก็คือตลาดหุ้น (ถ้าไม่ขายให้บริษัทอื่นหรือเจ๊งไปซะก่อน)
ซึ่งนั่นก็นำมาสู่เรื่องที่คนประหลาดใจอีกเรื่องก็คือ เมื่อ Palantir ต้องเปิดเผยงบการเงินพร้อมเข้าตลาดหุ้น คนก็เลยได้รู้ว่า Palantir ยังไม่เคยมี “กำไร” เลยตั้งแต่ตั้งบริษัทมา
ซึ่งเรื่องนี้คนช็อคกัน เพราะคนเข้าใจมาตลอดว่าบริษัทนี้ “รวยเงียบๆ” จากการรับเงินรัฐบาล แต่ไปๆ มาๆ บริษัทนี้กลับขาดทุนมาตลอด 17 ปี
6.
ตรงนี้ หลายคนคงงงว่าบริษัทยังขาดทุน แล้วเข้าตลาดหุ้นได้อย่างไร?
คำตอบคือ มีหลากหลายบริษัทที่เป็นแบบนี้ อย่าง Uber ที่เข้าตลาดหุ้นไปก่อนหน้า แม้จะเข้าไปเป็นปีแล้วก็ยังไม่มีกำไร (ไม่ต้องพูดถึงก่อนหน้านั้น) เพราะบริษัทแนวนี้ เป้าหมายคือเป็น “เจ้าตลาด” ในท้ายที่สุด และบางทีอาจต้องทนขาดทุนเป็นสิบปีกว่าจะได้รับชัยชนะ
สำหรับ Palantir เอาจริงๆ แทบไม่มีคู่แข่งเลย เพราะปลายทางคือการเป็นบริษัทเอกชนที่จะผูกขาดการจัดการข้อมูลของรัฐ ดังนั้นตอนนี้บริษัทขาดทุนจึงไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร และในความเป็นจริง ช่วงหลังๆ “รายได้” ของบริษัทก็เพิ่มขึ้นรัวๆ อย่างรวดเร็วในระดับทำให้นักลงทุนจำนวนมากเห็นว่าบริษัทนี้ “มาถูกทาง” แล้ว
7.
การเข้าตลาดหุ้นคงจะไม่ทำให้บริษัทนี้เปลี่ยนอะไรไป เพราะ Alex Karp ก็ได้พูดกับนักลงทุนอย่างชัดเจนว่า ถ้าพวกคุณไม่ชอบธุรกิจของบริษัทเรา “ก็ไปลงทุนกับบริษัทอื่นเถอะ”
ซึ่งก็ไม่ใช่ท่าทีปกติของบริษัทที่กำลังจะเข้าตลาดหุ้นแต่อย่างใด และทัศนคติแบบนี้ ก็คงจะเป็นส่วนหนึ่งของบริษัทที่มีเอกลักษณ์ที่ “ลึกลับ” แบบนี้
อ้างอิง:
- The Motley Fool. 5 Things to Know About Palantir’s Upcoming IPO. https://bit.ly/30iem4S
- Reuters. Palantir goes on Wall Street charm offensive ahead of public listing. https://reut.rs/30iteA5
- Bloomberg. Palantir CEO Says Pick ‘Different Company’ If You Don’t Like Us. https://bloom.bg/3cDxLlL
- Wikipedia. Palantir Technologies. https://bit.ly/3ijm9FS